นางร้ายหนีตายกับตัวร้ายคลั่งรัก
ข้อมูลเบื้องต้น
สาวนักการเมืองสาวช้ำรักเพราะถูกคนรักทรยศหักหลังฆ่าจนตาย ได้ชีวิตใหม่ทะลุมิติเข้ามาสวมร่างเป็นนางร้ายในนิยายที่เคยอ่าน เป็นนางร้ายที่มีชื่อเดียวกับตัวเอง แต่ก็ต้องมามีจุดจบเพราะถูกคนที่ตัวเองรักฆ่าตายเช่นกัน
นางร้ายหลินรั่วซีคือสตรีที่ต้องตายด้วยน้ำมือของตัวร้ายที่ตนเองหลงรัก ราชครูหลิวรูปงามมากอำนาจ เป็นที่หมายปองของสตรีทั้งแผ่นดิน
เรื่องราวของการแย่งชิงอำนาจในราชสำนักของตัวละครหลักนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับนาง ไม่ได้ต้องการพระเอก แต่ดันไปล่วงเกินนางเอกเพราะหึงหวงตัวร้าย ทั้งยังทำตัวไร้ยางอายเพื่อให้ได้แต่งงานกับเขา
ด้วยความพยายามตามตื้ออย่างสุดกำลัง นางจึงได้แต่งกับเขาในที่สุด แต่ความสุขกลับอยู่ได้ไม่นาน เพราะเขาถึงกับลงมือสังหารนางด้วยความเกลียดชัง ด้วยยาพิษหญ้าไส้ขาดจนต้องตายอย่างทรมาน
ทางรอดของนางร้ายนั้นมีไม่มาก…
นางผู้มาสวมร่างรู้เนื้อหาของนิยายเรื่องนี้และจุดจบของตนเองดี เพราะหวาดกลัวความตายจึงพยายามเลี่ยงตัวร้ายสุดชีวิต ดิ้นรนให้พ้นความตายด้วยการหนีเขาสุดกำลัง
ไม่เอาอีกแล้วความรักระหว่างหญิงชายและหันมาให้ความสำคัญกับครอบครัวของตน นางรู้ว่าพวกเขาจะถูกคนวางแผนให้ร้ายจนมีจุดจบที่น่าอนาถ นางต้องปกป้องพวกเขาเอาไว้ให้ได้!
ผู้ชายไม่ยุ่งมุ่งแต่จะช่วยครอบครัว! ชีวิตนี้หวังเพียงนางและครอบครัวอยู่รอดปลอดภัยเป็นพอ
ทั้ง ๆ ที่คิดเช่นนั้นแต่ตัวร้ายกลับทำตัวประหลาด เพราะนางดันกลายเป็นสตรีองอาจที่สุดในสายตาเขา ยิ่งหลีกหนีเขาก็ยิ่งเฝ้าตามติด ซ้ำยังต้องมีเรื่องให้ต้องพบเจอกับเขาอยู่ร่ำไป
นางคิดแค่ว่าชีวิตนี้ขอแค่นางและครอบครัวต้องอยู่รอดปลอดภัย แต่ยิ่งหลีกหนีเขาก็ยิ่งตามติด ซ้ำยังต้องมาวนเวียนพบเจอกับเขาอยู่ร่ำไป
ยามที่ได้มาเผชิญหน้ากับตัวร้ายอย่างราชครูหลิวนั้น ทำเอานางคิดว่าตัวร้ายคงไม่ต้องมีแล้วกระมังนิยายเรื่องนี้!
เขาค่อย ๆ ดึงนางไปนั่งบนเตียง ก่อนจะวางศีรษะลงบนไหล่เล็ก ๆ ของนางจากด้านหลัง ถือโอกาสที่นางไม่ขัดขืนสอดประสานเรียวนิ้วทั้งห้าเอาไว้ด้วยกัน กระชับฝ่ามือเล็กเข้าแนบชิดไร้ช่องว่าง มือของเขาใหญ่โตจนแทบจะกุมมือนางจนมิด ส่วนที่สัมผัสกันร้อนผ่าวจนแทบจะลวกผิว หลินรั่วซีทั้งประหม่าและเขินอายจนแทบตายแล้ว!
หลินรั่วซีนั่งตัวเกร็งคอแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับตัวสุ่มสี่สุ่มห้า
‘เขาเป็นอะไรไป? ไม่เหมือนราชครูตัวร้ายในบทเดิม หรือว่าจะมีใครทะลุมิติมาสวมร่างเขาด้วยอีกคน?’
“ทำไมท่านถึงทำเช่นนี้เจ้าคะ”
“นั่นสิ… ทำไมข้าถึงได้อยากทำเช่นนี้กันนะ?”
“ข้ารู้สึกราวกับว่าไม่เป็นตัวของตัวเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เจ้าเคยรู้สึกเช่นนั้นบางหรือไม่?”
“ข้าเอาแต่นึกถึง… แล้วก็คิดถึงเจ้าอยู่บ่อยครั้ง พอได้พบก็ไม่อยากแยกจาก เจ้าเป็นเหมือนข้าหรือไม่? หลินรั่วซี”
คำพูดนี้ของเขามีผลต่อแก้มทั้งสองข้างของนางทันที! ความร้อนที่พุ่งสูงจนแทบจะลวกผิว มือข้างที่ว่างอยู่ยกขึ้นมาโบกพัดไปมา ระบายความร้อนออกจากใบหน้า
“ข้า…” หลินรั่วซีถึงกับสมองว่างเปล่าขาวโพลน คิดสิ่งใดไม่ออก
“คำสารภาพที่เอ่ยกับเจ้าเอาไว้ก่อนหน้านี้ ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้ชอบข้าเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ย่อมมีเพียงคำตอบที่ข้าไม่อยากได้ยิน ดังนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องตอบข้าก็ได้ ข้าเพียงอยากให้เจ้าจดจำและรับรู้เอาไว้เท่านั้น… ว่าข้ารู้สึกกับเจ้าเช่นไร”
“แค่นั้นก็พอแล้วสำหรับข้า…” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาราวกับออดอ้อน ช้อนตามองนางอย่างเย้ายวน
บทนำ
ฉากหนึ่งในนิยายเรื่องโปรดที่เคยอ่าน…
นางร้ายของเรื่องนั้นที่มีชื่อเดียวกับตัวเองนั้นช่างอาภัพรักน่าเวทนา เรียกร้องหาความรักที่ไม่มีอยู่จริง หลินรั่วซีจะไม่มีทางรู้ว่านางร้ายผู้นั้นกับชีวิตของตัวเองนั้นหาได้แตกต่างกันสักเท่าไหร่
วาระสุดท้ายของนางร้ายชื่อเดียวกับนาง ใช้เวลาหลายปีเฝ้าติดตามขอความรักจากขุนนางหนุ่มรูปงาม ผู้เป็นถึงมหาราชครูผู้สูงส่งในราชสำนักต้าเฟิ่ง เฝ้าติดตามหึงหวงเขาคอยกำจัดสตรีอื่น ใช้มารยาร้อยเล่มเกวียนมัดใจชาย แต่เขาก็ไม่เคยสนใจใยดี
‘บุปผามีใจ ธาราไร้ไมตรี…’
ความรักที่อัดแน่นอยู่ในอก ความลุ่มหลงจนโงหัวไม่ขึ้น สองตามืดบอดเพราะความรักจนต้องใช้วิธีสกปรกชั่วร้ายต่าง ๆ นานาเพื่อให้ได้เขามาครอบครอง
ทั้งวางยานอนหลับ วางยาปลุกราคะ แกล้งตกน้ำเพื่อล่อให้เขาลงไปช่วยเพื่อให้ได้แต่งงานกัน รวมไปถึงบังคับเขาด้วยสมรสพระราชทานแต่โชคร้ายที่ฮ่องเต้ทรงไม่อนุญาต
จนกระทั่งยามที่คิดว่าสิ้นหวัง ชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้ร่วมเรียงเคียงหมอน ตระกูลของนางพลันได้รับคราวเคราะห์ถูกคนจ้องทำร้าย นางเอาแต่ไล่ตามความรักที่ไม่อาจจับต้อง กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เกือบสิ้นตระกูลเสียแล้ว
บิดาผู้องอาจยอมทิ้งศักดิ์ศรี คุกเข่าอ้อนวอนขอให้เขาผู้นั้นรับนางเป็นภรรยา เพื่ออาศัยบารมีของเขาปกป้องบุตรีที่รักยิ่ง แม้ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาถึงรับปากบิดา แต่ก็ทำให้ความหวังอันริบหรี่ของนางร้ายกลายเป็นจริงขึ้นมาอีกครั้ง
ในที่สุดโชคชะตาพลิกผัน นางร้ายก็ได้แต่งเข้าจวนมหาราชครูสมใจ แต่นางร้ายหลินรั่วซีก็ยังไม่พอใจแค่นั้น
เมื่อวันหนึ่งมีสตรีที่เพียบพร้อมปรากฏตัวขึ้น สามีหนุ่มรูปงามของนางก็ทำท่าว่าจะพึงใจสตรีผู้นั้น นางอยากเป็นเพียงหนึ่งเดียวในใจเขา ความหึงหวงริษยาแผดเผาใจจนต้อง ลงมือทำร้ายสตรีผู้เป็นดั่งดวงใจของราชครูหนุ่มผู้เป็นสามี
แต่ทว่า… คนที่ถูกฆ่ากลับเป็นนางเสียเอง!
