โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักปีนเขาสาว เกือบตาย กลางหิมะ หลัง พยายามพิชิต ยอดเขาเอเวอร์เรตสต์

อีจัน

อัพเดต 26 มิ.ย. 2566 เวลา 11.26 น. • เผยแพร่ 26 มิ.ย. 2566 เวลา 11.26 น. • อีจัน

เขาเอเวอร์เรตสต์

เป็นภูเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลที่สุดในโลก สูงประมาณเครื่องบินพาณิชย์บิน จากความสูงและความอันตรายนี้ ทำให้นักปีนเขาหลายคนต่างพากันอยากพิชิตยอดเขานี้ วันนี้อีจันจะนำประสบการณ์ของนักปีนเขาสาวท่านหนึ่ง มาแชร์ให้เพื่อนๆอ่านค่ะ

สาวนักปีนเขารายหนึ่งได้โพสต์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว เล่าถึงประสบการณ์พิชิตยอดเขาเอเวอร์เรตสต์ ที่เสี่ยงชีวิตถึงขั้นเกือบตาย โดยระหว่างทางมีอุปสรรคที่กดดันตัวเธอ ทั้งสภาพอากาศที่เย็นจัด รวมไปถึงอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกับเธอและเพื่อนร่วมทาง

เธอเล่าว่า นี่คือประสบการณ์ปีนเขาเอเวอร์เรตสต์ ครั้งที่ 2 ของตัวเธอเอง โดยครั้งแรกเธอปีนในปี 2565 แต่ไม่สามารถพิชิตถึงยอดเขาได้ เนื่องจากสภาพอากาศทำให้ต้องยุติการปีนลง ในปี2566นี้ เธอได้เตรียมตัวใหม่และกลับมาพิชิตอีกครั้ง

ในเช้ามืดวันที่ 20 พ.ค. 66 เป็นวันแรกในการเริ่มเดินทางพิชิตเขาเอเวอร์เรตสต์ วันนี้เธอต้องเดินทางจากแคมป์ 1 ไปแคมป์ 2 และแคมป์ 3 ภายในวันที่ 22 พ.ค. หลังจากถึงจุดหมายแล้วได้พักผ่อนเพื่อเก็บแรงในการปีนเขาไปที่แคมป์ 4 ในช่วงเวลาตี 4 ของวันที่ 23 พ.ค. ซึ่งในสามวันนี้เธอต้องเจอกับสภาพอากาศที่หนาวจัด ทางปีนเขาที่สูงชัน และสภาพร่างกายที่ไม่พร้อมของผู้ช่วยปีนเขา (เซอร์ปา)

หลังจากเซอร์ปาคนเก่าป่วยไป เธอได้เซอร์ปาคนใหม่มาแทน เธอเล่าว่าเซอร์ปาคนนี้ไม่ค่อยดูแลเธอเท่าไหร่นัก ช่วงค่ำของวันที่ 24 พ.ค. ระหว่างที่เธอปีนถึงระยะความสูง 8300 เมตร เธอได้ขอถุงแปะร้อนเพื่อสร้างความอบอุ่นให้ร่างกายจากเซอร์ปา แต่เขากลับบอกเธอว่า ได้ทิ้งไปตั้งแต่แคมป์ 4 แล้วเพราะหนัก เธอเลยพยายามกระดิกนิ้วเท้าเพื่อสร้างความอบอุ่นแทน และนี่คือจุดเริ่มต้นของหายนะที่เธอกำลังจะได้เจอ

การปีนเขายังคงดำเนินไปอย่างทุลักทุเล เหลือเธอกับเพื่อนอีกร่วมทางอีก 2 คน ระหว่างทางเธอพบนักปีนเขาที่เสียชีวิตจากสภาพอากาศที่เย็นจัด ทำให้เพื่อนร่วมทางเธอเริ่มรู้สึกกลัวกับการปีนเขาต่อไป จึงขอให้เธอลงมา แต่ด้วยความใจสู้ของเธอ เธอจึงได้ขอติดตามไปด้วยกับกลุ่มนักปีนเขาอีกกลุ่มหนึ่ง

ขณะนั้นเธอเริ่มรู้สึกว่าตาของเธอไม่สามารถโฟกัสและแยกความแตกต่างของสีขาวได้ ทุกอย่างกลืนกันไปหมด

วันที่ 25 พ.ค. ณ เวลา 08.15 น. ในความสูงที่ 8848.86 เมตร เธอได้พิชิตเขาเอเวอร์เรตสต์ ได้สำเร็จ หลังจากถ่ายรูปที่ระลึกแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องลงกลับบ้าน จนถึงตอนนี้ตาของเธอก็ยังไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีขาวได้ ทำให้เธอมักจะสะดุดล้มและไถลไปกับหิมะ

สถานการณ์เลวร้ายมากขึ้น เธอจึงได้บอกกับเพื่อนร่วมทางว่า เธอมีสภาวะ snow blindness หรือ อาการที่มองไม่ชัดชั่วขณะ เพื่อนร่วมทางจึงได้ทำการช่วยเหลือเธอเป็นระยะ จนถึงที่แคมป์ 4 เธอได้ถอดถุงเท้าเพื่อเช็คว่ามี frostbite หรือ สภาวะเนื้อเยื่อถูกทำลายจากความเย็นจัด หรือไม่ หลังจากถอดถุงเท้าออกมา เธอพบว่านิ้วเท้าทั้งสิบ มีอาการเนื้อเยื่อตายทุกนิ้ว!

เพื่อนร่วมทางได้ติดต่อเพื่อนำเฮลิคอปเตอร์มารับและนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดคือโรงพยาบาลลุคลา ประเทศเนปาล ในวันที่ 26 พ.ค. 66 แพทย์รักษาเบื้องต้นโดยการให้เธอจุ่มเท้าในน้ำอุ่น

ความซวยเกิดอีกครั้ง! ยารักษาอาการเนื้อเยื่อตาย หมดทั้งโรงพยาบาล แพทย์ที่เนปาลออกความเห็นว่ายังไงก็ต้องกลับประเทศไทย ในวันที่ 28 พ.ค. 66 เธอถึงประเทศไทย รถพยาบาลได้มารับไปที่โรงพยาบาลทันที เพื่อนเธอช่วยติดต่อประสานกับทางห้อง ICU ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เธอรักษาตัวอยู่ที่นี่ 5 วัน แล้วจึงย้ายมารักษาต่อที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ที่ขอนแก่น ปัจจุบันนี้เธอยังคงรักษาอาการอย่างต่อเนื่อง ด้วยการบำบัดด้วยออกซิเจนแรงดันสูง ฉีดยา และรับประทานยา เพื่อรักษาเท้าไว้มากที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...