โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รายงาน UNESCO เผยการลงทุนกับการศึกษาในระดับประเทศและระดับนานาชาติกำลังลดลง

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 10 ก.ค. 2568 เวลา 19.37 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. 2568 เวลา 16.36 น.

ข้อมูลประมาณการเมื่อเร็ว ๆ นี้ขององค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก:UNESCO) ชี้ว่า ปัจจุบันมีเด็กและเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษาทั่วโลกจำนวน 272 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้มี 18 ล้านคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในประเทศไทย นักเรียนอายุ 15 ปีที่มีทักษะพื้นฐานขั้นตํ่าด้านการอ่านมีสัดส่วนลดลงจากร้อยละ 50 ในปี 2558 เหลือร้อยละ 35 ในปี 2565 ขณะที่ผลด้านคณิตศาสตร์ลดลงจากร้อยละ 46 เหลือเพียงร้อยละ 32 ในช่วงเวลาเดียวกัน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยูเนสโกและกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาได้ร่วมมือกันผ่านโครงการ Learning Coin (โครงการเปลี่ยนการอ่านเป็นทุนการศึกษา) เพื่อสนับสนุนเด็กและเยาวชนด้อยโอกาสในการสร้างพฤติกรรมรักการอ่านตลอดชีวิตโดยอาศัยการเรียนรู้ผ่านสื่อพกพา เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาได้รับประโยชน์จากโครงการนี้แล้วกว่า 1,000 คน การเดินหน้าเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษายังคงเป็นเส้นทางสำคัญเพื่อพัฒนาให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น

ข้อมูลดังกล่าวได้รับการบรรจุไว้ในผลสรุปรายงานการติดตามผลการศึกษาทั่วโลก(Global Education Monitoring Report – GEM Report) ของยูเนสโก ประจำปี 2567/2568 ฉบับภาษาไทย ว่าด้วย ‘การเป็นผู้นำทางการศึกษานำสู่การเรียนรู้’ ซึ่งได้รับการเผยแพร่เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568

รายงานฉบับนี้กล่าวถึงความท้าทายของภาคการศึกษา รวมถึงการขาดการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศที่มีรายได้น้อย และความจำเป็นในการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เช่น การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อการเปลี่ยนแปลง

ในงานเปิดตัวรายงาน ซึ่งจัดโดยสำนักงานยูเนสโกส่วนภูมิภาค ณ กรุงเทพฯ และสำนักงานเพื่อการประสานงานสหประชาชาติในเอเชียและแปซิฟิก (ยูเนสโก กรุงเทพฯ) ร่วมกับคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย และสำนักเลขาธิการซีมีโอ (SEAMEO Secretariat) ผู้เชี่ยวชาญได้ร่วมกันอภิปรายถึงความจำเป็นของภาวะผู้นำทางการศึกษาที่เข้มแข็งในการรับมือกับความท้าทายเหล่านี้และปิดช่องว่างให้กับผู้เรียนที่ยังคงถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง ผู้เชี่ยวชาญเรียกร้องให้มีการลงทุนในภาวะผู้นำด้านการศึกษาทั้งในระดับโรงเรียนและระดับระบบ เพื่อฟื้นฟูการดำเนินงานให้คืบหน้าไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเป้าหมายที่ 4 (Sustainable Development Goal 4 – SDG 4) ว่าด้วยการศึกษาที่มีคุณภาพ

‘รายงานฉบับภาษาไทยนี้ได้รับการจัดทำในช่วงเวลาสำคัญ’ นางมารีนา ปาทรีเย รองผู้อำนวยการและหัวหน้าฝ่ายการศึกษาของยูเนสโก กรุงเทพฯ กล่าว ‘จากการผลักดันนโยบาย Zero Dropout (มาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์) ไปจนถึงการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในโรงเรียน ประเทศไทยกำลังดำเนินการปฏิรูปการศึกษาอย่างมุ่งมั่น รายงานฉบับนี้นำเสนอแนวทางที่ทันต่อสถานการณ์ว่า ภาวะผู้นำที่เข้มแข็งและคำนึงถึงทุกคนจะช่วยผลักดันให้ความพยายามเหล่านี้นำไปสู่ความก้าวหน้าได้อย่างแท้จริง โดยตั้งอยู่บนหลักของความเสมอภาค หลักฐาน และความสำคัญระดับชาติ’

รายงานประจำปี 2567/2568 ยังคาดการณ์ว่า ความช่วยเหลือด้านการศึกษาทั่วโลกจะลดลงมากกว่าร้อยละ 25 ภายในปี 2570 เนื่องจากการลดลงของความช่วยเหลือโดยรวมและการที่การศึกษาได้รับความสำคัญน้อยลง ขณะเดียวกัน รัฐบาลหลายประเทศยังลดสัดส่วนงบประมาณด้านการศึกษาในประเทศลงอีกด้วย การขาดแคลนงบประมาณกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