นางคงล้ำเส้นเขาเข้าเสียแล้ว…
ด้วยเหตุนี้ ตระกูลหลินที่เหลืออยู่เป็นคนสุดท้าย จึงได้รับมอบเหล้าผสมยาพิษหญ้าไส้ขาด นอนตายอนาถอยู่ในเรือนหลังของตน หมดลมหายใจไปอย่างเงียบเหงาและโดดเดี่ยว
ยามที่ลมหายใจใกล้หมดลง สำนึกสุดท้ายไม่ได้โหยหาความรักจากบุรุษที่ฝากรักมาหลายปีผู้นั้น แต่เป็นความรักจากบุพการีและสมาชิกครอบครัวต่างหาก
นางร้ายเพิ่งจะมาคิดได้เอาตอนนี้ เริ่มคิดถึงบิดามารดาที่คอยเฝ้าทะนุถนอมเลี้ยงดูเป็นอย่างดี พี่ชายที่เอาใจใส่ รักนางดั่งแก้วตาดวงใจ แต่พวกเขาทั้งหมดล้วนตายจากไปเสียแล้ว
นางร้ายในนิยายชื่อเดียวกับนาง จบชีวิตที่สูญเปล่าลงไปเช่นนั้น
“….”
หลินรั่วซีแค่นเสียงอย่างเย้ยหยัน ยามนี้นางกำลังถูกคนจับห้อยหัวอยู่บนตึกสูงและกำลังจะถูกคนฆ่าตาย เหตุในนางจึงนึกถึงฉากนี้ในนิยายขึ้นมาได้?
หรือเป็นเพราะชีวิตน่าอนาถพอกัน
เธอคิดว่าตนเองฉลาดมาทั้งชีวิต แต่ก็ต้องมาจบชีวิตเพราะคำลวงของบุรุษเหมือนนางร้ายในนิยายที่ได้อ่าน จบชีวิตที่ปรึกษานักการเมืองเอาไว้ด้วยวัยสามสิบปี
เธอทุ่มเทให้เขามาทั้งชีวิต ตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัยเธอก็ทำทุกอย่างเพื่อปูทางให้เขาเข้าสู่เวทีการเมือง เขาพร่ำฝากรัก หยอดคำหวานซึ้งหมดหัวใจ ให้นางอดทนและเสียสละเพื่ออนาคตที่จะได้ใช้ร่วมกัน
พรุ่งนี้จะมีข่าวว่าเธอฆ่าตัวตายเพราะสำนึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไป ความผิดทุกอย่างจะถูกสวมลงมาบนหัวของเธอโดยที่ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้แก้ตัว
‘เหตุใดเธอถึงต้องตายน่ะหรือ…’
“เพราะคุณรู้มากเกินไป.. ท่านรัฐมนตรีไม่วางใจให้คุณมีชีวิตอยู่”
คนที่ให้คำตอบกับคำถามนี้ของนางคือมือขวาของเขา… ว่าที่รัฐมนตรีทั้งยังเป็นคนรักของเธอ
ว่าที่รัฐมนตรีคนต่อไป… คนที่เธอช่วยกลบเกลื่อนข่าวฉาว ช่วยกำจัดคู่แข่งทางการเมือง ติดสินบนทำเรื่องสกปรก หรือแม้แต่ฆ่าคนมือเปื้อนเลือด ทุกอย่างล้วนทำมาหมดแล้ว
ทุกอย่าง… ก็เพื่อเขา
เขา… เป็นคนที่สัญญาว่าจะแต่งงานกัน แต่พอช่วยให้เขาถึงฝั่งฝันจนได้เป็นรัฐมนตรีสมใจ เขาก็ฆ่านาง…
“มะ.. ไม่จริง! ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ ๆ เราสัญญาว่าจะแต่งงานกัน?”
“ท่านให้บอก… หากคุณถาม” ผู้ช่วยมือดีของคนรักมองเธออย่างเหยียดหยาม
“?” รั่วซีมองเขาที่ยืนมองฉากฆาตกรรมจากที่ไกล ๆ แววตานั้นไร้ซึ่งเยื่อใย ราวกับไม่เคยมีความรักให้กันมาก่อน
“เพราะคุณมันไม่คู่ควร”
“!”
เธอคิดว่าตัวเองฉลาดมองคนขาดมาตลอด แต่กลับต้องมาโดนผู้ชายคนรักหลอกใช้จนต้องตาย อาจเป็นเพราะเขาปกปิดซ่อนเร้นได้เก่ง หรือไม่ก็เป็นสองตาของเธอที่มืดบอดเพราะความรักจนมองความจริงไม่ออก
เธอเฝ้าถามกับตัวเองเป็นร้อยเป็นพันครั้ง ระหว่างที่วิญญาณกำลังล่องลอยไร้จุดหมาย
‘แค่อยากมีชีวิตที่สงบสุขจึงทุ่มเททำทุกอย่าง พอจะได้เป็นภริยาท่านรัฐมนตรี ได้เสพสุขนั่งกินนอนกินไปวัน ๆ อย่างเรียบง่ายก็ต้องมาถูกฆ่าตายเสียอย่างนั้น’
เธอถือคติมีคุณต้องทดแทน มีแค้นต้องชำระ แต่ยังไม่ทันจะได้แก้แค้นนางก็ต้องมาตายเสียก่อน
แต่ก็ช่างเถิดเขาเองก็คงเสพสุขได้ไม่นานเช่นกัน เพราะทันทีที่เธอตาย ระบบที่ตั้งไว้ก็จะเริ่มทำงาน หากไม่ได้ล็อกอินเข้าไปเกินหนึ่งเดือน ระบบอัตโนมัติจะส่งอีเมล์ที่เป็นหลักฐานความผิดทุกอย่างที่เขาสั่งให้เธอทำมาจนถึงตอนนี้ไปยังสำนักข่าวต่าง ๆ และอัยการ
เธอจบ.. เขาก็จบ!
ระหว่างที่ร่างลอยละลิ่วร่วงหล่นจากที่สูง รั่วซีปิดหนึ่งในประสาทสัมผัสทั้งห้า ปิดกั้นการมองเห็น หลับตาลงอย่างยอมรับชะตากรรม ไม่ดิ้นรน ไม่รับรู้สิ่งใดแล้วทั้งสิ้น หากชาติหน้ามีจริง นางขอนั่งกินนอนกิน เป็นตัวขี้เกียจไม่ต้องทำสิ่งใด
ได้เรียนรู้มาแล้วชีวิตหนึ่ง ก่อนที่จะรักผู้อื่นควรรักตัวเองให้เป็น มองเห็นและรู้จักคุณค่าในตัวเอง
รั่วซีถูกปล่อยให้ร่างดิ่งลงมาราวกับผลไม้สุกงอมที่ร่วงหล่นจากต้น เสียงสายลมหวีดหวิวที่พัดผ่านหูกลายเป็นเสียงอื้ออึง ครู่ถัดมานางก็รู้สึกว่ารอบข้างเงียบสงัด อึดอัดหายใจไม่ออกทั้งยังหนาวเหน็บจนเสียดแทงกระดูก
‘ไม่เจ็บ… แต่อึดอัด ยังไม่โหม่งพื้นอีกหรือ?’
พึ่บ!
ครู่ต่อมารั่วซีตัดสินใจเปิดเปลือกตากวาดมองไปรอบตัว ก็พบว่าที่รู้สึกอึดอัดก็เพราะตอนนี้ร่างของเธอกำลังลอยตัวอยู่ใต้น้ำผืนน้ำ
แต่ก็ยังไม่ทำให้นางตระหนกได้เท่ากับแววตาของผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังจ้องมองนางเขม็ง แววตาที่สบกันโดยบังเอิญนั้นแข็งกร้าวอย่างน่าหวาดหวั่น
ราวกับได้เห็นแววตาเย็นชาไร้เยื่อใยของอดีตคนรักอีกครั้ง รั่วซีถึงกับชะงักจนลืมแม้แต่จะหายใจโกยเอาอากาศเข้าปอด เรี่ยวแรงกำลังหมดไปทีละน้อย ชุดที่สวมใส่หนักอึ้ง มันกำลังฉุดรั้งให้นางจมลงไปใต้น้ำอีกครั้ง
จังหวะนั้นก็มีใครบางคนกระโดดลงน้ำมาช่วย กว่าที่คนผู้นั้นจะแหวกว่ายมาถึงตัว นางก็ใกล้หมดสติเต็มที
ทันทีที่โผล่พ้นน้ำก็ราวกับว่ากลายเป็นอีกโลกหนึ่ง จากความเงียบใต้ผืนน้ำ กลายเป็นเสียงเซ็งแซ่ของผู้คนรอบตัวที่พากันมามุงดู แต่นางกลับไม่รู้ว่าพวกเขากำลังพูดถึงตัวเองอย่างสนุกปาก
บางคนกล้าหน่อย ชี้นิ้วมาที่นางอย่างไร้มารยาท
“นางช่างไร้ยางอายยิ่งนัก ข้าไม่เคยเห็นใครประพฤติตัวเสื่อมเสียเท่านางมาก่อน”
“นางคงไม่ได้แต่งให้ผู้ใดเสียแล้ว บุรุษดี ๆ ที่ไหนจะกล้ารับนางเป็นภรรยา บ้าผู้ชายถึงเพียงนั้น”
“ท่านราชครูช่างน่าเห็นใจยิ่งนัก เขาเกือบถูกนางลากลงไปในน้ำด้วยกัน หากนางไม่ใช่บุตรีหลินกั๋วกงวีรบุรุษสงครามผู้นั้น มีหวังได้ชะตาขาดไปนานแล้ว”
‘ท่านราชครู? หลินกั๋วกง! พวกเขากำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่?’
