โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

'กรมวิทย์' เร่งพัฒนานวัตกรรมสมุนไพรไทย สู่ Medical & Wellness Hub

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 06 มิ.ย. 2568 เวลา 08.21 น. • เผยแพร่ 06 มิ.ย. 2568 เวลา 18.00 น.

การขับเคลื่อนนโยบายเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจสุขภาพสู่ Medical & Wellness Hub ของกระทรวงสาธารณสุขมีหมุดหมายเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในฐานะกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต (New Engine of Growth) "กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์" หรือที่หลายคนเรียกว่า "กรมวิทย์ฯ" ถือเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่มีความสำคัญในการผลักดันให้การก้าวเดินสู่ Medical & Wellness Hub ประสบความสำเร็จ

"ฐานเศรษฐกิจ" ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ"นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ" อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ถึงบทบาทสำคัญของกรมวิทย์ฯ ในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Medical & Wellness Hub โดยเน้นการพัฒนานวัตกรรมจากสมุนไพรไทยด้วยหลักวิทยาศาสตร์ พร้อมบอกเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงแนวทางการทำงานของกรมวิทย์ฯ จากการทำงานเฉพาะในห้องปฏิบัติการสู่การลงพื้นที่ทำงานร่วมกับประชาชนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

"นพ.ยงยศ" เล่าย้อนกลับไปถึงประสบการณ์เมื่อ 20 ปีก่อนที่กรมฯ ได้เริ่มเปลี่ยนแนวทางการทำงานจากการอยู่เฉพาะในห้องปฏิบัติการสู่การลงไปคลุกคลีกับคนในพื้นที่และชาวบ้านเพื่อให้ได้เสียงสะท้อนที่ทำให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพ

ตัวอย่างหนึ่ง คือ การทดลองปลูกกวาวเครือในพื้นที่ประมาณ 30-40 ไร่ ที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อขุดขึ้นมาพบว่า ไม่มีสารสำคัญแทนที่จะขุดทิ้งไป ทางกรมฯได้ออกแบบการทดลองใหม่ แบ่งเป็นโซนต่าง ๆ 20-50 โซนแล้วปรับสภาพแวดล้อมให้แตกต่างกัน เช่น การใส่ปุ๋ย การให้อาหารเสริม เพื่อศึกษาหาคำตอบว่า สารออกฤทธิ์สำคัญหายไปเพราะสาเหตุใด

โครงการล่าสุดที่กรมฯกำลังดำเนินการ คือ การอนุรักษ์และพัฒนา 'พริกไทยปะเหลียน' ซึ่งได้รับการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของจังหวัดตรังโดยกรมฯได้เพาะเนื้อเยื่อเป็นสายพันธุ์ไทยแท้และปลูกไว้ประมาณ 8,000 ต้น เดือนหน้าจะนำไปมอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพื่อนำต้นกล้าไปแจกให้เกษตรกรปลูกในพื้นที่ต่อไป

ในขณะที่งานสนับสนุน Wellness Hub ของประเทศ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ในฐานะหน่วยงาน 'แถวสอง' มีภารกิจหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาสมุนไพร, การตรวจสอบความปลอดภัยอาหาร และผลิตภัณฑ์การแพทย์ชั้นสูง (ATMPs: Advanced Therapy Medicinal Products) โดยทุกการดำเนินงานต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักวิทยาศาสตร์ที่ต้องมีเหตุมีผล จับต้องได้ พิสูจน์ได้ และมีประโยชน์จริง

ปีนี้กรมวิทย์ฯ ได้พัฒนานวัตกรรมจากสมุนไพรไทยกว่า 10 ผลิตภัณฑ์โดยเน้นการนำสมุนไพรท้องถิ่นมาพัฒนาด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ เช่น Hair Tonic จาก 'มะหาด' ที่ช่วยทำให้ผมดกดำและเวชสำอางลดริ้วรอย (Rejumine) จากสารสกัด 'ฝาง' ที่พัฒนาด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นรูปธรรม ความสำเร็จที่โดดเด่น คือ น้ำยาบ้วนปากจาก'หญ้าแฝก' พันธุ์สุราษฎร์ธานี ที่มูลนิธิทันตนวัตกรรมในพระบรมราชูปถัมภ์นำไปผลิตและส่งออกไปขายที่ซาอุดิอาระเบียปีละ 100 ล้านขวด

"สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า พืชสมุนไพรที่ปลูกและเก็บเกี่ยวในพื้นที่ที่เหมาะสมจึงจะมีสารสำคัญตามที่ต้องการ"

ขณะที่ "พืชกระท่อม" ซึ่งนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ตั้งโจทย์ว่า จะทำอย่างไรให้กระท่อมเป็นพืชเศรษฐกิจ โดยกรมฯ ได้พัฒนาเทคโนโลยีการสกัดสาร "ไมทราไจนีน" จากกระท่อมและจดลิขสิทธิ์เป็นของกรมฯ เรียบร้อยแล้วพร้อมเตรียมประกาศขายลิขสิทธิ์ในเดือนหน้านี้

