โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

รู้จัก ‘แอสปาร์แตม’ หลังอนามัยโลกเตรียมขึ้นทะเบียนสารเสี่ยงมะเร็ง

The Better

อัพเดต 01 ก.ค. 2566 เวลา 08.04 น. • เผยแพร่ 01 ก.ค. 2566 เวลา 07.50 น. • THE BETTER
ย้อนที่มาแอสปาร์แตมความบังเอิญจากการทดลอง สู่สารให้ความหวานแทนน้ำตาล หลังอนามัยโลกเตรียมประกาศอาจก่อมะเร็ง

จากกรณีที่ WHO หรือ องค์การอนามัยโลก เตรียมบรรจุสารให้ความหวานแทนน้ำตาล 'แอสปาร์แตม' ที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในเครื่องดื่มหลายชนิด อยู่ในบัญชีสารที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งภายในเดือนกรกฏาคมนี้

รายงานระบุว่า ความคืบหน้าดังกล่าวมีขึ้นหลังการตัดสินใจของ IARC หรือ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง หน่วยงานภายใต้สังกัดสหประชาชาติ ที่มีงานวิจัยออกมาเมื่อเดือนมิถุนายน ที่พบว่าสารแอสปาร์แตม มีปัจจัยอย่างมีนัยยะสำคัญในการก่อโรคมะเร็ง แต่ IARC ไม่ได้ระบุถึงปริมาณการบริโภคสารแอสปาร์แตมที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสารแอสปาร์แตมมากมาย โดยเมื่อปีที่แล้วการศึกษาในฝรั่งเศส ที่เก็บข้อมูลจากผู้ใหญ่ 100,000 คน พบว่า ผู้ที่บริโภคสารให้ความหวานแทนน้ำตาลในบริมาณมาก ซึ่งรวมถึงแอสปาร์แตม มีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งมากกว่าผู้ที่บริโภคสารเหล่านี้ในปริมาณที่น้อยกว่า สอดคล้องกั ผลการศึกษาในอิตาลีช่วงต้นคริสต์ทศวรรษที่ 2000 ระบุว่า โรคมะเร็งที่พบในหนูมีส่วนเกี่ยวข้องกับสารแอสปาร์แตม

การตัดสินใจหลายครั้งที่ผ่านมาของ IARC ได้สร้างความกังวลในหมู่ผู้บริโภค ซึ่งนำไปสู่การฟ้องร้อง และสร้างแรงกดดันให้กับผู้ผลิตให้ปรับปรุงสูตรหรือเปลี่ยนมาใช้สารชนิดอื่นเพื่อความปลอดภัย แต่บางครั้งก็สร้างความสับสนให้กับสาธารณชนเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การบรรจุสารดังกล่าวเป็นหนึ่งในสารที่อาจก่อมะเร็ง มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ภาคเอกชนและหลายหน่วยงานกระตุ้นให้เกิดการวิจัยมากขึ้น เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนกว่านี้

สำหรับสารแอสปาร์แตม (Aspartame) ที่นิยมนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มมากมาย ตั้งแต่น้ำอัดลม น้ำผลไม้ ไปจนถึงหมากฝรั่งปราศจากน้ำตาล แอสปาร์แตม ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1965 โดยเจมส์ แชลเตอร์ (James Schlater) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ขณะทำการสังเคราะห์สารที่ใช้รักษาโรคแผลในกระเพาะอาหาร ในระหว่างที่ทำการตกผลึก L-Aspartyl-L-phenylalanine methyl ester จากเอทานอล แต่ระหว่างทดลอง สารดังกล่าวหกใส่มือเขา และเขาได้เลียนิ้วมือเพื่อให้หยิบกระดาษกรองมาเช็ดมือ ปรากฎว่าสารดังกล่าวมีความหวานคล้ายน้ำตาล จึงกลายเป็นที่มาของแอสปาร์แตม

สารแอสปาร์แตม ให้รสชาติหวานที่คล้ายน้ำตาลที่มีปริมาณความหวานมากกว่าน้ำตาล 180-200 เท่า ด้วยคุณสมบัตินี้จึงเหมาะกับการถูกนำมาใช้ผสมในอาหารบางชนิดโดยเฉพาะเครื่องดื่มปราศจากน้ำตาลหลายชนิดที่จำหน่ายในท้องตลาดซึ่งขึ้นอยู่กับสูตรการผลิตของผู้ผลิตเครื่องดื่มแต่ละราย ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ใช้แอสปาร์แตมเป็นมักเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีโฆษณาในเรื่องเครื่องดื่มที่มีแคลอรี่ต่ำ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...