โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Concept พนักงานรักกันแบบ “ครอบครัว” ยัง Work อยู่หรือไม่ ? | โน้ต ศรัณย์ คุ้งบรรพต - Exclusive Writer

Ad Addict

อัพเดต 05 ก.ค. 2566 เวลา 00.50 น. • เผยแพร่ 05 ก.ค. 2566 เวลา 00.55 น. • ศรัณย์ คุ้งบรรพต

ยังจำกันได้ไหมครับ ในวันที่เราเดินเข้ามาในโลกของการทำงานในช่วงแรก ๆ เรามักจะได้ยิน คำกล่าว จากทางผู้บริหารระดับสูง หรือฝ่ายบุคคล ที่มักจะกล่าวต้อนรับพนักงานใหม่ว่า

“ที่นี่เราทำงาน กันแบบพี่น้อง

เป็นครอบครัวเดียวกัน”

ถ้าเราฟังไปแบบไม่ได้คิดอะไรมาก แน่นอน เราย่อมรู้สึกดี รู้สึกอบอุ่น เพราะในหลาย ๆ บริษัท ก็พบว่าการสื่อสารเช่นนี้สร้างความรู้สึกดีให้กับพนักงาน โดยเฉพาะพนักงาน ที่กำลังก้าวเข้าสู่องค์กร ในวันที่โลกการทำงานของเขา ยังเป็นสีชมพู

แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เริ่มมีคนตั้งข้อสงสัย และให้แนวคิดที่ว่า

"จริงหรือ ที่คนที่ทำงานร่วมกัน ในองค์กรเดียวกัน
จำเป็นจะต้องรักกัน ประดุจญาติมิตร หรือคนในครอบครัว ?"
มันก็น่าคิดนะครับ….

จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมที่ทำงานมาทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ก็มีเพียงแต่บริษัทในประเทศไทย ที่พยายามโปรโมต แนวความคิดเรื่อง การทำงานร่วมกัน กัน และรักกันดุจพี่น้อง

ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่ามันผิดหรือถูก…

แต่มันก็น่าสนใจที่เมื่อวันหนึ่งที่การสร้างวัฒนธรรมและความเชื่อเช่นนี้มันอาจจะเคยสำเร็จมาก ๆ ในความพยายามที่จะสร้างให้คนสามัคคีกลมเกลียว

แต่เมื่อมาถึงวันหนึ่ง มันก็น่าจะตั้งข้อสงสัยเช่นเดียวกัน ว่าการสื่อสารเช่นนี้ หรือการพยายามสร้างความเข้าใจเช่นนี้ มันยังเวิร์คอยู่ไหม หรือจริง ๆ แล้ว พนักงานของเรา พอได้ยิน ก็ต่างพากันเบ้ปาก แต่ก็ไม่ได้ออกมาโต้แย้งอะไรออกมา แต่กรอกตา มองบนจนเกือบมองเห็นสมองตัวเอง

โดยส่วนตัวของผม เวลาเดินเข้าไปในออฟฟิศ และได้เจอบรรยากาศการทำงาน ที่ทุกคนต่างมีความคุ้นเคย สบายใจ ที่ได้เจอกัน ผมว่ามันก็เป็นบรรยากาศที่น่ารัก และทำให้ใจเรา ไม่ต้องรู้สึกตะขิดตะขวงหรือลำบากใจเวลาที่จะต้องเดินเข้าไปทำงาน และต้องยอมรับว่ามันเป็นเสน่ห์ของสังคมไทยจริง ๆ รวมถึงบริษัทในประเทศไทยหลาย ๆ แห่งด้วย ที่เรามักจะแสดงออก ถึงความเกื้อกูลกัน ภราดรภาพ และความรักใคร่โดยอิงจากความเป็นครอบครัวนี้

ในหลาย ๆ บริษัทก็จะพบว่า ทุกครั้งที่ทำแบบสำรวจความผูกพันของพนักงาน เรามักจะพบว่าพนักงานมีความสุข และมีความผูกพันจากปัจจัยเรื่องความสัมพันธ์ในออฟฟิศที่มีความเป็นพี่เป็นน้องกัน