การลงทุนกับการศึกษาในระดับประเทศและระดับนานาชาติกำลังลดลง

  • การใช้จ่ายด้านการศึกษาของภาครัฐทั่วโลกลดลง 0.4 จุดร้อยละของจีดีพี ระหว่าง ค.ศ. 2015 และ ค.ศ. 2022 ระดับมัธยฐานลดจากร้อยละ 4.4 เป็นร้อยละ 4
  • สัดส่วนของการศึกษาในการใช้จ่ายของภาครัฐโดยรวมลดลง 0.6 จุุดร้อยละจากร้อยละ 13.2 ใน ค.ศ. 2015 เป็นร้อยละ12.6 ใน ค.ศ. 2022
  • ภาระการชำระหนี้ที่เพิ่มขึ้น มีผลกระทบต่อการใช้จ่ายด้านการศึกษา กลุ่มประเทศภูมิภาคแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮาราใช้จ่ายเพื่อชำระหนี้ใน ค.ศ. 2022 เกือบจะเท่ากับที่ใช้จ่ายด้านการศึกษา
  • ในส่วนของเกณฑ์มาตรฐานคู่ระดับนานาชาติในการใช้จ่ายอย่างน้อยร้อยละ 4 ของจีดีพี และอย่างน้อยร้อยละ 15 ของค่าใช้จ่ายภาครัฐเพื่อการศึกษา พบว่า 59 ประเทศจาก 171 ประเทศไม่บรรลุทั้งสองเกณฑ์
  • ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาต่อเด็กหนึ่งคนค่อนข้างคงที่ตั้งแต่ ค.ศ. 2010
  • สัดส่วนความช่วยเหลือ ด้านการศึกษาลดลงจากร้อยละ 9.3 ในค.ศ. 2019 เป็นร้อยละ 7.6 ใน ค.ศ.2022

ใน ค.ศ. 2022 การใช้จ่ายด้านการศึกษาของโลก ซึ่งแบ่งตามสัดส่วนจากรัฐบาล ผู้ให้ทุน และครัวเรือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 เป็น 5.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐแม้ว่าการใช้จ่ายด้านการศึกษาของรัฐบาลลดลงจาก 4.39 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเป็น 4.33 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ระดับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของภาครัฐทั่วโลกลดลง 0.3 เป็น 0.4 จุดร้อยละของจีดีพี ระหว่าง ค.ศ. 2015 ถึง ค.ศ. 2022 โดยระดับมัธยฐานลดลงจากร้อยละ 4.4 เป็นร้อยละ 4 และระดับค่าเฉลี่ยลดลงจากร้อยละ 4.6 เป็นร้อยละ 4.3 หากใช้ค่ามัธยฐานเป็นเกณฑ์วัดจะพบว่าการใช้จ่ายด้านการศึกษาของภาครัฐเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศรายได้ต่ำจากร้อยละ 2.6 ใน ค.ศ. 2010 เป็นร้อยละ 3.2 ใน ค.ศ. 2015 และร้อยละ 3.8 ใน ค.ศ. 2022 ในทางตรงกันข้ามค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของภาครัฐในประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำกว่าลดลงจากร้อยละ 4.5 ใน ค.ศ. 2013 เป็นร้อยละ 3.5 ใน ค.ศ. 2021

เงินช่วยเหลือด้านการศึกษา โดยรวมขึ้นถึงระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 16.6 พันล้านเหรียญสหรัฐใน ค.ศ. 2022 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 14.3 พันล้านเหรียญสหรัฐใน ค.ศ. 2021 โดยเป็นการเติบโตขึ้นในมูลค่าจริงร้อยละ 16 เมื่อเทียบปีต่อปี แม้ว่าปริมาณเงินช่วยเหลือ ด้านการศึกษาโดยรวมจะเพิ่มขึ้นแต่สัดส่วนของภาคการศึกษาในโอดีเอทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 8.2 ใน ค.ศ.2013 เป็นร้อยละ 9.3 ใน ค.ศ. 2019 กลับลดลงเหลือร้อยละ 7.6 ใน ค.ศ. 2022 การเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งเป็นแหล่งเงินที่สำคัญที่เป็นไปได้ในการระบุถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ไม่ได้มีการนำมาใช้ในด้านการศึกษาเลย

ภาคครัวเรือนมีสัดส่วนประมาณหนึ่งในสี่ของการใช้จ่ายด้านการศึกษาของโลก ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในปีที่ผ่าน ๆ มาภาคครัวเรือนในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับล่างจัดสรรงบประมาณของครัวเรือนเฉลี่ยร้อยละ 2.9 เพื่อการศึกษา เปรียบเทียบกับร้อยละ 1.3 ในกลุ่มประเทศรายได้สูง ในบางประเทศเช่นประเทศอินเดียค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของครัวเรือนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.1 เป็นร้อยละ 2.8 ของจีดีพี ระหว่าง ค.ศ. 2010 ถึงค.ศ. 2021 ในขณะที่ประเทศอื่นเช่นประเทศเคนยาลดลงจากร้อยละ 4.3 เป็นร้อยละ 3 ในช่วงเวลาเดียวกัน มีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างภูมิภาค เช่นครัวเรือนในประเทศนามิเบียใช้จ่ายด้านการศึกษามากกว่าครัวเรือนในประเทศเซเนกัล 6 เท่่า