น่าสนใจว่า ปัจจุบันเกษตรกรไทยจะขายใบกระท่อมสดกิโลกรัมละ 30-50 บาท เมื่อนำไปผ่านกระบวนการตามมาตรฐานส่งออกไปขายที่ประเทศอินเดียเดือนละประมาณ 4 ล้านกิโลกรัมเพื่อสกัดเอา "สารไมทราไจนีน" ก่อนส่งไปทำผลิตภัณฑ์ที่อเมริกาต่อ แต่ขณะนี้เทคโนโลยีของไทยโดยกรมวิทย์ฯ มีความสามารถในการสกัดสารดังกล่าวได้เทียบเท่ากับอินเดียแล้วซึ่งเบื้องต้นมีผู้ประกอบการสนใจสร้างโรงงานรอเตรียมแข่งประมูลเพื่อซื้อเทคโนโลยีของกรมฯซึ่งจะช่วยยกระดับราคาผลผลิตของเกษตรกรไทยที่ปลูกกระท่อมกว่า 300 ล้านต้นทั่วประเทศให้ดีขึ้น

นอกจากนี้กรมฯ ได้ทำการวิจัยในคนร่วมกับโรงพยาบาลศูนย์สุราษฎร์ธานีและมหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึงศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อหาปริมาณสูงสุดที่คนไทยรับประทานกระท่อมแล้วได้สุขภาพดีซึ่งมีบริษัทผลิตเครื่องดื่ม Energy Drink ให้ความสนใจรอผลการวิจัยเพื่อขอขึ้นทะเบียนกับ อย.เช่นกัน

ในส่วนของ Wellness ยังครอบคลุมเรื่องของอาหาร ตามสโลแกน "กินดีไม่ป่วย" ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยห้องปฏิบัติการของกรมฯ เป็นหลักสำคัญให้กับประเทศในเรื่อง Food Safety และอาหารเสริมโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจะส่งผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มาให้กรมฯ ตรวจสอบ ซึ่งกรมฯ มีนโยบายอำนวยความสะดวกและตรวจให้เร็วเพื่อให้ผู้ประกอบการไปพัฒนาต่อได้ ด้วยทีมงานที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญระดับปริญญาเอกเกือบ 300 คน และปริญญาโทอีก 400-500 คน

อย่างไรก็ดี นพ.ยงยศ อธิบายชี้แจงถึงบทบาทและอำนาจหน้าที่ของ กรมวิทย์ฯ ว่า สามารถรับตรวจได้เฉพาะสองกรณี คือ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นผู้นำส่งมาให้ตรวจ และเจ้าของผลิตภัณฑ์ตัวจริงนำมาเอง กรมฯ ไม่สามารถไปเก็บตัวอย่างตรวจเองได้ เพราะจะเป็นการทำผิดกฎหมาย หน้าที่ในการไปจัดการนอกรั้วกรมฯ เป็นเรื่องของหน่วยงานอื่น

ขณะที่กรมฯ มีหน้าที่พิสูจน์ความจริงเท่านั้น แม้จะมีข้อจำกัดในบางด้านแต่กรมฯยังคงเป็นหน่วยงานที่มีงานวิจัยและนวัตกรรมมากที่สุดมีผลงานวิจัยหลายร้อยเรื่องต่อปีซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Medical & Wellness Hub ที่แท้จริง

ปัจจุบันกรมวิทย์ฯ ถือลิขสิทธิ์ในการสกัดสารต่าง ๆ เฉพาะจากพืชประมาณ 20-30 ชนิด อาทิ มะหาด ฝาง กระท่อมและรางจืด ซึ่งล้วนเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงและจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมสุขภาพของประเทศต่อไปโดยผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ในปี 2564 มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต ผลิตภัณฑ์เจลล้างหน้าผสมสารสกัดมะหาด ในปี 2567 มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรแฮร์โทนิคแคนนาบิไดออลและออกซีเรสเวอราทรอล

สำหรับปีนี้มี 14 ตัว ได้แก่ 1.ผลิตภัณฑ์แฮร์โทนิคผสมสารสกัดขิงและมะขามป้อม ซึ่งอยู่ระหว่างการประกาศ 1 รายการ 2.ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรพลูคาว มะขามป้อม และรางจืด 11 ตัว 3.การถ่ายทอดเทคโนโลยีการสกัดสารสกัดฝาง และ 4.วางแผนจะประกาศขอรับถ่ายทอดสเปรย์แก้ปวดจากสารสกัดกระท่อมอีก 1 ตัว

นพ.ยงยศ เน้นย้ำหลักการทำงานของกรมวิทย์ฯว่า ต้องพิสูจน์ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ ปลอดภัย ไม่มีพิษและเกิดประโยชน์จริงเพื่อยกระดับสมุนไพรไทยสู่การยอมรับระดับสากล

หน้า 15 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,103 วันที่ 8 - 11 มิถุนายน พ.ศ. 2568

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...