‘นี่มันเรื่องอะไรกัน’ คิดได้เพียงเท่านั้น ทุกอย่างพลันดับวูบไปโดยพลัน
โฉมงามผู้น่ารังเกียจแห่งเมืองหลวง
แคว้นต้าเฟิ่ง รัชศกเหยียนจิ่ง ปีที่สิบห้า ณ เมืองหลวงหนานอัน
‘วีรบุรุษสงคราม’ ที่รู้จักกันไปทั่วแคว้นต้าเฟิ่ง คือคำเรียกขานถึงสองวีรบุรุษผู้เป็นสหายแม่ทัพคู่ใจของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันตั้งแต่เมื่อครั้งที่พระองค์ยังเป็นองค์ชายรัชทายาท หนึ่งในนั้นเสียชีวิตไปนานแล้ว ส่วนอีกหนึ่งคือหลินอวิ๋นมู่หรือหลินกั๋วกง
ด้วยเพราะผลงานการบัญชาการรบอันโดดเด่นและมีหลินอวิ๋นมู่คอยช่วย จึงทำให้อดีตฮ่องเต้ไว้วางพระทัยยินดีที่จะส่งต่อบัลลังก์นี้ให้กับพระองค์
ทันทีที่ฮ่องเต้ได้ขึ้นครองราชย์ หลินอวิ๋นมู่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ขั้นสูงสุดที่ขุนนางราชสำนักสมควรได้รับ ได้รับคฤหาสน์หลังใหญ่ ที่ดิน ร้านค้า ทรัพย์สมบัติเงินทองและสิทธิพิเศษมากมาย จนกลายเป็นที่อิจฉาริษยา
แน่นอนว่ามีทั้งคนรักและคนชัง…
หลินอวิ๋นมู่มีภรรยาเพียงหนึ่งเดียว หลินฮูหยินได้ให้กำเนิดบุตรแก่เขาทั้งหมดสี่คน บุตรชายสามคนและลูกสาวคนสุดท้อง นางจึงถูกตามใจอย่างมาก
บุตรชายสามคนล้วนแล้วแต่เป็นขุนนางมีหน้าที่การงานมั่นคงในแวดวงราชสำนัก น่าเชื่อถือและเป็นหน้าเป็นตาให้กับวงศ์ตระกูล หากจะพูดถึงจุดด่างพร้อยเพียงหนึ่งเดียวของครอบครัวนี้ก็คงจะเป็น บุตรสาวคนเล็ก หลินรั่วซี
ชื่อเสียงของหลินรั่วซี โด่งดังพอ ๆ กับบิดา แต่เป็นในแง่ของความฉาวโฉ่ แม้นางจะเป็นที่รักของครอบครัว แต่กลับเป็นที่เกลียดชังของคนเมืองหลวง โดยเฉพาะกับคนที่นางเคยปะทะด้วยมาก่อน
นิสัยหยาบกระด้าง ก้าวร้าวและโหดร้ายป่าเถื่อน ชอบเฆี่ยนตีบ่าวไพร่ ล่าสุดนี่ก็ยังมีเรื่องของนางให้พูดถึงอย่างสนุกปากตามโรงน้ำชา หลายคนเรียกขานนางอย่างลับ ๆ ว่าอันธพาลแห่งหนานอัน
ยิ่งช่วงหลังชื่อเสียงเสีย ๆ ของนางก็ยิ่งเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม
เพราะนางดันไปตกหลุมรักคนผู้หนึ่งเข้าและคนผู้นั้นยังเป็นถึงราชครูหนุ่มรูปงามมากความสามารถอันดับหนึ่งของราชสำนัก อยู่ใต้เพียงหนึ่งแต่อยู่เหนือคนนับหมื่นนับแสน ไท่ฟู่หลิวเสวียนอี้ [1] หรือราชครูหลิว
ไท่ฟู่หลิวเสวียนอี้คือขุนนางหนุ่มรูปงามอายุยี่สิบสามปี ที่ทั้งยังโสด ไม่มีแม้แต่สตรีข้างห้อง เขาจึงเป็นที่หมายปองของสตรีทั้งเมืองหลวงแต่กลับเป็นคนที่ขุนนางกังฉินทั้งหลายหวาดกลัวและพากันหลีกเลี่ยง
นั่นเป็นเพราะว่า.. อำนาจของเขาในราชสำนักมีสิทธิ์ชี้เป็นชี้ตายได้ไม่ต่างจากฮ่องเต้ มีหน้าที่คอยจับผิดขุนนางกระทำความผิดและลงโทษอย่างรุนแรง ทุกครั้งที่เข้าประชุมท้องพระโรง ข้างเอวเขาจะแขวนดาบอาญาสิทธิ์ที่สามารถบั่นคอขุนนางทุจริตคนใดก่อนก็ได้ แล้วค่อยกราบทูลทีหลัง ดาบเดียวที่ได้รับอนุญาตให้พกเข้าวัง เป็นดาบที่แสดงให้เห็นถึงความไว้เนื้อเชื่อพระทัยที่ฮ่องเต้มีต่อเขา
และคนเช่นนั้น… หลินรั่วซีก็เข้าหาเขาอย่างไร้ยางอาย แม้ฝ่ายชายจะหาได้มีปฏิสัมพันธ์ด้วย ทั้งยังถูกปฏิเสธอย่างชัดเจน แต่ก็ยังไม่วายคอยกันท่าคนอื่น ๆ ราวกับเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ ไล่ตบตีสตรีที่ต้องสงสัยว่าจะมีใจให้เขา
จนกระทั่งล่าสุด งานเลี้ยงในวังหลวง นางถึงขั้นใช้แผนชั่วแกล้งตกน้ำลวงให้ชายหนุ่มลงไปช่วย หวังรวบหัวรวบหางเปลี่ยนจากสกุลหลินเป็นสกุลหลิว แต่ดันพลาดท่าเกือบจมน้ำตาย เคราะห์ดีที่มีคนลงไปช่วยเอาไว้ได้ทัน
เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ของสตรีหยาบกระด้างแห่งเมืองหลวง เป็นหัวข้อใหญ่ที่ทุกคนพูดถึงและพากันวิพากษ์วิจารณ์นางอย่างสนุกปาก แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเห็นใจในเคราะห์กรรมของไท่ฟู่หลิวเสวียนอี้เสียมากกว่า
ณ เรือนบุปผาสี่ฤดู ลมบูรพาเดือนสี่ แต่ไหนแต่ไรฤดูใบไม้ผลิของเมืองหนานอันยังคงปกคลุมด้วยเมฆฝนและบรรยากาศขมุกขมัว ทั่วทุกแห่งหนเต็มไปด้วยหยาดน้ำค้างพร่างพรม แต่วันนี้อากาศอบอุ่นกว่าเดิมเล็กน้อยอย่างน้อยครั้งที่จะได้เห็น
หลังพระอาทิตย์ร้อนแรงลอยข้ามไปยังอีกฝั่งในยามบ่าย สายลมเย็นสบายในฤดูใบไม้ผลิพัดเอากลิ่นทะเลสาบและกลิ่นความชื้นในอากาศจากน้ำตกจำลองเข้ามาตามร่มเงาแมกไม้ชายคาของเรือนที่ปลูกสร้างอย่างงดงามหลังหนึ่ง
ต้นอิงฮวาอายุสิบปีถูกตัดแต่งกิ่งยืนต้นอย่างสวยงาม ด้านล่างผูกชิงช้าเอาไว้นั่งหย่อนขา ทะเลสาบเต็มไปด้วยดอกบัวและฝูงปลาหลากสี แค่นั่งมองดูพวกมันแหวกว่ายไปมาก็นับว่าเพลินตาเพลินใจยิ่งนัก
รอบด้านเต็มไปด้วยไม้ดอกทั้งสี่ฤดูอันเป็นที่มาของชื่อเรือน เรียกได้ว่าไม่ว่าจะฤดูไหนเรือนหลังน้อยแห่งนี้ก็ต้องได้เห็นความงดงามสดใสของดอกไม้เบ่งบาน บ่งบอกว่าเจ้าของเรือนได้รับความรักความเอาใจใส่จากครอบครัวจนถึงที่สุด
รั่วซีรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็เพราะได้ยินเสียงร้องไห้ของใครบางคน เสียงเด็กสาวสองคนร้องแข่งกันระงม เสียงนั้นราวกับกำลังร้องเรียกนาง
“คุณหนู.. ของบ่าว”
‘คุณหนู?’ พวกนั้นกำลังพูดถึงใครกัน ครอบครัวของนางตายไปนานแล้ว เหลือไว้เพียงมรดกมหาศาลเอาไว้ ดังนั้นจึงไม่น่าจะมีใครเรียกนางเช่นนี้อีก
รั่วซีลืมตาตื่นขึ้นมาในที่สุด แต่ก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าตนเองตกอยู่ในสถานการณ์ใด ได้ยินเสียงคนร้องไห้ให้ได้ยินเป็นครั้งคราว
