โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

SET Reboot! รีเซ็ตความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย ภารกิจใหญ่ "อัสสเดช คงสิริ"

PostToday

อัพเดต 10 ก.ค. 2568 เวลา 05.01 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. 2568 เวลา 11.36 น.

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเดินทางผ่านวิกฤตเศรษฐกิจและความผันผวนมากว่า 5 ทศวรรษ จากจุดเริ่มต้นในปี 2518 ที่มีบริษัทจดทะเบียนเพียง 8 แห่ง จนปัจจุบันมีมากกว่า 800 บริษัท ระดมทุนรวมกว่า 6 ล้านล้านบาท ถือเป็นก้าวสำคัญที่ผลักดันเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

แต่ทุกช่วงขาขึ้น-ขาลง ล้วนทิ้งร่องรอยเป็นบทเรียนสำคัญที่ผลักดันให้ตลาดต้อง "ปรับตัว" อย่างไม่หยุดนิ่ง

วันนี้ ภายใต้การนำของ "อัสสเดช คงสิริ" ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ คนที่ 14 ซึ่งใกล้ครบวาระ 1 ปี ในวันที่ 19 กันยายน 2567 ตลาดทุนไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนอีกครั้ง!

จุดที่ไม่ใช่แค่การ "ประคองตัว" แต่ต้องเร่ง "สร้างโอกาสใหม่" เพื่อฟื้นความเชื่อมั่น ดึงดูดนักลงทุน และวางรากฐานให้ตลาดทุนไทยก้าวสู่อนาคตที่แข็งแกร่ง ยั่งยืน และแข่งขันได้ในระดับโลก

การเดินทางของตลาดหลักทรัพย์ฯนับจากนี้คือเรื่อง "ความเชื่อมั่น" ที่ต้องเร็ว แต่ความเชื่อมั่นมีหลายมุมมอง ทั้งความเชื่อมั่นในบริษัท ความเชื่อมั่นอุตสาหกรรม ความเชื่อมั่นตลาดทุนโดยรวม หรือความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของประเทศ

ตลาดหลักทรัพย์ในฐานะที่เรียกว่า "หัวใจ หรืออวัยวะสำคัญของตลาดทุน" มีบทบาทหน้าที่ในการสร้างโอกาสให้แขนขามือไม้ของตลาดทุน สมองของตลาดทุนกลับมาร่วมมือกันสร้างความเชื่อมั่นได้

ซึ่งโครงการ "จัมพ์พลัส (JUMP+)" เป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อมั่นคือถ้าบริษัทจดทะเบียนโดยรวมมีความน่าสนใจมากขึ้น มีการเติบโตชัดเจนขึ้น นักลงทุนต่างประเทศที่เคยไปพูดคุยตลอดเวลาจะกลับมาสนใจเรา ตอนนี้ต่างชาติอยากจะสนใจประเทศไทยมากแต่เราต้องมีหลักฐานให้เขาสนใจก่อน

ส่วนตัวมองว่า S-Curve อาจจะมองระยะกลางถึงระยะยาวต้องใช้เวลา ในวันนี้ต้องยอมรับว่าในเชิงบริษัทสตาร์ทอัพ บริษัทที่เป็น New Economy ของประเทศไทยยังค่อนข้างเล็ก ตลท.ต้องเสริมสร้างในระยะกลางถึงยาว แต่ในระยะสั้นสิ่งที่ ตลท. มีอยู่ทําอย่างไรให้กลับมาเติบโตมั่งคั่งเหมือนเดิม ฉะนั้นต้องดูหลายมิติ

แนวทางการฟื้นความเชื่อมั่นในตอนนี้ถือว่าบริษัทจดทะเบียนที่นอกแถวเริ่มน้อยลง ตลท.ร่วมงานกับสํานักงาน ก.ล.ต. ค่อนข้างมากในการสร้างระบบที่จะดําเนินการในคดีต่างๆให้เร็วขึ้น

"เราทำงานกันอย่างจริงจังถือเป็นเรื่องที่ดี ผมหวังว่าจะสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้ที่คิดจะทําไม่ดีได้"

ส่วนงานในทางต้นน้ำของ ตลท. คือต้องส่งข้อมูลให้ ก.ล.ต. อย่างรวดเร็ว การเตือนนักลงทุนได้ทันท่วงที การขอให้บริษัทต่างๆถ้ามีการปฎิบัติที่น่าสงสัยต้องเปิดเผยข้อมูลให้เร็วขึ้น

"วันนี้ต้องยอมรับว่างบการเงินของบริษัทจดทะเบียนประกาศออกมาพร้อมกันที่เราตรวจหมายเหตุของ 800 กว่าบริษัทในงบการเงิน ถ้าไม่มีเทคโนโลยีช่วยคงต้องใช้เวลาเป็นปี ดังนั้นการนําเทคโนโลยีมาช่วยตรวจสอบช่วยให้เร็วขึ้น"

ความคืบหน้าการดึงต่างชาติลงทุนไทย ?

