โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โชห่วย-ห้างใหญ่แย่! ยอดรูดบัตร “ติดลบ” รับเศรษฐกิจไทยซึม

อีจัน

อัพเดต 01 ก.ค. 2568 เวลา 12.11 น. • เผยแพร่ 30 มิ.ย. 2568 เวลา 03.02 น. • อีจัน

วันนี้ (29 มิ.ย.68) ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยปี 2568 จะขยายตัวที่ 2% จากเดิมคาดว่าจะขยายตัวที่ 3% สาเหตุจากเริ่มปีนี้ 2-3 เดือนที่ผ่านมา โดยภาคการส่งออก การท่องเที่ยว การลงทุนเอกชน และการลงทุนจากภาครัฐบาลชะลอตัวลง

ซึ่งหลังจากเทรนด์เรื่องส่งออก ภาษีสหรัฐฯ และการท่องเที่ยวเริ่มซึมตัว และเรื่องข่าวลือต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงเรื่องแผ่นดินไหว ทำให้ปีนี้มีแรงต้านเยอะ ภาคการส่งออกที่คาดว่าจะดี เศรษฐกิจโลกที่คิดว่าจะฟื้นคงไม่เป็นไปตามที่คิดไว้

หากย้อนไปต้นปี 2568 การส่งออกเหมือนจะดี แต่ช่วงครึ่งหลังปีนี้เริ่มไม่แน่ใจ เนื่องจากช่วงต้นปีเร่งฟื้นตัว เพราะกังวลปัญหาภาษีสหรัฐฯ จากปกติคนสหรัฐฯ สต็อกสินค้า 3 เดือน ขณะนี้น่าจะสต็อกสินค้าไปถึงช่วงคริสมาต์แล้ว ทำให้ปลายปีนี้การส่งออกอาจจะไม่ฟื้นขึ้นเหมือนเดิม

ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวมีปัญหาเกิดขึ้น ตั้งแต่ต้นเดือนก.พ. มีเหตุการณ์นักแสดงจีนถูกลักพาตัวในไทย ทำให้จากเดิมการท่องเที่ยว +20% ตอนนี้เริ่มติดลบ 2-3% ซึ่งกว่าจะกลับมาได้ไม่ง่าย เพราะจากอดีตเมื่อสถานการณ์ในประเทศมีปัญหา การท่องเที่ยวจะกลับมาฟื้นตัวภายใน 4 เดือน แต่ขณะนี้ผ่านมา 5 เดือน นักท่องเที่ยวยังไม่กลับเข้าไทย ถ้าปีนี้ได้นักท่องเที่ยวถึง 35.5 ล้านคน เหมือนปีก่อนก็ดีแล้ว

“ส่วนนักท่องเที่ยวที่ยังไม่กลับมาคือกลุ่มทัวร์จีน และนักท่องเที่ยวเมืองเล็กๆ แต่นักท่องเที่ยวรูปแบบครอบครัวยังมาอยู่ นักท่องเที่ยวยุโรปมาไทย +18% แต่โดยรวมจำนวนยังไม่ได้ ทำให้หนักใจว่าการส่งออก ท่องเที่ยวก็ไม่ดี”ดร.กอบศักดิ์กล่าว

นอกจากนี้ ปัญหาการเมืองทำให้ความกระฉับกระเฉงในการขับเคลื่อนนโยบายลดลง ทำให้แรงส่งการเมืองจากนโยบายภาครัฐมีบ้างแต่ไม่มาก ส่งผลให้ปรับจีดีพีลง 2% รวมความเสี่ยงแล้ว หากแย่สุดจีดีพีอาจจะอยู่ที่ 1.5%

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังเร็วเกินไปจะปรับลดประมาณการ เพราะขณะนี้ไม่รู้ว่าทรัมป์จะทำไรเพิ่ม จะให้ภาษีไทยเท่าไหร่ และโจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้ลูกค้าผ่านไปได้ เพราะเศรษฐกิจไทยน่ากังวลใจ

ดร.กอบศักดิ์กล่าวว่า เริ่มเห็นสัญญาณจากร้านสะดวกซื้อยอดขายเดือนเม.ย.-พ.ค.68 ไม่ดี ห้างใหญ่ๆ ยอดรูดบัตรติดลบ ยอดขายสินค้าไม่ดี ร้านอาหารปิด รวมถึงมีการปิดโรงงาน โดยรวมปีนี้โจทย์ที่แท้จริงคือทำให้ลูกค้าอยู่ได้ และขอให้ประคับประคองตน และปรับเปลี่ยนธุรกิจไปสู่ยุคใหม่