หลายวันมานี้มีช่วงที่นางรู้สึกตัวได้สติอยู่บ่อยครั้ง ในหัวของรั่วซีมีความทรงจำที่ไม่คุ้นเคยเพิ่มขึ้นมา ดูสับสนยุ่งเหยิงไม่สมบูรณ์ แต่ดูเหมือนจะเป็นบุรุษผู้หนึ่ง นางเห็นแค่ใบหน้าส่วนล่างของเขาที่กำลังยิ้ม
นางที่ถนัดอ่านสีหน้าคน รู้ได้ทันทีว่านั่นคือรอยยิ้มการค้าที่หาได้มีความจริงใจแต่อย่างใด
จนกระทั่งวันหนึ่งได้ยินเสียงเรียกที่ข้างหูจึงค่อย ๆ ลืมตาตื่น สิ่งแรกที่เห็นคือใบหน้าจิ้มลิ้มของสาวน้อยที่หน้าเหมือนกันสองคน ถลามาเกาะหน้าเตียงพลางร้องไห้สะอึกสะอื้น ดีใจเป็นล้นพ้น
‘ที่นี่ไม่ใช่โรงพยาบาลหรือ? แล้วเด็กสาวพวกนี้เป็นใครกัน?’ นางยังคงเอาแต่นิ่งเงียบ กลอกตามองสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัว
พอมาสังเกตให้ดี ที่ ๆ นางอยู่ก็เหมือนจะเป็นห้องที่ตกแต่งสไตล์โบราณ เครื่องเรือนแม้จะเป็นไม้แต่ก็สัมผัสได้ถึงความหรูหรา เตียงสี่เสาประดับผ้าลูกไม้งดงาม ด้านนอกจุดเทียนสว่างไสวจนตาพร่าแม้จะเป็นตอนกลางวัน
ในห้องค่อนข้างร้อนและอบอวลไปด้วยกลิ่นยา
“คุณหนู.. ในที่สุดท่านก็ฟื้นแล้ว!” ลืมตาตื่นขึ้นมาเห็นเด็กสาวสองคนน้ำตานองหน้ารั่วซีก็ได้รู้ว่าเสียงร้องไห้เมื่อครู่ เป็นของสองคนนี้นี่เอง
“เจ้าอย่าเสียงดังสิ คุณหนูตกใจหมดแล้ว”
รั่วซีกวาดตามองการแต่งตัวของเด็กทั้งสอง จะว่านางพยาบาลเครื่องแบบก็ไม่ใช่ แล้วที่นี่ก็ไม่ใช่โรงพยาบาลด้วย
“พวกเธอ… เอ่อ พวกเจ้าเป็นใครกัน” การปรับตัวได้เร็วและหูไวตาไวกับสถานการณ์รอบตัวเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างหนึ่งของที่ปรึกษานักการเมือง
ทันทีที่ฟื้นขึ้นมา รั่วซีก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกตินี้ จึงตัดสินใจทำตัวเข้ากับสถานการณ์ได้ทันที
หลังจากได้ยินคำถามนั้นของนาง สองดรุณีหันใบหน้าซีดเซียวไปมองหน้ากันแล้วส่ายหัวช้า ๆ จนปอยผมจากมวยผมแกละทั้งสองข้างสะบัดพลิ้วไหวไปมาอย่างน่ารักน่าชัง
นางยื่นมือออกไปอยากจะลูบหัวอย่างนึกเอ็นดู แต่อีกฝ่ายกลับทรุดลงไปกองกับพื้นเนื้อตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว พากันร้องไห้หนักยิ่งกว่าเดิมราวกับว่ากลัวนางจะเฆี่ยนตี
“พวกเจ้าเป็นอะไรไป?”
“ข้านึกว่าคุณหนูจะตีข้าเจ้าค่ะ ที่ดูแลไม่ดีปล่อยให้แผนแกล้งตกน้ำของคุณหนูล่มไม่เป็นท่า”
“ตอนนี้แย่แล้วเจ้าค่ะ เพราะเรื่องนั้นทำให้ชื่อเสียงของคุณหนูดังกระฉ่อนไปทั่วเมืองหลวงแล้วเจ้าค่ะ ถ้าฮูหยินใหญ่รู้เข้าคุณหนูแย่แน่เจ้าค่ะ”
เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน… แกล้งตกน้ำเพื่อตกผู้ชาย! ไม่ใช่ว่านางกำลังตกตึกตายอยู่หรือ…
นี่มันสถานการณ์อะไรกัน… นางสับสนไปหมดแล้ว!
“ข้าทำอะไรนะ? แล้วพวกเจ้าบอกว่าข้าเป็นใครนะ? เหตุใดข้าถึงจำสิ่งใดไม่ได้เลย?” เอาเป็นว่าตอนนี้ต้องทำเป็นเสียความจำไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน
“พวกเจ้าช่วยบอกเกี่ยวกับตัวข้าหน่อยเถิด” หลังจากที่พอจะเดาได้คร่าว ๆ ว่าตนน่าจะกำลังสวมร่างเป็นคนอื่น อย่างที่เคยอ่านในนิยายแนวโปรดที่เลือกอ่าน แต่นางจำต้องรู้ว่าตัวเองเป็นใครเสียก่อน
สองแฝดหันไปมองหน้ากันด้วยความหวาดวิตกอีกครั้ง ก่อนจะอ้อมแอ้มตอบออกมาอย่างไม่เต็มเสียงนัก
“ท่านคือคุณหนูใหญ่จวนกั๋วกง หลินรั่วซีเจ้าค่ะ”
หลินรั่วซี… ชื่อนี้ช่างรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาเสียเหลือเกิน
“!!!” ครู่ถัดมารั่วซีก็นึกออกในทันที เพราะชื่อตัวละครที่เป็นนางร้ายในนิยายที่เคยอ่านและนางร้ายคนนั้นยังมีชื่อเดียวกับเธอ
แสดงว่านางมาสวมร่างนางร้ายในนิยายที่เคยอ่าน? ไม่จริงน่า พล็อตแบบนี้ยังไม่หมดไปอีกหรือ?
เรื่องเดียวที่อ่านจบโดยไม่เท เพราะอยากรู้ว่านางร้ายที่มีชื่อเดียวกับตัวเองจะมีจุดจบเช่นไร
เรื่องราวทั้งหมดในนิยายหลั่งไหลออกมาจากความทรงจำเป็นฉาก ๆ สุดท้ายแล้วนางร้ายผู้นี้ก็ต้องมีจุดจบอนาถเพราะบ้าผู้ชายที่ไม่ได้พิศวาสตนเองแม้แต่น้อย
‘นี่นางมาอยู่ในร่างของนางร้ายที่ต้องโดนตัวร้ายฆ่าตายหรือนี่?!’
เห็นนายสาวอึ้งเงียบไป สาวใช้ตัวน้อยจึงเอ่ยกระตุ้นเตือนความทรงจำอีกครั้ง
“คุณหนูลืมไปแล้วหรือเจ้าคะ ในงานเลี้ยงในวังเมื่อคืนนี้ คุณหนูวางแผนที่จะตกน้ำพร้อมกับท่านราชครูหลิว แต่นอกจากเขาจะไม่สำเร็จแล้วยังพลาดตกจากท่าน้ำไปคนเดียวเจ้าค่ะ”
“นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
รั่วซีครางออกมาอย่างสิ้นหวัง ก่อนจะหลับตาลงราวกับว่าทำเช่นนั้นแล้วจะสามารถหนีไปจากสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่นี้ได้ ยิ่งได้ฟังก็ยิ่งรู้สึกหมดอาลัยตายอยาก
ก็พอรู้มาบ้างแล้วว่านางร้ายผู้นี้ทั้งไร้ยางอายและไร้สมอง ตอนอ่านก็ด่าไปเยอะ สาปส่งไปก็ไม่น้อย แต่ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะต้องมากลายเป็นนางร้ายคนนั้น
เพราะฉากที่เพิ่งผ่านไปนั้นมันยากเกินกว่าที่จะย้อนกลับไปแก้ไขได้ ตอนที่นางได้อ่านยังคิดว่าราชครูตัวร้ายผู้นี้เย็นชาไร้หัวใจยิ่งนัก เขาไม่แม้แต่จะลงไปช่วยงมนางร้ายขึ้นมา เย็นชาถึงขั้นปล่อยให้สตรีจมน้ำตายต่อหน้าต่อตาไปเสียดีกว่าที่จะทำให้ตนเองแปดเปื้อน
ตลอดทั้งเรื่องก็ตามเฝ้าจับผิดขุนนางไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรม ไม่สนลูกเต้าเหล่าใครจนได้ชื่อว่าเป็นสุนัขล่าเนื้อของฮ่องเต้
ไปหลงรักคนแบบนั้นได้อย่างไร? เขาร้ายจะตาย! เป็นนางร้ายไม่มีสมองแล้วยังไม่มีสายตาในการมองผู้ชาย….
