โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ปัญหา “คิง พาวเวอร์” จบยาก ฉุดรายได้พาณิชย์ AOT ระยะยาว

Manager Online

เผยแพร่ 15 มิ.ย. 2568 เวลา 15.21 น. • MGR Online

ส่องศักยภาพ “ท่าอากาศยานไทย” หลัง “คิง พาวเวอร์”ยื่นขอยกเลิกกิจการใน 3 สนามบินภูมิภาค ฉุดราคาหุ้นหลุด 30 บาทอย่างเลี่ยงไม่พ้น เมื่อถูกคาดว่ากระทบต่อกำไรถึง 10% แต่ยังต้องจับตาผลศึกษาคณะกรรมการพิเศษ เพื่อนำไปสู่บทสรุปในการเจรจา หากเอื้อมากไป หรือแข็งกร้าวมากไปส่อเกิดปัญหาวงกว้าง ลุกลามไปถึงรายอื่น สะท้อนถึงโครงสร้างรายได้กลุ่ม Non – Aero ระยะยาวที่อ่อนแอ

ดูเหมือนมรสุมของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ยังไม่มีทีท่ายุติ หลังจำนวนทักท่องเที่ยวต่างประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน จนมีผลทำให้หลายฝ่ายคาดว่าอาจกระทบรายได้ของบริษัทอย่งมีนัยสำคัญ นอกจากนี้มีการคาดการณ์ว่ารายได้ในส่วน Non-Aero อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ไม่ดีขึ้น และ ณ ปัจจุบัน ดูเหมือนคำทำนายนั้นกำลังเป็นจริง

นั่นเพราะ ล่าสุดมีรายงานว่า บริษัท คิงเพาเวอร์ ผู้ให้บริการร้านค้าปลอดภาษี (ดิวตี้ฟรี) รายใหญ่ของไทย ได้ยื่นหนังสือถึง ยกเลิกสัญญาดิวตี้ฟรีกับ AOT ใน 3 สนามบินหลักได้แก่ ภูเก็ต เชียงใหม่ และหาดใหญ่ เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา และทันทีที่มีกระแสข่าวดังกล่าวออกมา ได้กดดันให้ราคาหุ้น AOT ที่ซื้อขายอยู่บนกระดานหลักทรัพย์ร่วงลงอย่างมีนัยสำคัญจนปิดที่ 29.75 บาท/หุ้น

หุ้นร่วงรับข่าวร้าย

ขณะที่ราคาหุ้น AOT ล่าสุด 13 มิ.ย. 2568 เวลา 15:20 น. ปรับลดลง 3 บาท อยู่ที่ 29.00 บาท หรือลดลง 9.38% ถือเป็นการปรับตัวลดลงไปถึง 39.25 บาทจากการซื้อขายวันแรกของปีนี้ (2ม.ค.68)ที่ระดับ 69.00 บาท/หุ้น หรือ 56.88% เรียกได้ถือเป็นการย้อนกลับของราคาหุ้นในรอบ 52 สัปดาห์ซึ่งเคยต่ำสุดที่ระดับ 28.50 บาท/หุ้น และสูงสุด 65.00 บาท/หุ้น

เปิดเงื่อนไขสัญญา

ทั้งนี้ AOT ทำสัญญากับ บริษัทบริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด สำหรับกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานภูเก็ต เชียงใหม่ และหาดใหญ่ สัญญาที่ ทอท.DF-1-02/2562 ลงวันที่ 4 ก.ค. 2562 มีอายุสัญญา 10 ปี 6 เดือน ระหว่างวันที่ 28 กันยายน 2563 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2574 ผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ ปีแรก 2,331 ล้านบาท

ต่อมาได้มีการแก้ไขสัญญา 2 ครั้ง คือวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 และวันที่ 26 สิงหาคม 2565 โดยล่าสุดปรับอายุสัญญาเป็นระหว่างวันที่ 28 กันยายน 2563 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2576

เนื่องจากจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 me.sh AOT ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ มาเป็นผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำต่อผู้โดยสาร (Sharing Per Head) จำนวน 127.30 บาท เรียกเก็บจากผู้โดยสารขาออก ผู้โดยสารผ่าน และผู้โดยสารขาเข้า

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจาก โควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย ก็มีเหตุสงครามในหลายภูมิภาค สงครามการค้า และการกีดกันทางการค้า กำแพงภาษี การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว รวมทั้งผู้โดยสารจีนที่มีกำลังซื้อสูงลดลง ทำให้ยอดขายลดลงและส่งผลกระทบทางอ้อมกลับมาที่ AOT

