รายงาน UNESCO เผยการลงทุนกับการศึกษาในระดับประเทศและระดับนานาชาติกำลังลดลง
ข้อมูลประมาณการเมื่อเร็ว ๆ นี้ขององค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก:UNESCO) ชี้ว่า ปัจจุบันมีเด็กและเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษาทั่วโลกจำนวน 272 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้มี 18 ล้านคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในประเทศไทย นักเรียนอายุ 15 ปีที่มีทักษะพื้นฐานขั้นตํ่าด้านการอ่านมีสัดส่วนลดลงจากร้อยละ 50 ในปี 2558 เหลือร้อยละ 35 ในปี 2565 ขณะที่ผลด้านคณิตศาสตร์ลดลงจากร้อยละ 46 เหลือเพียงร้อยละ 32 ในช่วงเวลาเดียวกัน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยูเนสโกและกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาได้ร่วมมือกันผ่านโครงการ Learning Coin (โครงการเปลี่ยนการอ่านเป็นทุนการศึกษา) เพื่อสนับสนุนเด็กและเยาวชนด้อยโอกาสในการสร้างพฤติกรรมรักการอ่านตลอดชีวิตโดยอาศัยการเรียนรู้ผ่านสื่อพกพา เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาได้รับประโยชน์จากโครงการนี้แล้วกว่า 1,000 คน การเดินหน้าเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษายังคงเป็นเส้นทางสำคัญเพื่อพัฒนาให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น
ข้อมูลดังกล่าวได้รับการบรรจุไว้ในผลสรุปรายงานการติดตามผลการศึกษาทั่วโลก(Global Education Monitoring Report – GEM Report) ของยูเนสโก ประจำปี 2567/2568 ฉบับภาษาไทย ว่าด้วย ‘การเป็นผู้นำทางการศึกษานำสู่การเรียนรู้’ ซึ่งได้รับการเผยแพร่เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568
รายงานฉบับนี้กล่าวถึงความท้าทายของภาคการศึกษา รวมถึงการขาดการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศที่มีรายได้น้อย และความจำเป็นในการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เช่น การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อการเปลี่ยนแปลง
ในงานเปิดตัวรายงาน ซึ่งจัดโดยสำนักงานยูเนสโกส่วนภูมิภาค ณ กรุงเทพฯ และสำนักงานเพื่อการประสานงานสหประชาชาติในเอเชียและแปซิฟิก (ยูเนสโก กรุงเทพฯ) ร่วมกับคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย และสำนักเลขาธิการซีมีโอ (SEAMEO Secretariat) ผู้เชี่ยวชาญได้ร่วมกันอภิปรายถึงความจำเป็นของภาวะผู้นำทางการศึกษาที่เข้มแข็งในการรับมือกับความท้าทายเหล่านี้และปิดช่องว่างให้กับผู้เรียนที่ยังคงถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง ผู้เชี่ยวชาญเรียกร้องให้มีการลงทุนในภาวะผู้นำด้านการศึกษาทั้งในระดับโรงเรียนและระดับระบบ เพื่อฟื้นฟูการดำเนินงานให้คืบหน้าไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเป้าหมายที่ 4 (Sustainable Development Goal 4 – SDG 4) ว่าด้วยการศึกษาที่มีคุณภาพ
‘รายงานฉบับภาษาไทยนี้ได้รับการจัดทำในช่วงเวลาสำคัญ’ นางมารีนา ปาทรีเย รองผู้อำนวยการและหัวหน้าฝ่ายการศึกษาของยูเนสโก กรุงเทพฯ กล่าว ‘จากการผลักดันนโยบาย Zero Dropout (มาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์) ไปจนถึงการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในโรงเรียน ประเทศไทยกำลังดำเนินการปฏิรูปการศึกษาอย่างมุ่งมั่น รายงานฉบับนี้นำเสนอแนวทางที่ทันต่อสถานการณ์ว่า ภาวะผู้นำที่เข้มแข็งและคำนึงถึงทุกคนจะช่วยผลักดันให้ความพยายามเหล่านี้นำไปสู่ความก้าวหน้าได้อย่างแท้จริง โดยตั้งอยู่บนหลักของความเสมอภาค หลักฐาน และความสำคัญระดับชาติ’
รายงานประจำปี 2567/2568 ยังคาดการณ์ว่า ความช่วยเหลือด้านการศึกษาทั่วโลกจะลดลงมากกว่าร้อยละ 25 ภายในปี 2570 เนื่องจากการลดลงของความช่วยเหลือโดยรวมและการที่การศึกษาได้รับความสำคัญน้อยลง ขณะเดียวกัน รัฐบาลหลายประเทศยังลดสัดส่วนงบประมาณด้านการศึกษาในประเทศลงอีกด้วย การขาดแคลนงบประมาณกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
