โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

แจ้งข้อหา 7 ตำรวจจราจร ผิดพ.ร.บ.อุ้มหาย คดีทำร้ายปชช. ปมจับรถผิดคัน

Amarin TV

เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 04.18 น.
อัยการ-ดีเอสไอ แจ้งข้อหา 7 ตำรวจจราจร ทำผิดพ.ร.บ.อุ้มหาย คดีทำร้ายปชช. ปมจับรถผิดคัน ให้เวลาชี้แจง 15 วัน ก่อนสรุปสำนวนส่งฟ้องศาล

อัยการ-ดีเอสไอ แจ้งข้อหา 7 ตำรวจจราจร ทำผิดพ.ร.บ.อุ้มหาย คดีทำร้ายปชช. ปมจับรถผิดคัน ให้เวลาชี้แจง 15 วัน ก่อนสรุปสำนวนส่งฟ้องศาล

จากกรณี 7 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการตำรวจจราจร ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จนถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามคำสั่งกองบังคับการตำรวจจราจรที่ 584/2567 ลงวันที่ 4 ธ.ค.67 จากเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายประชาชน เหตุเกิดบริเวณริมถนนประเสริฐมนูกิจ

เป็นเหตุให้นายธนานพ เกิดศรี บุตรชายของ พ.ต.ท.ธนชัย เกิดศรี อดีต สว.กก.2 บก.ปทส. ได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 67 เวลาประมาณ 01.40 น. ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 7 ราย ทราบว่าได้เข้าใจผิดคิดว่ารถคันที่นายธนานพ ขับมานั้นเป็นรถที่แหกด่านจุดตรวจวัดแอลกอฮอล์หลบหนี เนื่องจากเป็นรถยนต์ ยี่ห้อ รุ่น และสีเดียวกันกับรถคันที่แหกด่านหลบหนีไป กระทั่งตำรวจ 7 ราย ถูกให้ออกจากราชการไว้ก่อน

และต่อมาวันที่ 7 มี.ค. 68 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 134/2567 โดยมี นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานกำกับการสอบสวนคดีความผิดแห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผอ.กองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พร้อมด้วยพนักงานอัยการ และเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ร่วมประชุมติดตามความคืบหน้าทางคดีครั้งที่ 1 และวางกรอบแนวทางการสอบสวนขยายผล รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อพิจารณาความผิดแก่บุคคลที่เกี่ยวข้อง

กระทั่งวันที่ 18 มิ.ย. 68 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษประชุมสรุปความคืบหน้าทางคดี พร้อมลงมติเเจ้งข้อกล่าวหา 7 เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ตามฐานความผิด พ.ร.บ.อุ้มหายฯ มาตรา 5 คือ ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรงแก่ร่างกายหรือจิตใจ เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใด ก่อนนัดหมายผู้ต้องหาให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 9 ก.ค. 68 ตามที่มีการรายงานข่าวมาอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น

ล่าสุดเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 9 ก.ค. ที่ ห้องประชุม 1 ชั้น 1 กรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 134/2567 นำโดย นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานกำกับการสอบสวนคดีความผิดแห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผอ.กองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พร้อมด้วยพนักงานอัยการ และเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ร่วมกันแจ้งข้อกล่าวหาเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรกลาง 7 ราย ประกอบด้วย

1.ร.ต.อ.ทวีพงษ์ (สงวนนามสกุล) รอง สว.งานสายตรวจ 1 กก.1 บก.จร.

2.ส.ต.อ.วีรพงษ์ (สงวนนามสกุล) ผบ.หมู่ งานสายตรวจ 5 กก.1 บก.จร.

3.ส.ต.อ.ปพนธีร์ (สงวนนามสกุล) ผบ.หมู่ งานสายตรวจ 5 กก.1 บก.จร.

4.ส.ต.อ.กีรติ (สงวนนามสกุล) ผบ.หมู่ งานสายตรวจ 5 กก.1 บก.จร.

5.ส.ต.อ.วัชรวี (สงวนนามสกุล) ผบ.หมู่ งานสายตรวจ 5 กก.1 บก.จร.

6.ส.ต.อ.จักรินทร์ (สงวนนามสกุล) ผบ.หมู่ งานสายตรวจ 1 กก.1 บก.จร.

7.ส.ต.ท.ณัฐพงษ์ ดุษฎี ผบ.หมู่ งานสายตรวจ 2 กก.1 บก.จร.