“…” จะไปว่าหลินรั่วซีในนิยายก็พูดได้ไม่เต็มปากนัก เพราะนางเองก็ประสบปัญหาในการมองผู้ชายเช่นกันถึงได้ตายอนาถเช่นนี้
“แล้วข้ารอดมาได้อย่างไร?”
“ตอนนั้นองครักษ์หญิงของวังหลวงเข้าไปช่วยเหลือพอดีเจ้าค่ะ”
รั่วซีรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ นางเพิ่งถูกคนรักทรยศหักหลัง ถูกฆ่าทิ้งอย่างไร้เยื่อใย ได้ชีวิตใหม่ก็ดันเป็นกลายมาเป็นนางร้ายบ้าผู้ชาย ที่เพิ่งก่อเรื่องมาหมาด ๆ ทุกอย่างนี้มันมากเกินกว่าที่จะรับไหว
รั่วซียกสองมือกุมศีรษะอย่างเจ็บปวด ร้องโอดโอยออกมาอย่างน่าเวทนา
“คุณหนู! ท่านเจ็บปวดตรงที่ใดเจ้าคะ?” ลี่อินเริ่มน้ำตาคลอเบ้า
“ข้าปวดหัว พวกเจ้าสองคนออกไปก่อน ข้าอยากพักผ่อน….” นางอยากอยู่คนเดียวเพื่อจัดระเบียบความคิด จึงเอ่ยปากไล่สองคนนี้ออกไปก่อน
สาวรับใช้หน้าเหมือนทั้งสองต่างก็หน้าซีดเผือด ต่างพากันลนลานวิ่งกันออกไปข้างนอกก่อนที่นางจะพูดจบ ปากก็พากันร้องตะโกนร้องเรียกหาหมอ รั่วซีได้แต่ยกมือค้างเอาไว้เช่นนั้น ตั้งใจว่าจะขอแค่นอนพักผ่อน แต่สองคนนั้นทำเป็นเรื่องใหญ่ไปเสียแล้ว
เมื่อในที่สุดก็ได้อยู่ตามลำพังในห้อง รั่วซีกระโจนพรวดเดียวลงจากเตียง นางจึงเริ่มสำรวจร่างใหม่ตัวเองในกระจกทองเหลืองบานใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง
วิญญาณต่างภพจ้องเข้าไปในกระจก ก็พบแต่เงาสะท้อนของสตรีใบหน้างดงามจับตาจนได้แต่สองตาเบิกค้างด้วยความตะลึง โฉมงามเพริศแพร้วราวกับภาพวาดที่จิตรกรฝีมือฉมัง รวมเอาแต่สิ่งที่เป็นเอกอุเอาไว้ในนั้น
ดวงตาดอกท้อกลมโต คิ้วโก่งดั่งคันศร จมูกโด่งเป็นสันรับกับเครื่องหน้า แพขนตางอนยาวหนากระพือขึ้นลง พลิ้วไหวราวกับปีกผีเสื้อ ผิวขาวเนียน กลีบปากแดงระเรื่อโดยที่ไม่ต้องแต่งแต้มสิ่งใดราวกับบุปผางามที่บานอย่างเด็ดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางหิมะขาวโพลน
รูปร่างผอมบาง ทรวงอกอวบอิ่ม เอวคอดกิ่วราวหนึ่งฝ่ามือของบุรุษ บั้นท้ายกลมกลึง เห็นสัดส่วนเส้นโค้งเว้า ความงามเย้ายวนของร่างนี้ได้อย่างชัดเจน
ริมฝีปากอวบอิ่มเผยอเล็กน้อยอย่างเย้ายวน มองแล้วชวนให้รู้สึกคันยุบยิบในหัวใจ แม้แต่ความซีดเซียวจากการตกน้ำยังไม่อาจบั่นทอนความงดงามเหล่านั้น
ช่างน่าเสียดายนักที่ความงามระดับนี้ถูกบดบังด้วยนิสัยก้าวร้าว ร้ายกาจของเจ้าตัว
‘สวยไม่เลวเลยนี่นา!’ วิญญาณต่างภพพอใจกับร่างใหม่ของตัวเองมาก
สองมือจับสองแก้มของตนเองค้างไว้เช่นนั้น สมองของรั่วซีก็คิดประมวลผลคิดทบทวนเนื้อหาในนิยายอย่างรวดเร็ว หาทางรอดให้ตัวเองอย่างเร็วรี่ พยายามนึกถึงเนื้อเรื่องที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับตน
พระเอกของนิยายเรื่องนี้คือองค์ชายใหญ่ที่มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องของนาง ท่านป้าของนางคือฮองเฮา ส่วนฮ่องเต้นั้นถือได้ว่าเป็นทั้งท่านลุงเขยและยังเป็นสหายรักของบิดา เรียกได้ว่าอำนาจของนางร้ายผู้นี้นั้นล้นฟ้าถึงขั้นปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือเดียว
เดิมทีแล้วหลินรั่วซีสมควรเป็นสตรีชั้นสูงที่มีแต่คนนับหน้าถือตา แต่เพราะถูกเลี้ยงมาอย่างตามใจเกินไปจึงเสียคน ก้าวร้าวป่าเถื่อน เจ้าคิดเจ้าแค้น และก่อความเดือดร้อนให้ผู้อื่นไปทั่ว
ซ้ำยังไปตกหลุมรักคนที่ไม่สมควรได้รับความรักและตามจีบเขาอย่างออกนอกหน้าอย่างไร้ซึ่งความละอาย
นางตามหึงหวง ตามกลั่นแกล้งสตรีที่เข้าใกล้ไท่ฟู่หลิวเสวียนอี้ ก่อศัตรูไปทั่วจนเป็นที่เอือมระอา
ไท่ฟู่หลิวเสวียนอี้ หรือมหาราชครูแห่งราชสำนัก ยอดบุรุษที่นางร้ายหลงรักและทำทุกอย่างโดยไม่สนวิธีการเพื่อให้ได้ตัวเขาจนได้แต่งงานกัน แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องมาถูกเขาฆ่าตายอยู่ดี
หลิวเสวียนอี้ได้ชื่อว่าเป็นบุรุษที่เย็นชาถึงขั้นไร้หัวใจ ทั้งชีวิตไม่เคยปรายตามองสตรีใดนอกจากนางเอก แม้จะรู้ว่าไม่สมหวังก็ตาม
เขาตกหลุมรักหญิงสาวที่จะมาเป็นคนรักขององค์ชายใหญ่ หลินรั่วซีไม่พอใจที่หลิวเสวียนอี้แต่งให้นางแล้วยังแสดงออกว่าพึงใจนางเอกของเรื่อง จึงมองอีกฝ่ายเป็นศัตรูคอยกลั่นแกล้งอยู่ร่ำไป
ตัวตนของนางเอกจะโผล่มาตอนที่อำนาจขององค์ชายใหญ่กำลังถูกพรรคพวกขององค์ชายรองท้าทายอย่างหนัก ตระกูลหลินที่เป็นผู้สนับสนุนถูกทำลายย่อยยับ ระหว่างที่พระเอกกำลังระส่ำระสาย นางเอกที่เป็นบุตรีที่พลัดพรากจากของไท่เว่ย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดก็โผล่มา
การหมั้นหมายกันของทั้งสองทำให้ขุมกำลังของพระเอกกลับคืนมา เรียกได้ว่านางเอกเป็นคนที่เข้ามาแก้สถานการณ์เลวร้ายของพระเอกและเป็นเส้นเรื่องความรักของทั้งสองที่ร่วมกันฝ่าฟันอุปสรรค
วิญญาณข้ามภพอย่างนางโผล่มาสวมร่างนางร้ายตอนต้นเรื่อง เป็นตอนที่นางร้ายกำลังจะวางแผนให้ตัวเองตกน้ำต่อหน้าไท่ฟู่หลิวและรอให้เขามาช่วย เพื่อลวงให้อีกฝ่ายรับผิดชอบด้วยการแต่งงาน
แต่แล้วก็ผิดแผนเพราะเขาไม่หลงกล แผนล่มแล้วยังเป็นที่น่าอับอายขายขี้หน้าไปทั่ว ได้แต่กบดานอยู่ในเรือนซึ่งก็คือตอนนี้
“ท่านเทพเจ้าขา ข้าขออะไรท่านยากนักหรืออย่างไร?” หญิงสาวเดินอย่างหมดแรงกลับไปที่เตียงกว้าง ตะโกนตัดพ้อสลับกับขยำขยี้ที่นอนอย่างรุนแรง
“ข้าแค่อยากนั่งกินนอนกิน วัน ๆ ไม่ต้องคิดทำสิ่งใด”
“ไม่ต้องมีสามีก็ได้เพราะข้าดูแลตัวเองได้!”