ขณะนี้ต้องดูความเสี่ยงในประเทศและนอกประเทศ เพราะจากสงครามอิหร่าน-อิสราเอล เกิดความขัดแย้ง 12 วัน ทำให้มองว่าโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง

ส่วนท่องเที่ยวกังวลใจ เพราะท่องเที่ยวไทยไม่ใช่เบอร์ 1 แล้ว เพราะญี่ปุ่นเยอะกว่าไทย รวมถึงมาเลเซียเริ่มตีตื้นขึ้นมาแล้ว ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางการเมืองทำให้นักธุรกิจลังเลใจ รวมถึงปัญหานอกประเทศ ทำให้การลงทุนชะลอตัวลง

ดร.กอบศักดิ์กล่าวว่า มองกรณีที่ทรัมป์ ขึ้นภาษีไทยจากระดับ 36-37% ลดลงในระดับ 15-20% ถือเป็นระดับที่ดีแล้ว ไม่คาดหวังว่าจะลดลงที่ 0% ซึ่ง 10% ถือว่าหรูมากแล้ว และ 15-20% ถือว่าใช้ได้ ถ้าเกิดเป็นลักษณะนี้สินค้าไทยจะได้เปรียบสินค้าจีน ที่ถูกเก็บภาษีที่ 30% อย่างน้อย ทำให้การส่งออกดีขึ้นช่วงปลายปีนี้

เพียงแต่ไทยจะมีปัญหาอีกคือสินค้าจีน ที่ส่งสินค้าไปสหรัฐฯ ไม่ได้ ก็ต้องหาตลาดใหม่เพื่อส่งสินค้าให้ได้ ซึ่งการให้ปรับ 90 วัน คือให้เวลาในการปรับตัว เพราะถ้าการเก็บภาษีมีผลทันทีทำให้ธุรกิจลำบาก เมื่อมีระยะเวลา 90 วัน ทำให้ทุกคนต้องรีบส่งของก่อน 90 วัน และเพื่อหาตลาดใหม่ในพื้นที่ต่างๆ

ช่วง 1-2 เดือนนี้สหรัฐฯ จะเฉลยตัวเลขภาษี จะทำให้รู้ว่าไทยอยู่ระดับใด หากไทยต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน หรือคู่แข่ง เศรษฐกิจไทยจะไปได้ ดังนั้น การปรับประมาณการต้องรอดูตัวเลขนี้ก่อน

ดร.กอบศักดิ์กล่าวว่า หลังจากแผ่นดินไหว ทำให้การท่องเที่ยวซึมตัว รวมถึงเกิดการประท้องในประเทศ ขณะนี้ยังไม่รู้ว่าการเมืองจะจบอย่างไร ทำให้นักท่องเที่ยวมองว่าเป็นความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังเร็วเกินไปจะฟันธงว่าการเมืองจะจบอย่างไร จึงยังปรับประมาณการชัดเจนไม่ได้

อย่างไรก็ตาม การลงทุนโดยตรงดีเสมอ เช่น เดือนพ.ค. เปิดการประชุม 1 ครั้งได้เงินลงทุนนับแสนล้านบาท ล่าสุด มีการประชุมมีเงินลงทุน 2.5 หมื่นล้านบาท มองว่าไทยยังเป็นจุดหมายการลงทุน ซึ่งไทยต้องดูว่าทำอย่างไรจะเปิดให้นักลงทุนลงทุนได้ไวขึ้นจะดีกับไทย รวมถึงทำอย่างไรเปิดให้ชาวต่างชาติมาอยู่ในไทยมากขึ้น เพื่อเปิดรับการลงทุนในไทยมากขึ้น

ทั้งนี้ หากงบประมาณมีจำกัด ควรจะเลือกใส่ไปในส่วนสำคัญ เช่น การอัดเงินไปที่ ททท. ให้ทำโปรโมชั่นดีๆ จะทำให้ดีขึ้น การส่งออก ต้องหาประเทศอื่นๆ ที่ดีกว่าสหรัฐฯ เพื่อหาตลาดใหม่ นอกจากนี้ เร่งให้รัฐบาลเร่งเจรจาเพราะสหรัฐฯ ต้องการผลลัพธ์ที่ดี ถ้าไทยทำได้ดีกว่าประเทศอื่นก็จะเป็นสิ่งสนับสนุนเศรษฐกิจได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...