“ฝรั่งเศส” เดือด ม็อบนักเรียนลุกลามทั่วประเทศ จับกุมกว่า 5,000 คน
ม็อบนักเรียน "ฝรั่งเศส" ยกระดับความรุนแรง มีผู้ถูกจับกว่า 5,000 คน ขณะที่รัฐบาลเผชิญแรงกดดันลดงบ 5.4 หมื่นล้านยูโร
วันที่ 6 ตุลาคม 2569 เวลา 16.47 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ฝรั่งเศสกำลังเผชิญการประท้วงของนักเรียนที่ทวีความรุนแรงและขยายวงไปทั่วประเทศ หลังเริ่มต้นขึ้นในกรุงปารีสช่วงปลายเดือนกันยายน ก่อนลุกลามไปยังหลายเมือง โดยมีทั้งการปิดโรงเรียน การชุมนุมบนท้องถนน เหตุวางเพลิง และการปะทะกับตำรวจ ขณะที่รัฐบาลกำลังเผชิญแรงกดดันอีกด้านจากปัญหาการคลังและต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มสูงขึ้น
การประท้วงมีจุดเริ่มต้นจากความไม่พอใจของนักเรียนต่อปัญหาขาดแคลนครู ชั่วโมงเรียนที่ยาวนาน และสภาพอาคารเรียนที่ทรุดโทรม ส่งผลให้โรงเรียนหลายร้อยแห่งทั่วประเทศต้องปิดการเรียนการสอน ขณะที่กลุ่มนักเรียนยังประกาศเดินหน้าชุมนุมต่อเนื่อง
รัฐมนตรีศึกษาธิการฝรั่งเศส Edouard Geffray เปิดเผยว่ามีนักเรียนได้รับบาดเจ็บแล้ว 190 คน โดยมีรายงานว่าเด็กชายวัย 15 ปีสูญเสียมือจากเหตุปะทะกับตำรวจปราบจลาจลในเมือง Lens ทางตอนเหนือของประเทศ ขณะที่กระทรวงยุติธรรมระบุว่า นับตั้งแต่เริ่มการประท้วง มีผู้ถูกจับกุมแล้ว 5,060 คน และในจำนวนนี้ถึง 87% เป็นผู้เยาว์
วิกฤตการประท้วงเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี Sébastien Lecornu แทบไม่มีพื้นที่ทางการคลังสำหรับเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษา เนื่องจากกำลังเตรียมเจรจางบประมาณปี 2570 ท่ามกลางความแตกแยกทางการเมืองและแรงกดดันทางเศรษฐกิจ
Roland Lescure รัฐมนตรีคลังฝรั่งเศส ระบุว่ารัฐบาลตั้งเป้าปรับฐานะการคลังรวม 5.4 หมื่นล้านยูโร หรือประมาณ 6.07 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยส่วนหนึ่งจะมาจากมาตรการตรึงค่าจ้างพนักงานภาครัฐ ซึ่งรวมถึงครู
ปัญหางบประมาณยังเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศส หลังความขัดแย้งเรื่องรายจ่ายและการลดงบประมาณเคยทำให้รัฐบาลฝรั่งเศสล้มมาแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสอายุ 10 ปีเพิ่มขึ้นแล้ว 129 Basis Points นับตั้งแต่ต้นปี ขณะที่เงินยูโรร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 17 เดือนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ
สถานการณ์ยิ่งมีความสำคัญก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในปี 2570 โดย Marine Le Pen ผู้สมัครฝ่ายขวาจัดซึ่งผลสำรวจในปัจจุบันชี้ว่าเป็นตัวเต็ง เตือนว่า หากประชาชนไม่เลือกการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ ฝรั่งเศสอาจกำลังมุ่งหน้าไปสู่ภาวะผิดนัดชำระหนี้โดยพฤตินัย
Le Pen เสนอแผนฟื้นฐานะการคลังหลายด้าน ตั้งแต่ยกเลิกภาษีที่มองว่าไม่จำเป็นมากกว่า 120 รายการ ปรับมาตรการบางส่วนในระบบบำนาญ จำกัดเงินสมทบสุทธิของฝรั่งเศสต่องบประมาณสหภาพยุโรปไว้ที่ 5 พันล้านยูโร รวมถึงจัดการกับการวางแผนภาษีเชิงรุกของบริษัทข้ามชาติ
เธอระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดการขาดดุลงบประมาณของฝรั่งเศสให้ต่ำกว่าเกณฑ์ 3% ของ GDP ภายใน 18 เดือน และสร้างการประหยัดงบประมาณรวมประมาณ 1.4 แสนล้านยูโรภายในปี 2575
ปัจจุบันฝรั่งเศสอยู่ภายใต้กระบวนการ Excessive Deficit Procedure ของสหภาพยุโรป โดย EU กำหนดเกณฑ์อ้างอิงให้ประเทศสมาชิกมีการขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ของ GDP และหนี้สาธารณะไม่เกิน 60% ของ GDP แต่ปีที่ผ่านมา ฝรั่งเศสมีการขาดดุลสูงถึง 5.1% ของ GDP ขณะที่หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นแตะ 119% ของ GDP ณ สิ้นเดือนมิถุนายน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ตั้งคำถามว่าแผนลดรายจ่ายของ Le Pen จะสามารถทำได้จริงหรือไม่ โดย Ian Bremmer ประธานและผู้ก่อตั้ง Eurasia Group มองว่า แม้ Le Pen ต้องการลดงบประมาณครั้งใหญ่ แต่ในเวลาเดียวกันกลับไม่ต้องการขึ้นภาษีหรือแตะต้องรายจ่ายสวัสดิการหลัก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของรายจ่ายฝรั่งเศส ทำให้เป้าหมายดังกล่าวเผชิญข้อจำกัดอย่างมาก
แรงกดดันดังกล่าวสะท้อนผ่านตลาดพันธบัตร โดยส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรฝรั่งเศสกับเยอรมนีขยายตัวอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา แม้ตลาดเริ่มเห็นสัญญาณคลายตัวในช่วงต้นสัปดาห์นี้
Ken Egan ผู้อำนวยการฝ่าย Sovereign Ratings ของ KBRA ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรฝรั่งเศสสะท้อนทั้งความกังวลต่อทิศทางการคลังและค่าความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง เนื่องจากนักลงทุนยังตั้งคำถามว่าฝรั่งเศสจะสามารถนำเสนอแนวทางฟื้นฐานะการคลังที่น่าเชื่อถือได้เร็วเพียงใด
อ้างอิง : www.cnbc.com