“….” แต่จะว่าไปนี่ก็เข้าทางเลยนี่หว่า…
[1] ไท่ฟู่ หรือ มหาราชครู เป็นตำแหน่งสูงสุดของขุนนาง มีหน้าที่ถวายคำแนะนำทางการปกครองและขนบจารีตประเพณีแก่ฮ่องเต้ ปกติแล้วมักจะตั้งเมื่อฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ และมักจะได้รับอำนาจว่าราชการซ่างซู บังคับบัญชาสำนักราชเลขาธิการซึ่งเป็นหน่วยงานฝ่ายบริหาร ไท่ฟู่จึงเปรียบเสมือนอัครมหาเสนาบดี
การตัดสินใจครั้งใหญ่และเป้าหมายใหม่
“….” แต่จะว่าไปนี่ก็เข้าทางเลยนี่หว่า…
รั่วซีที่ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้เร็วมาแต่ไหนแต่ไร กระเด้งตัวขึ้นมาจากที่นอนที่ตนเองฟาดแขนฟาดขาดทำจนยุ่งเหยิง
หลินรั่วซีคือนางร้ายในนิยายที่นางต้องสวมบทบาท เป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของหลินกั๋วกง คนในครอบครัวมีพี่ชายสามคน พวกเขารักและใจดีกับนางทุกคนยกเว้นมารดา
ชาติตระกูลสูงส่ง เป็นถึงขุนนางคนโปรดขององค์ฮ่องเต้ เป็นที่นับหน้าถือตาในสังคมระดับเอสคลาสวีไอพี!
เท่านั้นยังไม่พอเพราะสิ่งที่ตระกูลหลินมีไม่ขาดมือคือเงินทอง ร่ำรวยทรัพย์สิน ที่ดินมากมายและกิจการร้านค้าหลากหลาย ฐานะดียิ่งกว่าลูกเจ้าสัว
ชีวิตดี ๆ มากองอยู่ตรงหน้าอยู่สุขสบายอย่างที่ใฝ่ฝันอยากได้ เรียกได้ว่าชาตินี้ทั้งชาติไม่ต้องทำงานให้ลำบากตรากตรำ
และที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือหลินรั่วซีผู้นี้เบ้าหน้าเทพประทาน ผิวขาวดั่งหิมะ ปากแดงสดผลผิงกั่ว ทรวดทรวงจัดจ้านออร่าพุ่ง โพรไฟล์โคตรดีอย่างนี้แล้วจะต้องมาตายเพราะผู้ชายอีกรอบไม่ได้สิ!
“โอเค! สวย รวย เก่ง มีคนคุ้มกะลาหัวเพียบ!”
“มีครอบครัวที่พร้อมจะปกป้องเอาใจ สปอยล์ลูกจนเสียคนขนาดนี้แล้วยังจะกลัวอะไร?”
“ไม่มีคนมาสู่ขอก็ไม่เป็นไร นางไปสู่ขอผู้ชายแต่งเข้าจวนเอาก็ได้!” เพราะเรื่องที่เพิ่งเกิดไม่นานนี้ น่ากลัวว่าคงไม่มีผู้ใดกล้าแต่งหลินรั่วซีเป็นภรรยาอีกแล้ว!
“หากนางร้ายจะต้องมีจุดจบเช่นนั้น… ดังนั้นขอแค่อยู่ให้ห่างตัวร้ายในเรื่องเอาไว้ หลีกเลี่ยงไม่ไปยุ่งกับเขา นางก็จะมีชีวิตยืนยาว!”
‘นางจะไม่ยุ่งกับใครทั้งนั้น ไม่ว่าจะพระเอก หรือพระรอง!’
โดยเฉพาะตัวร้ายอย่างราชครูหลิวไม่ว่าจะต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมอันใด นางจะอยู่ห่างจากเพชรฆาตอย่างเขาและเอาชีวิตรอดให้ได้!
แต่ก่อนนั้นตระกูลหลินจะต้องไม่ล่มสลาย นางจะปกป้องพวกเขาให้ถึงที่สุด!
หลินรั่วซีหัวเราะเสียงดังลั่นให้กับการเตรียมใจของตนเอง แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวัง แต่นางก็สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
“คุณหนู…” ลี่อินซ่อนตัวอยู่นอกประตูครึ่งหนึ่งเพราะไม่กล้าเข้ามา ได้แต่เมี่ยงมองผู้เป็นนายอย่างหวาด ๆ
เป็นลี่หลินที่รวบรวมความกล้าเอ่ยออกมาแทน
“มะ… หมอมาแล้วเจ้าค่ะ” หลินรั่วซีมองไปยังหมอคนที่ว่า เขาพยายามหดตัวเล็กลีบเนื้อตัวสั่นเทา พยายามทำตัวให้ไม่เป็นที่สะดุดตาอย่างถึงที่สุด
“…” นี่นางร้ายน่ากลัวถึงเพียงใดกัน? นางชักจะสงสัยเสียแล้ว….
ยามโหย่ว ก่อนเวลาอาหารค่ำเพียงเล็กน้อย หลินรั่วซีที่ปลดปลงกับชีวิตได้แล้วนอนหลับไปอีกครั้งหนึ่ง ก็ต้องสะดุ้งตื่นมาอีกครั้งด้วยเสียงดังโวยวายนอกห้อง
“ข้าจะตีนางเด็กที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง! กล้าก่อเรื่องงามหน้าในวังหลวง”
“พวกเจ้าหลีกไป! ข้าจะตีนางให้ตาย!”
ระหว่างที่กำลังเงี่ยหูฟังสถานการณ์นอกห้อง ทั้งลี่อินและลี่หลินต่างก็พากันวิ่งเข้ามาในห้องหน้าตาตื่น
“คุณหนูแย่แล้วเจ้าค่ะ ฮูหยินกำลังมาที่นี่!” ลี่อินวิ่งเข้ามาถึงตัวนางคนแรก ร่างเล็กกางแขนปกป้องนางสุดกำลังแม้จะตัวสั่นหวาดกลัวอย่างมากก็ตาม
หลินรั่วซีมองแผ่นหลังเล็กที่กำลังสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว แต่ก็ยังอยากจะปกป้องนางอยู่ด้วยความสะท้อนใจ ข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์เช่นนี้เหตุใดยังโดนเจ้าของร่างเฆี่ยนตีอยู่ได้ไม่เว้นแต่ละวัน
ปกติแล้วคุณหนูสูงศักดิ์อย่างนางสมควรต้องมีสาวใช้อย่างต่ำสี่คน แต่คนที่ทนไม้ทนมือได้เหลือเพียงแฝดสองคนนี้เท่านั้น ส่วนคนที่เหลือไม่ถูกขายออกไป ก็ถูกเฆี่ยนตีบ่อยจนร่างกายรับไม่ไหวไม่สามารถทำงานต่อได้
“ฮูหยินเจ้าคะ คุณหนูยังป่วยอยู่นะเจ้าคะ” ลี่หลินกอดขาข้างหนึ่งของผู้เป็นนายหญิงของบ้านเอาไว้ พร้อมกับบ่าวไพร่อีกจำนวนหนึ่ง
หลินรั่วซีถึงกับเบิกตาค้างอย่างตกตะลึง สองตามองสตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นมารดาตนอย่างไม่เชื่อสายตา แม้จะมีลูกมาแล้วถึงสี่คนแต่เจ้าตัวยังดูเหมือนคนอายุยี่สิบต้น ๆ
รูปร่างเล็กคล่องแคล่วว่องไว ใบหน้างามเฉิดฉันไม่แพ้ผู้ใดเหมือนกับใบหน้าที่สะท้อนในกระจกเมื่อครู่ราวกับพิมพ์เดียวกัน ที่แท้ความงามของนางร้ายได้มาจากมารดาผู้นี้ไม่ผิดแน่
“พวกเจ้าหลีกไป” สาวใช้ตัวน้อยโดนตวาดอย่างเกรี้ยวกราด แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยมือจากขาผู้เป็นนาย
“ทะ… ท่านแม่!” คนเดียวในบ้านนี้ที่นางร้ายหวาดกลัวคือมารดาผู้งดงาม หลินซินเหยาผู้นี้เท่านั้น
ปฏิกิริยาของเจ้าของร่างเก่ายังส่งผลมาถึงนางด้วย เพราะทันทีที่ได้ยินเสียงมารดา ร่างนี้ก็สั่นเป็นเจ้าเข้าไปก่อนแล้ว
“พ่อเจ้าไม่กล้าตีเจ้า พี่ ๆ ของเจ้าไม่กล้าสั่งสอนเจ้า เช่นนั้นข้าผู้นี้จะตีเจ้าจนกว่าจะเป็นผู้เป็นคน!”