การลงทุนกับการศึกษาในระดับประเทศและระดับนานาชาติกำลังลดลง
- การใช้จ่ายด้านการศึกษาของภาครัฐทั่วโลกลดลง 0.4 จุดร้อยละของจีดีพี ระหว่าง ค.ศ. 2015 และ ค.ศ. 2022 ระดับมัธยฐานลดจากร้อยละ 4.4 เป็นร้อยละ 4
- สัดส่วนของการศึกษาในการใช้จ่ายของภาครัฐโดยรวมลดลง 0.6 จุุดร้อยละจากร้อยละ 13.2 ใน ค.ศ. 2015 เป็นร้อยละ12.6 ใน ค.ศ. 2022
- ภาระการชำระหนี้ที่เพิ่มขึ้น มีผลกระทบต่อการใช้จ่ายด้านการศึกษา กลุ่มประเทศภูมิภาคแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮาราใช้จ่ายเพื่อชำระหนี้ใน ค.ศ. 2022 เกือบจะเท่ากับที่ใช้จ่ายด้านการศึกษา
- ในส่วนของเกณฑ์มาตรฐานคู่ระดับนานาชาติในการใช้จ่ายอย่างน้อยร้อยละ 4 ของจีดีพี และอย่างน้อยร้อยละ 15 ของค่าใช้จ่ายภาครัฐเพื่อการศึกษา พบว่า 59 ประเทศจาก 171 ประเทศไม่บรรลุทั้งสองเกณฑ์
- ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาต่อเด็กหนึ่งคนค่อนข้างคงที่ตั้งแต่ ค.ศ. 2010
- สัดส่วนความช่วยเหลือ ด้านการศึกษาลดลงจากร้อยละ 9.3 ในค.ศ. 2019 เป็นร้อยละ 7.6 ใน ค.ศ.2022
ใน ค.ศ. 2022 การใช้จ่ายด้านการศึกษาของโลก ซึ่งแบ่งตามสัดส่วนจากรัฐบาล ผู้ให้ทุน และครัวเรือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 เป็น 5.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐแม้ว่าการใช้จ่ายด้านการศึกษาของรัฐบาลลดลงจาก 4.39 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเป็น 4.33 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ระดับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของภาครัฐทั่วโลกลดลง 0.3 เป็น 0.4 จุดร้อยละของจีดีพี ระหว่าง ค.ศ. 2015 ถึง ค.ศ. 2022 โดยระดับมัธยฐานลดลงจากร้อยละ 4.4 เป็นร้อยละ 4 และระดับค่าเฉลี่ยลดลงจากร้อยละ 4.6 เป็นร้อยละ 4.3 หากใช้ค่ามัธยฐานเป็นเกณฑ์วัดจะพบว่าการใช้จ่ายด้านการศึกษาของภาครัฐเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศรายได้ต่ำจากร้อยละ 2.6 ใน ค.ศ. 2010 เป็นร้อยละ 3.2 ใน ค.ศ. 2015 และร้อยละ 3.8 ใน ค.ศ. 2022 ในทางตรงกันข้ามค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของภาครัฐในประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำกว่าลดลงจากร้อยละ 4.5 ใน ค.ศ. 2013 เป็นร้อยละ 3.5 ใน ค.ศ. 2021
เงินช่วยเหลือด้านการศึกษา โดยรวมขึ้นถึงระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 16.6 พันล้านเหรียญสหรัฐใน ค.ศ. 2022 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 14.3 พันล้านเหรียญสหรัฐใน ค.ศ. 2021 โดยเป็นการเติบโตขึ้นในมูลค่าจริงร้อยละ 16 เมื่อเทียบปีต่อปี แม้ว่าปริมาณเงินช่วยเหลือ ด้านการศึกษาโดยรวมจะเพิ่มขึ้นแต่สัดส่วนของภาคการศึกษาในโอดีเอทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 8.2 ใน ค.ศ.2013 เป็นร้อยละ 9.3 ใน ค.ศ. 2019 กลับลดลงเหลือร้อยละ 7.6 ใน ค.ศ. 2022 การเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งเป็นแหล่งเงินที่สำคัญที่เป็นไปได้ในการระบุถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ไม่ได้มีการนำมาใช้ในด้านการศึกษาเลย
ภาคครัวเรือนมีสัดส่วนประมาณหนึ่งในสี่ของการใช้จ่ายด้านการศึกษาของโลก ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในปีที่ผ่าน ๆ มาภาคครัวเรือนในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับล่างจัดสรรงบประมาณของครัวเรือนเฉลี่ยร้อยละ 2.9 เพื่อการศึกษา เปรียบเทียบกับร้อยละ 1.3 ในกลุ่มประเทศรายได้สูง ในบางประเทศเช่นประเทศอินเดียค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของครัวเรือนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.1 เป็นร้อยละ 2.8 ของจีดีพี ระหว่าง ค.ศ. 2010 ถึงค.ศ. 2021 ในขณะที่ประเทศอื่นเช่นประเทศเคนยาลดลงจากร้อยละ 4.3 เป็นร้อยละ 3 ในช่วงเวลาเดียวกัน มีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างภูมิภาค เช่นครัวเรือนในประเทศนามิเบียใช้จ่ายด้านการศึกษามากกว่าครัวเรือนในประเทศเซเนกัล 6 เท่่า