แน่นอนครับ การที่คนเรารักกันมันย่อมส่งผลดีมากกว่าเกลียดกัน

แต่สิ่งที่หลายคนเริ่ม ตั้งข้อสังเกตเป็นพิเศษ คือการที่เราพยายาม สร้างภาพของการที่ให้คนรักกันประหนึ่ง คนในครอบครัว มันเป็นไปได้จริง และดีในทุกมิติจริงหรือ และถ้าเราจะดำรงมันไว้ มันควรจะเป็นไปในระดับไหน หรือจริง ๆ แล้ว มันไม่ควรเป็นเช่นนั้นเลยตั้งแต่ต้น

ผมก็อาจจะยังไม่มีคำตอบให้ เพราะในแต่ละธุรกิจ ก็มีความแตกต่างกันไปตามธรรมชาติของแต่ละบริษัท แต่อยากจะชวนให้พวกเราทุกคน ลองมาคิดกันดู และลองนำไปปรับใช้ ในการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ว่า การที่เราพยายามบอกให้ทุกคนรักกันเป็นครอบครัว มันเหมาะกับองค์กรของคุณหรือไม่ และมันมีผลมุมกลับ ที่เราจะต้องควรระมัดระวังอย่างไรบ้าง

ก่อนอื่น เราต้องมาเข้าใจกันก่อนว่าคำว่า “รักกัน” และคำว่า “ครอบครัว” ในบริบทของการทำงานขององค์กรของคุณมันแปลว่าอะไร ?

คุณต้องลองถามตัวเองดูว่า ในองค์กรของคุณ ธุรกิจของคุณ และความต้องการที่จะสำเร็จในธุรกิจของคุณ คุณต้องการความสัมพันธ์แบบไหน เพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินธุรกิจได้ อยากราบรื่น และประสบความสำเร็จ เราต้องการให้ ความรักกันของพนักงานและทีมงาน เป็นแบบไหนกันแน่เพื่อไปสู่ความสำเร็จนั้น

พนักงานจำเป็นต้องรักกันกลมเกลียว คืบญาติมิตรจริงหรือไม่ หรือจริง ๆ แล้ว เราต้องการให้เขามีความผูกพันกันในระดับ หนึ่ง ที่เหมาะสม พอที่จะสามารถ ทำงานร่วมกันไปได้อย่างราบรื่น และสามารถคิดเห็นต่างกันได้ เมื่อถึงเวลาที่จำเป็นต้องคิดต่าง

ดังนั้น การที่เราพยายามโปรโมตความเป็นครอบครัว จึงต้องมีความระมัดระวังกันอย่างยิ่ง เพราะเราไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่า พนักงานจะตีความเรื่องความ “รัก และ สัมพันธ์แบบครอบครัว” ในบริบทของการทำงานนี้อย่างไร บางคนอาจจะตีความไปถึงว่า เราไม่ควรจะขัดแย้งกัน เราจำเป็นต้องยอมให้กับคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัว หรือบางคนก็อาจจะพากัน สร้างแต่ความสุขความบันเทิง จนลืมไปเลยว่าจริง ๆ แล้วเรากำลังทำงานเพื่อความเติบโตของบริษัท เพื่อลูกค้า และแน่นอนผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย กับธุรกิจของเรา

คำถามถัดมา ต้องลองถามว่า การที่เราสร้างความเป็นเครือญาติพี่น้องในธุรกิจของเรานี้ มันส่งผลดีต่อธุรกิจของเราอย่างไร ?

ในหลาย ๆ องค์กร พบว่าการสร้างวัฒนธรรม แล้วความกลมเกลียวแบบพี่น้องนี้ สร้างคุณประโยชน์อย่างยิ่ง ในบรรยากาศของการทำงาน เช่นพนักงานรู้สึกว่า เวลามาทำงานแล้ว ไม่มีความรู้สึกของความแปลกแยก หรือกลายเป็นคนแปลกหน้า และยังส่งผลดี ต่อประสิทธิผลของการทำงานอีกด้วย เพราะพนักงานเมื่อเดินเข้ามาทำงาน ต่างก็ส่งพลังงานบวกให้กันและกัน