หลินรั่วซีทำตัวก้าวร้าวแม้แต่กับมารดาของตัวเอง ทุกครั้งที่ทะเลาะกันจะต้องเถียงจนคอเป็นเอ็นจนถึงที่สุด ก็ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกแตกหักร้าวฉานอย่างน่าเสียดาย
แต่นางจะไม่ทำแบบนั้นกับคนที่กำลังโมโห คนที่มีวุฒิภาวะอย่างนางหาใช่เด็กน้อยอย่างหลินรั่วซีคนก่อน แม้ชาติก่อนนางจะไม่มีโอกาสได้ทะเลาะกับบิดามารดา แต่ก็พอรู้ว่าจะรับมือกับความเกรี้ยวกราดนี้อย่างไร
นางมีจิตวิทยาในการมองคน แค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าฮูหยินใหญ่เป็นคนประเภทใด ดูจากที่บอกว่าจะตีแต่ก็ยังไม่ฟาดลงมาเสียทีนี่ก็คงเป็นเพราะว่ากลัวลูกจะเจ็บหนักกว่าเดิม
ฮูหยินใหญ่วรยุทธ์สูงส่ง เป็นถึงหัวหน้าทหารองครักษ์รักษาการณ์วังหลวง พี่ชายคนที่สามล้วนได้อิทธิพลจากนางจนได้เป็นใหญ่เป็นโตเป็นถึงแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน
นิสัยดุดันเด็ดขาดเพราะต้องปกครองคนใต้บังคับบัญชาจำนวนมากแล้วยังเป็นบุรุษเสียส่วนใหญ่ จึงทำให้นางไม่อ่อนโยนเท่าใดนัก นางเป็นแม่ประเภทปากร้ายแต่ใจดี เห็นทีหากไม่มีฮูหยินใหญ่ผู้นี้ เดาว่าหลินรั่วซีคนก่อนคงต้องเหลวแหลกกว่านี้แน่นอน
แต่นางเป็นคนเลี้ยงลูกไม่เป็นโดยเฉพาะลูกสาว จึงทำอะไรไม่ได้นอกต่อว่าและเฆี่ยนตี บุคลิกส่วนหนึ่งของหลินรั่วซีจึงได้ถ่ายทอดจากนางไปเต็ม ๆ
หญิงสาวดันร่างเล็กของลี่อินออกไปด้านข้าง ก่อนจะก้าวลงจากเตียงนอนลงไปคุกเข่าด้านล่าง พื้นที่เย็นเฉียบชวนให้สั่นสะท้านอยู่บ้างแต่ก็จำต้องอดทน
หยาดน้ำใสหยดแล้วหยดเล่าร่วงหล่นจากหางตาท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน โฉมงามที่กำลังโศกเศร้าสำนึกผิดทำเอาผู้คนที่มองอยู่ถึงกับลมหายใจสะดุดจนแทบลืมหายใจ
“ท่านแม่… ลูกสำนึกผิดแล้วเจ้าค่ะ ต่อไปนี้จะไม่ก่อเรื่องอีกแล้ว”
“….” ฮูหยินใหญ่ที่กำลังง้างแส้จะฟาดลงมาถึงกับชะงักไปโดยพลัน รวมถึงโทสะที่มีอยู่แต่เดิมพลันมอดลงไปกว่าครึ่ง แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งว่าลูกสาวจะสำนึกได้
“เจ้ารู้ความผิดของตัวเองหรือ?”
“ข้าประพฤติตัวไร้ยางอาย สร้างความลำบากใจให้กับขุนนางราชสำนัก ขอให้ท่านแม่อภัยให้ข้าที่ยังเป็นเด็กไม่รู้ความด้วยเจ้าค่ะ”
นางร้ายอายุสิบห้า ก็ยังเด็กอยู่จริง ๆ นี่….
“ครั้งนี้เกือบตาย แค่คิดว่าจะไม่ได้มีชีวิตรอดกลับมาพบหน้าท่านพ่อท่านแม่ข้าก็ไม่กล้าทำเช่นนั้นอีกแล้วเจ้าค่ะ”
หลินรั่วซีแสร้งปาดน้ำตาอย่างน่าสงสาร ทำเอาหัวใจมารดาอ่อนยวบยาบ แส้ที่ถืออยู่ในมือจนถึงเมื่อครู่หล่นลงพื้นเสียงดังท่ามกลางความเงียบ
หลายคนที่เตรียมตัวเตรียมใจรอการทะเลาะครั้งใหญ่ของสองแม่ลูกจึงได้แต่แปลกใจที่วันนี้ไม่มีเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้น
ในที่สุดฮูหยินใหญ่ก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะเดินไปประคองลูกสาวเพียงคนเดียวขึ้นจากพื้นมานั่งด้วยกันบนเตียงนอน
“ครั้งนี้ข้าจะเชื่อเจ้าไปก่อนก็แล้วกัน”
“ขอบคุณท่านแม่”
“อาการเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ได้ยินว่ามีไข้จนถึงขั้นเพ้อไม่ใช่หรือ?” พอได้ยินเช่นนั้นนางก็หันไปมองสองแฝด ทั้งลี่อิน ลี่หลินต่างพากันหลบสายตานางเหมือนคนมีความผิดติดตัว แต่ยังดีที่พวกนางยังไม่ได้บอกถึงขั้นว่าเสียความจำ ไม่อย่างนั้นเรื่องยาวแน่
“พวกสาวใช้คิดมากกันไปเอง ข้าไม่เป็นไรแล้วเจ้าค่ะ” จังหวะนั้นมีบ่าวคนหนึ่งยกยาเข้ามาในห้องพอดี กลิ่นของมันกลบกลิ่นกำยานราคาแพงจนมิด ความเข้มข้นของยาคาดว่าอยู่ในระดับฆ่าคนตายได้
“ยังวางใจไม่ได้ เจ้าดื่มยาอีกสักเทียบก็แล้วกัน” ต่อหน้ามารดาที่กำลังมองจ้องมาทั้งยังทำท่าจะป้อนให้อย่างใจดี นางที่เพิ่งจะสาบานว่าจะกลับตัวเป็นคนดีอยู่เมื่อครู่ ปฏิเสธได้หรือ…
แคก ๆ
‘นึกว่าจะตายอีกรอบเสียแล้ว…’
หลินรั่วซีล้มตัวลงนอนด้วยความรู้สึกพะอืดพะอม ขมตั้งแต่ลำคอไปถึงลำไส้ใหญ่
หลินฮูหยินนั่งลูบศีรษะบุตรสาวอยู่ข้างเตียงอย่างเหม่อลอยดูเหมือนมีเรื่องในใจ แต่ไม่ได้พูดออกมา
“ท่านแม่กลัดกลุ้มสิ่งใดอยู่เจ้าคะ” ฮูหยินใหญ่เบิกตากว้างอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มออกมา นางคิดว่าตนเองปิดความกังวลเอาไว้ได้ดีแล้วเสียอีก กลับถูกบุตรสาวมองออกเสียได้
“รั่วเออร์… ข้าเองก็ไม่อยากใจร้ายกับเจ้า แต่ดูสิ่งที่เจ้าทำสิ เรียกความเดือดร้อนมาให้ครอบครัวเราไม่เว้นแต่ละวัน เหตุใดเจ้าถึงต้องไปพึงใจคนที่ไม่สมควรแตะต้องเช่นนั้นด้วยเล่า!”
“บุรุษทั่วเมืองหลวงมีตั้งมากมาย เหตุใดต้องเป็นคนผู้นี้”
‘เรื่องนั้นข้าก็อยากรู้เช่นกันท่านแม่!’ หลินรั่วซีได้แต่กรีดร้องตะโกนอยู่ในใจ
“ยามนี้จวนของเรากำลังถูกภัยมืดคุกคาม ช่วงก็นี้ก็มีแต่คนจ้องจะเล่นงานใส่ร้ายตระกูลเรา จะพลาดท่าล้มครืนลงมาเมื่อไหร่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก พวกเราอาจถึงตายได้ทุกเมื่อ”
หืม… ไม่ใช่ว่าอำนาจล้นฟ้าไม่ว่าใครก็ไม่กล้าแตะต้องหรอกหรือ?
ไม่ได้นะ ห้ามล้มเด็ดขาด! นางเพิ่งมาเองนะ
“เจ้าพึงใจบุรุษผู้ใดข้าไม่ว่า แต่ราชครูหลิวผู้นั้น… ไม่แน่ว่าสักวันหนึ่งเขาอาจกลายเป็นคนที่ลงดาบกับครอบครัวของเราก็เป็นได้”
“เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ?”