ส่วน “คิงเพาเวอร์” ชี้แจงสาเหตุการตัดสินใจยื่นหนังสือขอยกเลิกสัญญา ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยที่ส่งผลต่อยอดจำหน่ายและการประกอบการ ทำให้ค่าตอบแทนที่บริษัทต้องจ่ายให้ AOT อยู่ในเกณฑ์สูงกว่าที่ควรจะเป็นและที่ได้เสนอไว้ ซึ่งผลกระทบต่างๆ ทำให้คิงเพาเวอร์ประสบกับภาวะขาดทุน จากแบกรับภาระอัตราค่าตอบแทนที่สูงผิดปกติ และไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของสถานการณ์ อีกทั้งมองว่า AOT กลับพิจารณาและดำเนินการตามที่เห็นสมควรเพียงและเป็นประโยชน์แก่ AOT เพียงฝ่ายเดียวไม่ได้หารือบริษัทเพื่อหาแนวทางเก้ไขที่เหมาะสมต่อทั้งสองฝ่าย และด้วยเหตุต่างๆ ที่ยังไม่คลี่คลาย บริษัทฯ จึงมีความจำเป็นต้องขอหารือร่วมทั้งสองฝ่ายเพื่อหาข้อยุติของปัญหา รวมไปถึงแนวทางพิจารณาเลิกสัญญา เพื่อให้ได้ข้อยุติภายใน 45 วัน

แม้ก่อนหน้านี้ AOT ได้อนุมัติให้บริษัท คิง เพาเวอร์ดิวตี้ฟรี จำกัด (KPD) ผู้ประกอบการร้านค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่ และดอนเมือง เลื่อนการชำระค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ หลังจากประสบปัญหาสภาพคล่องจากผลกระทบของ โควิด-19

โดยเมื่อวันที่ 26 ส.ค.67 คิงพาวเวอร์ได้ยื่นหนังสือขอเลื่อนชำระ โดยระบุว่าได้รับผลกระทบรุนแรงจาก โควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี 2563 การจำกัดการเดินทางของรัฐบาลทำให้จำนวนเที่ยวบินและผู้โดยสารลดลงอย่างมาก ร้านค้าปลอดอากรต้องปิดชั่วคราว ส่งผลให้พนักงานขาดรายได้

ต่อมาแม้สถานการณ์จะดีขึ้น แต่ “คิงพาวเวอร์” อ้างว่า ยังไม่สามารถฟื้นธุรกิจได้เต็มที่ ประกอบกับต้องลงทุนปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกจำนวนมาก สถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อเพิ่ม และหนี้สินครบกำหนดชำระเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่อง อีกทั้งขาดททุนต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2566 ที่ระดับ 651.51 ล้านบาท

นำไปที่การร้องขอจาก “คิงพาวเวอร์” ในการขอเลื่อนชำระค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 ถึงกรกฎาคม 2568 รวม 12 งวด ออกไปงวดละ 18 เดือน เพื่อเตรียมความพร้อมรับฤดูท่องเที่ยว (Peak Season) และคาดหวังจะกลับสู่สภาวะปกติในปี 2569 ขณะที่ AOT อนุมัติให้เลื่อนชำระค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำของเดือนกันยายน 2567 ถึงเดือนเมษายน 2568 โดยออกหนังสือที่ ทอท.16706/2567 แต่ไม่ยกเว้นค่าปรับ

ไม่เพียงเท่านี้นอกเหนือจาก “คิงพาวเวอร์” พบว่าในปีก่อน มีผู้ประกอบการกว่า 70 ราย ขอเลื่อนชำระ/ผ่อนชำระ หรือขอยกเลิกประกอบกิจการ เนื่องจากผู้ประกอบการโดยเฉลี่ยชำระค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำสูงกว่าอัตราแบ่งรายได้เกินร้อยละ 50 ของ AOT จึงจัดทำโครงการขยายระยะเวลาชำระเงินของผู้ประกอบการที่เผชิญสภาพคล่องตกต่ำ ซึ่งคณะกรรมการอนุมัติเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2568

คิง พาวเวอร์สำคัญแค่ไหน?

ทั้งนี้ คิง พาวเวอร์มีความสำคัญต่อ AOT (บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)) อย่างมาก เนื่องจากเป็นผู้ประกอบการหลักในกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร (Duty Free) และพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในสนามบินหลายแห่งที่ AOT บริหารอยู่

โดย สัดส่วนรายได้จากคิงพาวเวอร์ต่อ AOT พบว่า ข้อมูลปีงบประมาณ 2567 (FY24) คาดว่า AOT จะมีรายได้จาก King Power รวม 1.8 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 27% ของรายได้รวมทั้งหมด โดยรายได้ดังกล่าวแบ่งออกเป็นDuty Free สุวรรณภูมิ 1.1 หมื่นล้านบาท , พื้นที่เชิงพาณิชย์สุวรรณภูมิ: 4.3 พันล้านบาท , Duty Free เชียงใหม่/หาดใหญ่/ภูเก็ต: 1.6 พันล้านบาท และ Duty Free ดอนเมือง: 1.5 พันล้านบาท