การเผยแพร่ผลสรุุปรายงานการติดตามผลการศึกษาทั่วโลกประจำปี 2567 (GEM Report 2023) ฉบับภาษาไทย ว่าด้วยเทคโนโลยีกับการศึกษา
ภายในงานเดียวกัน ยังมีการเปิดตัวผลสรุปรายงานการติดตามผลการศึกษาทั่วโลกประจำปี 2567 ฉบับภาษาไทยในหัวข้อ ‘เทคโนโลยีกับการศึกษา: เครื่องมือโดยเงื่อนไขของใคร?’ ซึ่งศึกษาว่าเทคโนโลยีสามารถช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ส่งเสริมความเสมอภาค และขยายโอกาสทางการศึกษาได้อย่างไร พร้อมทั้งเตือนว่า หากไม่มีการออกแบบที่คิดมารอบด้าน การกำกับดูแล และภาวะผู้นำที่เหมาะสม เทคโนโลยีใหม่ ๆ อาจยิ่งเพิ่มช่องว่างทางดิจิทัล และเบี่ยงเบนทรัพยากรจากเรื่องสำคัญพื้นฐานในระบบการศึกษา แม้กระทั่งในประเทศรายได้ปานกลางระดับบนอย่างประเทศไทย ต้นทุนในการเชื่อมต่อโรงเรียนทั้งหมดกับอินเทอร์เน็ตก็สูงถึงประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยยังไม่รวมต้นทุนการติดตั้ง
รายงานยังชี้ว่า เมื่อปี 2564 มีเพียงร้อยละ 43 ของโรงเรียนระดับประถมศึกษาในประเทศไทยที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอน และมีเพียงร้อยละ 27 ที่มีสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลอย่างเพียงพอ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้านความพร้อมของครูก็ยังเป็นอีกความท้าทายและมีความแตกต่างหลากหลายมากในภูมิภาค
ประเทศไทยได้มีความก้าวหน้าอย่างมากในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อการเปลี่ยนแปลงในการศึกษา โดยมุ่งเน้นยิ่งในการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและส่งเสริมความเสมอภาค ด้วยการสนับสนุนจากหัวเว่ยและยูเนสโก ประเทศไทยได้เปิดตัวโครงการโรงเรียนแบบเปิดที่อาศัยเทคโนโลยีเพื่อทุกคน (Technology-enabled Open Schools for All initiative) เพื่อส่งเสริมทักษะทางดิจิทัลและสมรรถนะด้านเอไอให้กับครูและนักเรียน ยูเนสโกยังให้การสนับสนุนศูนย์การเรียนรู้สำหรับนักเรียนข้ามชาติ 63 แห่งในจังหวัดตาก เพื่อช่วยลดช่องว่างการเข้าถึงการเรียนรู้ผ่านระบบดิจิทัลสำหรับผู้เรียนที่เปราะบางที่สุด
นายมานอส แอนโทนินิส ผู้อำนวยการ GEM Report ของยูเนสโก กล่าวว่า ‘หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญความท้าทายสองด้านพร้อมกัน ทั้งการขยายโอกาสทางดิจิทัลและการแก้ไขความเหลื่อมลํ้าเชิงระบบ ด้วยทรัพยากรที่มีจำกัดมากขึ้น การจัดลำดับความสำคัญด้านการใช้จ่ายยิ่งเป็นสิ่งจำเป็น ภาวะผู้นำที่เข้มแข็งคือกุญแจสำคัญในการผลักดันให้ระบบการศึกษามุ่งเน้นไปที่สิ่งที่จะรับประกันได้ว่า เราจะมีการศึกษาที่มีคุณภาพและครอบคลุมสำหรับทุกคน ไม่ถูกเบี่ยงเบนด้วยเครื่องมือใหม่เพียงเพราะความแปลกใหม่’
เกี่ยวกับยูเนสโก
องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ซึ่งมีประเทศสมาชิก 194 ประเทศ มีส่วนสนับสนุนสันติภาพและความมั่นคงโดยเป็นผู้นำความร่วมมือพหุภาคีด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม การสื่อสารและสารสนเทศ ยูเนสโกมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงปารีส มีสำนักงานสาขาใน 54 ประเทศ และมีพนักงานมากกว่า 2,300 คน ยูเนสโกกำกับดูแลแหล่งมรดกโลก พื้นที่สงวนชีวมณฑล และอุทยานธรณีโลกมากกว่า 2,000 แห่ง และกำกับดูแลเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ เมืองแห่งการเรียนรู้ และเมืองแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน นอกจากนี้ ยังกำกับดูแลโรงเรียนภายใต้โครงการการศึกษาเพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างชาติ เครือข่าย UNESCO Chair ในมหาวิทยาลัย และสถาบันฝึกอบรมและวิจัย รวมกว่า 13,000 แห่ง ผู้อำนวยการใหญ่ของยูเนสโกคือ ออเดรย์ อาซูเลย์