นักปีนเขาสาว เกือบตาย กลางหิมะ หลัง พยายามพิชิต ยอดเขาเอเวอร์เรตสต์
เขาเอเวอร์เรตสต์
เป็นภูเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลที่สุดในโลก สูงประมาณเครื่องบินพาณิชย์บิน จากความสูงและความอันตรายนี้ ทำให้นักปีนเขาหลายคนต่างพากันอยากพิชิตยอดเขานี้ วันนี้อีจันจะนำประสบการณ์ของนักปีนเขาสาวท่านหนึ่ง มาแชร์ให้เพื่อนๆอ่านค่ะ
สาวนักปีนเขารายหนึ่งได้โพสต์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว เล่าถึงประสบการณ์พิชิตยอดเขาเอเวอร์เรตสต์ ที่เสี่ยงชีวิตถึงขั้นเกือบตาย โดยระหว่างทางมีอุปสรรคที่กดดันตัวเธอ ทั้งสภาพอากาศที่เย็นจัด รวมไปถึงอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกับเธอและเพื่อนร่วมทาง
เธอเล่าว่า นี่คือประสบการณ์ปีนเขาเอเวอร์เรตสต์ ครั้งที่ 2 ของตัวเธอเอง โดยครั้งแรกเธอปีนในปี 2565 แต่ไม่สามารถพิชิตถึงยอดเขาได้ เนื่องจากสภาพอากาศทำให้ต้องยุติการปีนลง ในปี2566นี้ เธอได้เตรียมตัวใหม่และกลับมาพิชิตอีกครั้ง
ในเช้ามืดวันที่ 20 พ.ค. 66 เป็นวันแรกในการเริ่มเดินทางพิชิตเขาเอเวอร์เรตสต์ วันนี้เธอต้องเดินทางจากแคมป์ 1 ไปแคมป์ 2 และแคมป์ 3 ภายในวันที่ 22 พ.ค. หลังจากถึงจุดหมายแล้วได้พักผ่อนเพื่อเก็บแรงในการปีนเขาไปที่แคมป์ 4 ในช่วงเวลาตี 4 ของวันที่ 23 พ.ค. ซึ่งในสามวันนี้เธอต้องเจอกับสภาพอากาศที่หนาวจัด ทางปีนเขาที่สูงชัน และสภาพร่างกายที่ไม่พร้อมของผู้ช่วยปีนเขา (เซอร์ปา)
หลังจากเซอร์ปาคนเก่าป่วยไป เธอได้เซอร์ปาคนใหม่มาแทน เธอเล่าว่าเซอร์ปาคนนี้ไม่ค่อยดูแลเธอเท่าไหร่นัก ช่วงค่ำของวันที่ 24 พ.ค. ระหว่างที่เธอปีนถึงระยะความสูง 8300 เมตร เธอได้ขอถุงแปะร้อนเพื่อสร้างความอบอุ่นให้ร่างกายจากเซอร์ปา แต่เขากลับบอกเธอว่า ได้ทิ้งไปตั้งแต่แคมป์ 4 แล้วเพราะหนัก เธอเลยพยายามกระดิกนิ้วเท้าเพื่อสร้างความอบอุ่นแทน และนี่คือจุดเริ่มต้นของหายนะที่เธอกำลังจะได้เจอ
การปีนเขายังคงดำเนินไปอย่างทุลักทุเล เหลือเธอกับเพื่อนอีกร่วมทางอีก 2 คน ระหว่างทางเธอพบนักปีนเขาที่เสียชีวิตจากสภาพอากาศที่เย็นจัด ทำให้เพื่อนร่วมทางเธอเริ่มรู้สึกกลัวกับการปีนเขาต่อไป จึงขอให้เธอลงมา แต่ด้วยความใจสู้ของเธอ เธอจึงได้ขอติดตามไปด้วยกับกลุ่มนักปีนเขาอีกกลุ่มหนึ่ง
ขณะนั้นเธอเริ่มรู้สึกว่าตาของเธอไม่สามารถโฟกัสและแยกความแตกต่างของสีขาวได้ ทุกอย่างกลืนกันไปหมด
วันที่ 25 พ.ค. ณ เวลา 08.15 น. ในความสูงที่ 8848.86 เมตร เธอได้พิชิตเขาเอเวอร์เรตสต์ ได้สำเร็จ หลังจากถ่ายรูปที่ระลึกแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องลงกลับบ้าน จนถึงตอนนี้ตาของเธอก็ยังไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีขาวได้ ทำให้เธอมักจะสะดุดล้มและไถลไปกับหิมะ
สถานการณ์เลวร้ายมากขึ้น เธอจึงได้บอกกับเพื่อนร่วมทางว่า เธอมีสภาวะ snow blindness หรือ อาการที่มองไม่ชัดชั่วขณะ เพื่อนร่วมทางจึงได้ทำการช่วยเหลือเธอเป็นระยะ จนถึงที่แคมป์ 4 เธอได้ถอดถุงเท้าเพื่อเช็คว่ามี frostbite หรือ สภาวะเนื้อเยื่อถูกทำลายจากความเย็นจัด หรือไม่ หลังจากถอดถุงเท้าออกมา เธอพบว่านิ้วเท้าทั้งสิบ มีอาการเนื้อเยื่อตายทุกนิ้ว!
เพื่อนร่วมทางได้ติดต่อเพื่อนำเฮลิคอปเตอร์มารับและนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดคือโรงพยาบาลลุคลา ประเทศเนปาล ในวันที่ 26 พ.ค. 66 แพทย์รักษาเบื้องต้นโดยการให้เธอจุ่มเท้าในน้ำอุ่น
ความซวยเกิดอีกครั้ง! ยารักษาอาการเนื้อเยื่อตาย หมดทั้งโรงพยาบาล แพทย์ที่เนปาลออกความเห็นว่ายังไงก็ต้องกลับประเทศไทย ในวันที่ 28 พ.ค. 66 เธอถึงประเทศไทย รถพยาบาลได้มารับไปที่โรงพยาบาลทันที เพื่อนเธอช่วยติดต่อประสานกับทางห้อง ICU ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เธอรักษาตัวอยู่ที่นี่ 5 วัน แล้วจึงย้ายมารักษาต่อที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ที่ขอนแก่น ปัจจุบันนี้เธอยังคงรักษาอาการอย่างต่อเนื่อง ด้วยการบำบัดด้วยออกซิเจนแรงดันสูง ฉีดยา และรับประทานยา เพื่อรักษาเท้าไว้มากที่สุด