นั่นทำให้ รายได้จาก King Power เป็นส่วนสำคัญของรายได้ที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน (Non-aeronautical revenue) ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 32% ของรายได้รวมของ AOT และเป็นส่วนที่มีต้นทุนต่ำ ทำให้มีผลต่อกำไรโดยตรง

ภารกิจใหญ่ทีมงานทบทวน

และความสำคัญต่อจากนี้จะไปอยู่ที่ การจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อทบทวนเรื่องนี้ ซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบข้อดีข้อเสียของการยกเลิกสัญญา การเจรจากับคิง เพาเวอร์เกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และการตรวจสอบบทลงโทษใดๆ ที่ระบุไว้ในสัญญา เพราะผลการศึกษาและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการนี้มีกำหนดจะนำเสนอต่อคณะกรรมการ AOT ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2568 หลังจากการประเมินเงื่อนไขและข้อกำหนดของข้อตกลงอย่างละเอียด

ขณะที่ ฝ่ายบริหารของ AOT กำลังแสวงหาความเชี่ยวชาญจากภายนอกอย่างกระตือรือร้น โดยการจ้างที่ปรึกษา โดยเฉพาะสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ เพื่อทำการศึกษาอิสระและวิเคราะห์ทางเลือกสำหรับการดำเนินธุรกิจร้านค้าปลอดภาษี วัตถุประสงค์คือเพื่อให้แน่ใจว่าทางออกใดๆ ที่เหมาะสมกับบริบททางเศรษฐกิจในปัจจุบัน และอยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์เงื่อนไขสัญญาที่เป็นกลางและไม่ลำเอียง

นั่นสะท้อนว่า AOT กำลังเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ต่างๆ รวมถึงความเป็นไปได้ในการเปิดประมูลใหม่หรือการปรับโครงสร้างสัญญาครั้งใหญ่ ขณะที่ในสถานกการณ์ปัจจุบัน AOT ได้ยืนยันต่อสาธารณชนว่าปัญหานี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการบริการผู้โดยสาร และคิง เพาเวอร์ จะยังคงดำเนินงานร้านค้าปลอดภาษี ณ ท่าอากาศยานของบริษัทต่อไป ตามปกติในช่วงระยะเวลาการทบทวนนี้

ราคาหุ้นหนีไม่พ้นทรุดตัว

ดังนั้นต้องยอมรับว่า หลังจากมีข่าวนี้ออกมา ได้ส่งผลให้หุ้น AOT ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง โดยบางช่วงลดลงมากกว่า 10% และทำจุดต่ำสุดในรอบเกือบ 10 ปี มูลค่าบริษัทหายไปหลายหมื่นล้านบาท นอกจากนี้ยังรวมถึงผลกระทบต่อรายได้และกำไร โดยคาดการณ์ว่ารายได้จากคิงเพาเวอร์ในส่วนของสนามบินภูมิภาคนี้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1.6 พันล้านบาทในปีงบประมาณ 2567 ซึ่งหากสัญญานี้ถูกยกเลิก จะส่งผลกระทบต่อรายได้รวมของ AOT โดยรวมในปีถัดไป

อาทิ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต ได้ประเมินคำขอของคิง เพาเวอร์ว่าเป็นการพัฒนา "เชิงลบ" สำหรับ AOT โดยคาดการณ์ว่าอาจส่งผลกระทบประมาณ 10% ต่อกำไรของบริษัท ในปีงบประมาณ 2569 สิ่งนี้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงทางการเงินที่สำคัญที่เกิดจากการสูญเสียหรือการลดลงของรายได้จากสัมปทานเหล่านี้

นั่นเพราะ รายได้ร้านค้าปลอดภาษีรวมจากท่าอากาศยานทั้งสี่แห่งที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานในวงกว้างของคิง เพาเวอร์ (ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ และหาดใหญ่) คาดว่าจะอยู่ที่ 2,300-2,500 ล้านบาทต่อปี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสำคัญของรายได้ที่ไม่เกี่ยวกับการบินของAOT

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ยังคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ในการเจรจาเพิ่มเติมในอนาคตเกี่ยวกับพื้นที่ร้านค้าปลอดภาษีท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่มีกำไรสูงว่า การพัฒนาเช่นนี้จะก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ใหญ่กว่าต่อผลกำไรโดยรวมและเป้าหมายทางการเงินพื้นฐานของ AOT