“การเมืองในราชสำนักเป็นเรื่องที่หนักหนายิ่งนัก เจ้ายังเด็กเกินไปที่จะรู้”
หลินรั่วซีได้แต่นึกสับสนอยู่ในใจ ไม่ใช่ว่าขอแค่ไม่ไปยุ่งกับท่านราชครูตัวร้าย แล้วหลังจากนี้นางจะได้นั่งกินนอนกินสบาย ๆ สุขสำราญใจหรอกหรือ?
‘ข้าพลาดอะไรไปกันแน่? หรือว่ายังมีเนื้อหาลับในนิยายที่ไม่ถูกกล่าวถึงอยู่?’
“ท่านแม่โปรดวางใจ ข้าไม่ได้ชอบท่านราชครูอีกแล้ว ต่อจากนี้จะไม่เฉียดเข้าไปใกล้เขาอย่างเด็ดขาดเจ้าค่ะ”
“เจ้าพูดจริงหรือ?”
“จริงเจ้าค่ะ”
ฮูหยินใหญ่อยู่คุยกับหญิงสาวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเลือกที่จะเชื่อสิ่งที่นางพูดไปก่อน จากนั้นก็ปล่อยให้บุตรสาวได้พักผ่อน
“เจ้าเอนกายพักผ่อนไปก่อน เมื่อถึงเวลาตั้งสำรับที่เรือนใหญ่ ข้าจะให้คนมาเรียก”
“เจ้าค่ะท่านแม่”
คล้อยหลังมารดาไปไม่นาน หลินรั่วซีที่คิดว่าปล่อยไว้แบบนี้ไม่ดีแน่ จึงตัดสินใจที่จะสอบถามใครสักคนถึงสถานการณ์ของครอบครัว
“ลี่อิน”
“เจ้าค่ะคุณหนู”
“มีใครที่ข้าพอจะเรียกใช้งานได้หรือไม่? ข้าอยากได้คนที่พอรู้เรื่องการเมืองในราชสำนักสักหน่อย” สาวใช้ตัวน้อยทำท่าครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง
“ทำไมคุณหนูไม่ถามกับพวกนายท่านเจ้าคะ”
“พวกเขาก็คงเหมือนท่านแม่ คงไม่ยอมบอกข้าอยู่ดีและข้าเองก็อยากสืบเรื่องนี้อย่างเป็นความลับ”
“มีท่านพ่อบ้านจางผิงเจ้าค่ะ” ลี่หลินเอ่ยขึ้น
“จางผิง?”
‘จะว่าไปไม่เห็นอ่านเจอในนิยาย ไม่ปรากฏอยู่ในฮาเร็มของนางเอก เช่นนั้นก็แสดงว่าเป็นผู้ชายที่เข้าใกล้ได้!’
“เจ้าไปตามเขามาพบข้าหน่อย”
จางผิงที่ว่าเป็นชายอายุราวสามสิบต้น ๆ อีกฝ่ายตัวสั่นสะท้าน แทบจะหมอบคลานเข้ามาในห้อง หลินรั่วซีคนก่อนต้องโหดร้ายประมาณไหนกันนะ แต่ละคนที่มาหานางถึงได้ทำท่าหวาดกลัวเช่นนี้
เจ้าหมอนี่มาถึงก็ยื่นแส้ให้นางราวกับทำเช่นนี้อยู่เป็นประจำ หลินรั่วซีทั้งชิวทั้งขำแต่ก็ต้องกลั้นเอาไว้
“ข้าน้อยมาช้า เชิญคุณหนูลงโทษได้เลยขอรับ” หนึ่งเค่อนี่ก็ถือว่าเร็วแล้วสำหรับคฤหาสน์กว้างขนาดนี้ เหงื่อของเจ้าตัวยังเปียกชุ่มแผ่นหลัง ดูท่าทางว่าจะวิ่งมาด้วยซ้ำ
“ข้าไม่ตีเจ้าหรอก ไม่ตีใครแล้วทั้งนั้น…”
“?”
“ไม่ฟาดสักหน่อยหรือขอรับ?” หลินรั่วซีถึงกับขมวดคิ้วมุ่น
อะไรของเจ้าหมอนี่… ดูเหมือนจะอยากโดนฟาดเต็มที่
‘โรคจิต!’
“เจ้าเงยหน้าแล้วลุกขึ้นนั่งดี ๆ เถิด ข้ามีเรื่องอยากถามเจ้า”
“คุณหนูต้องการทราบสิ่งใดขอรับ” ในใจจางผิงยังนึกไม่ออกว่าจะมีเรื่องใดที่คุณหนูผู้นี้สนใจนอกจากเรื่องท่านราชครู
“ข้าได้ยินจากท่านแม่เมื่อครู่ ดูเหมือนว่ามีคนกำลังจ้องเช่นงานตระกูลหลินของเราหรือ?”
“?”
“เล่าให้ข้าฟังเท่าที่เจ้ารู้ก็พอ”
จางผิงกล่าวสรุปให้นางฟังสั้น ๆ
ภายใต้ความสงบผาสุกที่ได้เห็นเพียงเปลือกนอก ในยามนี้ราชสำนักกำลังสั่นคลอนจากการท้าทายอำนาจกันอย่างดุเดือดระหว่างผู้ที่สนับสนุนองค์ชายใหญ่และองค์ชายรอง
ทั้งนี้เป็นเพราะฮ่องเต้ยังไม่ได้เลือกว่าใครจะได้เป็นองค์ชายรัชทายาท
เรื่องที่ท่านป้าของนางเป็นฮองเฮาที่กำลังต่อสู้แย่งชิงอำนาจกับสนมเอกกุ้ยเฟยนั้นนางก็พอรู้อยู่บ้าง ท่านป้าหรือพี่สาวของมารดามีศักดิ์เป็นฮองเฮาเป็นแม่ของพระเอก ตระกูลหลินจึงต้องยืนอยู่ข้างองค์ชายใหญ่ไปโดยปริยาย
ฝ่ายองค์ชายรองที่เป็นโอรสของพระสนมเอกที่มาจากตระกูลเกา ได้รับการสนับสนุนจากเกากั๋วกงที่เป็นพี่ชายเช่นกัน ซึ่งที่ผ่านมาบรรดาศักดิ์ทั้งสองต่างคานอำนาจกันอยู่ เพิ่งจะมามีความเคลื่อนไหวเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากที่ฮ่องเต้เปรยขึ้นมาว่าองค์ชายทั้งสองเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
“ฮ่องเต้เกลียดชังการฆ่าฟันระหว่างพี่น้อง จึงไม่มีใครลอบสังหารกันอย่างเปิดเผย ทรงได้ให้บททดสอบแก่องค์ชายทั้งสองให้วัดความสามารถกับด้วยผลงาน แต่เหล่าบรรดาขุนนางผู้ที่สนับสนุนฝ่ายองค์ชายรองกลับใช้วิธีต่ำช้า วางแผนใส่ร้ายป้ายสี ใช้วิธีสกปรกบั่นทอนกำลังของฝ่ายเรา”
“ก็เป็นเรื่องธรรมดาไม่ว่าจะยุคสมัยไหน” หลินรั่วซีนั่งกอดอกฟังอย่างตั้งใจ
“ที่น่าเป็นกังวลคือเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าพวกนั้นจะลงมือเช่นไร ข้าได้ยินมาว่าตอนนี้นายท่านเองก็กำลังกลุ้มใจเรื่องนี้อยู่ขอรับ”
ข้อมูลวิธีการเหล่านั้น แม้แต่ในนิยายเองก็ไม่ได้เปิดเผยออกมามากมายนัก เพราะคนเขียนผลักภาระให้คนอ่านตีความ คนในตระกูลหลินถูกกำจัดทีละคนจนไม่เหลือซาก นางร้ายหลินรั่วซีจึงเป็นตระกูลหลินคนสุดท้ายที่เหลืออยู่จึงไม่เหลือคนคุ้มกะลาหัว สุดท้ายก็ต้องตายไปในที่สุด
ไม่ได้สิแบบนี้! ข้าคงต้องหาวิธีทำอะไรสักอย่าง
‘นางตั้งใจทำตัวขี้เกียจตัวเต็มที่ ชีวิตสันหลังยาวเช่นนี้หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว จะไม่ยอมให้มีอะไรมาสั่นคลอนเส้นทางสู่ความเกียจคร้านของนางได้ทั้งนั้น!’
“เจ้าไปสืบมาให้ข้าหน่อย ว่าฝ่ายที่ถือข้างองค์ชายรองมีใครบ้าง”
“!?”
“สืบทุกอย่างให้เป็นความลับ อย่าให้ท่านพ่อกับท่านแม่รู้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นข้าฟาดเจ้าหลังลายแน่”
“…” ทั้งจางผิงและคนอื่น ๆ ในห้องมองคุณหนูของตนด้วยแววตาเหม่อลอย
‘ไหนว่าจะไม่ฟาดใครแล้วมิใช่หรือคุณหนู?’
หลินรั่วซีมัวแต่นึกถึงเหตุการณ์ต่อจากนี้นิยายจึงไม่ทันได้สังเกตเห็นแววตาสับสนของบรรดาคนรับใช้