การเผยแพร่ผลสรุุปรายงานการติดตามผลการศึกษาทั่วโลกประจำปี 2567 (GEM Report 2023) ฉบับภาษาไทย ว่าด้วยเทคโนโลยีกับการศึกษา

ภายในงานเดียวกัน ยังมีการเปิดตัวผลสรุปรายงานการติดตามผลการศึกษาทั่วโลกประจำปี 2567 ฉบับภาษาไทยในหัวข้อ ‘เทคโนโลยีกับการศึกษา: เครื่องมือโดยเงื่อนไขของใคร?’ ซึ่งศึกษาว่าเทคโนโลยีสามารถช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ส่งเสริมความเสมอภาค และขยายโอกาสทางการศึกษาได้อย่างไร พร้อมทั้งเตือนว่า หากไม่มีการออกแบบที่คิดมารอบด้าน การกำกับดูแล และภาวะผู้นำที่เหมาะสม เทคโนโลยีใหม่ ๆ อาจยิ่งเพิ่มช่องว่างทางดิจิทัล และเบี่ยงเบนทรัพยากรจากเรื่องสำคัญพื้นฐานในระบบการศึกษา แม้กระทั่งในประเทศรายได้ปานกลางระดับบนอย่างประเทศไทย ต้นทุนในการเชื่อมต่อโรงเรียนทั้งหมดกับอินเทอร์เน็ตก็สูงถึงประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยยังไม่รวมต้นทุนการติดตั้ง

รายงานยังชี้ว่า เมื่อปี 2564 มีเพียงร้อยละ 43 ของโรงเรียนระดับประถมศึกษาในประเทศไทยที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอน และมีเพียงร้อยละ 27 ที่มีสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลอย่างเพียงพอ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้านความพร้อมของครูก็ยังเป็นอีกความท้าทายและมีความแตกต่างหลากหลายมากในภูมิภาค

ประเทศไทยได้มีความก้าวหน้าอย่างมากในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อการเปลี่ยนแปลงในการศึกษา โดยมุ่งเน้นยิ่งในการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและส่งเสริมความเสมอภาค ด้วยการสนับสนุนจากหัวเว่ยและยูเนสโก ประเทศไทยได้เปิดตัวโครงการโรงเรียนแบบเปิดที่อาศัยเทคโนโลยีเพื่อทุกคน (Technology-enabled Open Schools for All initiative) เพื่อส่งเสริมทักษะทางดิจิทัลและสมรรถนะด้านเอไอให้กับครูและนักเรียน ยูเนสโกยังให้การสนับสนุนศูนย์การเรียนรู้สำหรับนักเรียนข้ามชาติ 63 แห่งในจังหวัดตาก เพื่อช่วยลดช่องว่างการเข้าถึงการเรียนรู้ผ่านระบบดิจิทัลสำหรับผู้เรียนที่เปราะบางที่สุด

นายมานอส แอนโทนินิส ผู้อำนวยการ GEM Report ของยูเนสโก กล่าวว่า ‘หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญความท้าทายสองด้านพร้อมกัน ทั้งการขยายโอกาสทางดิจิทัลและการแก้ไขความเหลื่อมลํ้าเชิงระบบ ด้วยทรัพยากรที่มีจำกัดมากขึ้น การจัดลำดับความสำคัญด้านการใช้จ่ายยิ่งเป็นสิ่งจำเป็น ภาวะผู้นำที่เข้มแข็งคือกุญแจสำคัญในการผลักดันให้ระบบการศึกษามุ่งเน้นไปที่สิ่งที่จะรับประกันได้ว่า เราจะมีการศึกษาที่มีคุณภาพและครอบคลุมสำหรับทุกคน ไม่ถูกเบี่ยงเบนด้วยเครื่องมือใหม่เพียงเพราะความแปลกใหม่’

เกี่ยวกับยูเนสโก
องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ซึ่งมีประเทศสมาชิก 194 ประเทศ มีส่วนสนับสนุนสันติภาพและความมั่นคงโดยเป็นผู้นำความร่วมมือพหุภาคีด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม การสื่อสารและสารสนเทศ ยูเนสโกมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงปารีส มีสำนักงานสาขาใน 54 ประเทศ และมีพนักงานมากกว่า 2,300 คน ยูเนสโกกำกับดูแลแหล่งมรดกโลก พื้นที่สงวนชีวมณฑล และอุทยานธรณีโลกมากกว่า 2,000 แห่ง และกำกับดูแลเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ เมืองแห่งการเรียนรู้ และเมืองแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน นอกจากนี้ ยังกำกับดูแลโรงเรียนภายใต้โครงการการศึกษาเพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างชาติ เครือข่าย UNESCO Chair ในมหาวิทยาลัย และสถาบันฝึกอบรมและวิจัย รวมกว่า 13,000 แห่ง ผู้อำนวยการใหญ่ของยูเนสโกคือ ออเดรย์ อาซูเลย์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...