ตอนนี้กําลังร่วมมือหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะ ก.ล.ต. ผู้รักษากฎเกณฑ์ในการนำบริษัทเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สําคัญตรงที่ไทยต้องทําอย่างไรให้บริษัทต่างประเทศจดทะเบียนในบ้านเราได้ง่ายขึ้น

รวมถึงอยู่ระหว่างพูดคุยกับทางสํานักงานบีโอไอว่าบริษัทที่จะมาลงทุนมีธุรกิจไหนที่อาจจะน่าสนใจ พร้อมที่จะมาระดมทุนในประเทศไทย เราจะแก้กฎเกณฑ์ให้ดูแลให้มันเกิดขึ้นได้เร็วขึ้นได้หรือไม่ เพราะส่วนใหญ่โครงการที่ผ่านบีโอไอจะเป็นโครงการใหม่ ส่วนใหญ่ในจีนหรือยุโรปจะมีธุรกิจที่แข็งแกร่งที่สามารถเข้าตลาดทุนผ่านตลาดได้หรือไม่

มาตรการ Capped Weight ลดความผันผวนดัชนีหุ้นแค่ไหน ?

ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ศึกษา Capped Weight จากเดิมใช้ free float แต่วันนี้ใช้เกณฑ์ Capped Weight จำกัดน้ำหนักหุ้นรายตัวที่ 10% ในดัชนี SET50-SET100 ให้นักลงทุนสถาบันใช้เป็น benchmark ที่อาจจะคิดว่าเหมาะสมมากขึ้น

หัวใจสําคัญของเรื่องนี้คือผลสําเร็จ ถ้านักลงทุนสถาบันเปลี่ยนมาใช้เกณฑ์นี้ ที่ยังไม่มีที่ไหนในโลกที่คํานวณ ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีหุ้นตัวเดียวที่โดนเกณฑ์นี้ ถ้ามีหลายตัวที่โดนน่าจะเป็น good propert เพิ่ม

วิธีคิดแก้ปัญหาเรื่องสภาพคล่องหายไป ?

สภาพคล่องไม่ได้เป็นต้นทาง ตลท.ไม่สามารถบังคับให้นักลงทุนเข้าซื้อลงทุนได้ ดังนั้นการพยายามปลดล็อคสภาพคล่องได้ดี กลับมาที่เรื่องของ"ปัจจัยพื้นฐาน" ถ้าผลิตภัณฑ์ของเราน่าสนใจ มีโอกาสที่จะโตก้าวกระโดด"จัมพ์พลัส" ก้าวกระโดดในมูลค่าและรายได้ เชื่อว่าความสนใจจะกลับมา เม็ดเงินลงทุนจะกลับมา ตลาดจะคึกคักขึ้น

วันนี้ที่หุ้นขึ้น หุ้นลง เป็นเรื่องของดีมานด์ซัพพลายถ้าของที่น่าสนใจคนแย่งกันซื้อ แต่หากมีที่น่าสนใจกว่านักลงทุนก็อาจขายเพื่อไปซื้อที่อื่นแทน คือหุ้นลงขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานที่ต้องพยายามแก้ให้ดีขึ้น นี่ไม่ใช่ระยะสั้นแต่เป็นระยะยาว

"สิ่งที่อยากเห็นตลาดหลักทรัพย์ฯใน 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปีข้างหน้า คือการสร้างโอกาส สร้างทางเลือกให้นักลงทุนในประเทศอยากให้สูงขึ้น คือเราต้องศึกษาว่าการลงทุนในประเทศอื่นที่พัฒนาแล้วมีทางเลือกอะไรบ้าง แล้วเราควรจะนําผลิตภัณฑ์พวกนั้นมาพัฒนาในประเทศของเราหรือไม่ ไม่ว่าพื้นฐานจะเป็นหุ้นธุรกิจไทย หรือจะเป็นหุ้นต่างประเทศ ฉะนั้น DR เป็นอะไรที่ผมไม่ได้เป็นคนริเริ่ม แต่ตลาดทําหน้าที่ได้ถูกต้องในการสร้างโอกาส และยังต้องหาผลิตภัณฑ์ ต้องมีองค์ความรู้เพื่อที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างโอกาสในอนาคตต่อไป"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...