ในทางตรงกันข้าม ในบางองค์กร ก็พบว่า การสร้างวัฒนธรรมความเป็นครอบครัวนี้ นำมาซึ่งผลเสีย ที่คาดไม่ถึง ยกตัวอย่างเช่น ในการตัดสินใจหลายองค์กรพบว่า เกิดความเกรงใจกันขึ้น แบบที่ไม่ควรจะเป็น ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทางธุรกิจ ความล่าช้า และอื่น ๆ

ในหลาย ๆ โอกาส ก็เกิดความเกื้อกูลกันขึ้น ในแบบที่องค์กรไม่ได้ต้องการ เช่น การพยายามมองข้ามการทำความผิดที่ไม่ควรมองข้าม เพียงเพราะ ให้คุณค่ากับความสัมพันธ์ มากกว่าการทำงานแบบมืออาชีพ

ดังนั้น คำถามสำคัญที่ตามมา ก็คือ อะไรคือจุดสมดุล ที่เราควรจะเลือกใช้ และสื่อสาร ให้พนักงานเห็นภาพ ตีความอย่างถูกต้อง และไม่หลงทาง นำความสัมพันธ์ มาปนกับการทำงานอย่างมืออาชีพ โดยองค์กรอาจจะต้องมีหลักยึด ให้พนักงาน สามารถตีความได้ด้วยความเข้าใจ โดยที่ยังรักกันสามัคคีกัน ทำงานด้วยกันอย่างมีความสุข แต่ไม่ทิ้งประเด็น เรื่องความเป็นมืออาชีพเช่นการสื่อสารเรื่องค่านิยมที่องค์กรให้คุณค่า แนวทางในการปฏิบัติงานร่วมกัน อย่างชัดเจน

และประเด็นสำคัญถัดมา คือการที่เราต้องคอยสำรวจอย่างละเอียดอ่อนอยู่เสมอ ว่าการที่เราสื่อสารถึงความเป็นครอบครัวนั้น มันยังคงเป็นความจริง อยู่หรือไม่กับพนักงานในทุกระดับ ในบริบทของธุรกิจของคุณเอง

ยกตัวอย่างเช่น

การดูแลพนักงาน ของเรา เราดูแลเขาดุจญาติมิตรจริงหรือไม่ ยังคงมีกรณีต่าง ๆ หรือวิธีในการปฏิบัติที่ขัดแย้ง กับความเป็นครอบครัวหรือไม่ เช่น ความยุติธรรมในการแจกจ่ายผลประโยชน์ สวัสดิการ ให้กับพนักงานในทุกระดับ การตัดสินใจอะไรก็ตามแต่ที่เกี่ยวข้อกับพนักงาน เรายังคงความเป็นครอบครัวตามที่เราได้วางไว้ จริงหรือไม่

อย่างที่เล่าไปตั้งแต่ต้น มันมีจุดของความเสี่ยง และ ความคาดหวังที่อาจจะบิดเบี้ยวไปได้หลายประเด็น เพราะพนักงานตีความเรื่องคำว่าครอบครัวต่างกันไปมากมายหลายรูปแบบ ด้วยพื้นฐานการเติบโตมา ด้วยประสบการณ์ และรูปแบบของความเชื่อที่ต่างกันไป ดังนั้น ในฐานะผู้บริหารหรือแผนกบุคคล อาจจะต้องมีความละเอียดอ่อน กับประเด็นนี้อย่างยิ่ง เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว คำว่าครอบครัวนี่แหละ จะย้อนกลับมาทำร้าย โดยเริ่มต้นจากการถูกตั้งคำถามว่า

นี่น่ะหรือ คือการดูแลคนในครอบครัว ?

อย่างที่บอกไปครับ มันไม่มีผิดหรือถูก ที่องค์กรไหนจะเลือกสื่อสาร ถึงภาพของการทำงานร่วมกันและวัฒนธรรมองค์กรอย่างไร แต่ แต่เหรียญมี สอง ด้านเสมอ ทุกการตัดสินใจ มีผลทั้งดีและเสีย อยู่เสมอ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ขององค์กรและผู้บริหารที่จะต้องคิด ให้รอบคอบ ก่อนที่จะสร้างวัฒนธรรม หรือการใช้คำใหญ่ ๆ อย่างเช่น คำว่า “ครอบครัว” กับประชากรในองค์กรของเรา

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...