ยอมมากไปก็มีผลกระทบ

จนนำไปสู่ความเป็นไปได้ที่จะมีการ "เจรจาเพิ่มเติมในพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในอนาคต" เนื่องจากอาจเป็นความเสี่ยงของการแพร่กระจาย หากคิง เพาเวอร์ ประสบความสำเร็จในการเจรจาใหม่หรือยกเลิกสัญญาที่ท่าอากาศยานภูมิภาคเนื่องจากเงื่อนไขที่ "ไม่ยั่งยืน" ก็จะสร้างแบบอย่างที่อาจอาจกระตุ้นให้ผู้รับสัมปทานรายอื่น หรือแม้แต่คิง เพาเวอร์ เองสำหรับการดำเนินงานที่ใหญ่กว่าและมีกำไรมากกว่าที่สุวรรณภูมิ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นนี้อาจกัดกร่อนฐานรายได้สัมปทานโดยรวมของ AOT ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสุขภาพทางการเงินของบริษัท เกินกว่าผลกระทบเริ่มต้นของท่าอากาศยานภูมิภาค

ขณะเดียวกัน เรื่องนี้ยังจะสร้างมาตรฐานที่สำคัญสำหรับการเจรจาสัมปทานในอนาคต เพราะการแก้ไขปัญหาที่ดูเหมือนผ่อนปรนเกินไปอาจนำไปสู่ความต้องการการปรับสัญญาในวงกว้าง ในขณะที่การแก้ไขปัญหาที่เข้มงวดเกินไปก็อาจนำไปสู่การผิดนัดของผู้ประกอบการและกระบวนการเปิดประมูลใหม่ที่มีค่าใช้จ่ายสูงและไม่แน่นอนในตลาดที่ท้าทาย สิ่งนี้เน้นย้ำถึงความเปราะบางเชิงระบบในรูปแบบรายได้ของAOTหากเงื่อนไขสัมปทานไม่สามารถปรับให้เข้ากับการชะลอตัวของตลาดที่ยืดเยื้อได้

ปัจจุบัน คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี (KPD) มียอดค้างชำระสะสมจำนวนมาก โดยเป็นหนี้ AOT ประมาณ 4 พันล้านบาท ยอดค้างชำระจำนวนมากนี้เน้นย้ำถึงความท้าทายด้านสภาพคล่องที่รุนแรงที่คิง เพาเวอร์กำลังเผชิญอยู่ แม้จะ คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี ได้กลับมาปฏิบัติตามกำหนดการชำระค่าสัมปทานในต้นเดือนพฤษภาคม 2568 และคิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ (KPS) ได้กลับมาชำระเงินในเดือนมีนาคม 2568 อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่ายังคงต้องมีการติดตามการชำระเงินรายเดือนอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินความสามารถทางการเงินของคิง เพาเวอร์ได้อย่างเต็มที่

ดังนั้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้น AOT ทำให้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หากปล่อยให้มีการยกเลิกสัญญาและต้องหาผู้ประกอบการรายใหม่ อาจจะต้องใช้เวลาและอาจได้ค่าตอบแทนที่ต่ำกว่าเดิม ในขณะเดียวกันก็ต้องพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระยะยาวกับคิงเพาเวอร์ ซึ่งเป็นผู้เช่ารายใหญ่ที่สุด

สิ่งที่น่าสนใจเพิ่มเติมคือ คำขอของ King Power ในการยกเลิกสัญญาดิวตี้ฟรีที่สนามบินภูเก็ต เชียงใหม่ และหาดใหญ่ โดยระบุว่าคำขอนี้เกิดจากสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง และภาระค่าตอบแทนขั้นต่ำ (MAG) ที่สูงเกินไป ซึ่งทำให้ King Power ประสบปัญหาขาดทุนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 แต่พบว่า AOT ได้มีการผ่อนผันการชำระค่า MAG ให้ King Power มาก่อนหน้านี้แล้ว โดยมีการคิดค่าปรับ 18% ต่อปี และ AOT ยังคงรับรู้รายได้ตามกำหนดโดยไม่กระทบต่อกระแสเงินสดของ AOT

ผลเจรจาคือตัวชี้วัดอนาคต

ส่วนราคาหุ้น AOT ในตลาดหลักทรัพย์ ข่าวนี้นับเป็นข่าวเชิงลบ (Negative) ต่อ AOT อย่างชัดเจน เนื่องจากกระทบต่อการคาดการณ์รายได้และกำไรในอนาคต ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลงอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามผลการเจรจาระหว่าง AOT และคิงเพาเวอร์ ว่าจะออกมาในรูปแบบใด เช่น อาจมีการปรับลดค่าตอบแทน หรือยกเลิกสัญญาบางส่วน หรือยกเลิกทั้งหมด ซึ่งแต่ละแนวทางจะมีผลกระทบที่แตกต่างกัน

ขณะเดียวกัน กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการสัญญาสัมปทานระยะยาวภายใต้สภาพเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่ผันผวน AOT อาจต้องพิจารณารูปแบบสัญญาให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นในอนาคต

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...