ในฐานความผิด พ.ร.บ.อุ้มหายฯ มาตรา 5 คือ ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรงแก่ร่างกายหรือจิตใจ เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใด ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาตรา 309 มาตรา 310 และมาตรา 172 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561

ขณะที่ นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผอ.กองกิจการอำนวยความยุติธรรม เปิดเผยว่า สำหรับขั้นตอนในวันนี้คือการเรียกทั้ง 7 ผู้ต้องหาให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งภายหลังมีการแจ้งข้อกล่าวหาเรียบร้อยแล้ว จะต้องมีการปล่อยตัวกลับ ไม่ได้ควบคุมตัวไว้ เพราะผู้ต้องหามีการเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก ไม่มีการหลบหนี ซึ่งระหว่างนี้ภายในเวลา 2 สัปดาห์ หรือ 15 วัน ผู้ต้องหาทั้งหมดมีหน้าที่ในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาตามความประสงค์ ซึ่งถ้าหากพนักงานสอบสวนได้รับเอกสารการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแล้ว ก็จะต้องมีการตรวจสอบรายละเอียดคำให้การ เพื่อดูว่าจะต้องมีการเรียกสอบสวนปากคำเพิ่มเติมอีกหรือไม่ และเป็นการเรียกเพิ่มในประเด็นใด อย่างไรก็ตาม การสรุปสำนวนพร้อมความเห็นส่งฟ้องผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการคดีปราบปรามการทุจริต จะเกิดขึ้นภายในเดือน ส.ค. จากนั้นพนักงานอัยการคดีปราบปรามการทุจริต จะมีการสรุปสำนวนสั่งฟ้องไปยังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางต่อไป

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในเวลา 09.00 น. ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร (ผู้ต้องหา) ทยอยเดินทางเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก่อน 6 ราย ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนสวมชุดลำลอง เสื้อยืด กางเกงยีนส์ และมีการปิดบังอำพรางใบหน้าด้วยการสวมหมวกและแมสก์ และพยายามหลบเลี่ยงการบันทึกภาพของสื่อมวลชน จากนั้นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอได้พาทั้ง 6 รายขึ้นไปด้านบนอาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ห้องประชุม 1 ชั้น 1 เพื่อเข้ารับทราบข้อกล่าวหากับคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อย่างไรก็ตาม ยังเหลือผู้ต้องหาอีก 1 ราย คือ ส.ต.ท.ณัฐพงษ์ ผบ.หมู่ งานสายตรวจ 2 กก.1 บก.จร. ที่ยังไม่ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนในตอนนี้

นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานกำกับการสอบสวนคดีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ เปิดเผยว่า คณะทำงานร่วมระหว่างอัยการกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีมติว่า พยานหลักฐานในคดีเพียงพอที่จะดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันทำร้ายผู้ต้องหาจนได้รับอันตรายสาหัส โดยมีการสอบปากคำแพทย์ผู้ตรวจรักษา นักกายภาพบำบัด และผู้เชี่ยวชาญด้านสายตา ซึ่งให้การสอดคล้องกันว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง รวมถึงมีภาพจากกล้องวงจรปิดที่ชัดเจนในการระบุตัวผู้กระทำความผิด

คดีนี้ยังเข้าข่ายความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา และข้อหาเกี่ยวกับการบังคับขืนใจผู้อื่นให้กระทำการบางอย่างตามมาตรา 309 ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ยังเข้าข่ายผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ด้วย

แม้ผู้ต้องหาบางรายจะไม่ได้ลงมือทำร้ายโดยตรง แต่จากพฤติการณ์และการแบ่งหน้าที่กันทำ อัยการเห็นว่าเข้าข่าย ร่วมกันกระทำความผิดตามหลักกฎหมาย โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในที่เกิดเหตุหรือมีการลงมือทุกคน ซึ่งการสอบสวนดำเนินไปอย่างรอบคอบ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาใช้สิทธิต่อสู้คดีและอ้างพยานหลักฐานอย่างเต็มที่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอการให้ถ้อยคำ โดยมีกำหนดระยะเวลาภายใน 7–15 วัน ก่อนจะมีการสรุปสำนวนส่งให้อัยการสำนักงานปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบดำเนินการต่อไป

นายวัชรินทร์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปัจจุบันยังพบปัญหาในกระบวนการจับกุมควบคุมตัวผู้ต้องหาในคดีลักษณะนี้ โดยเจ้าหน้าที่บางหน่วยยังไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด เช่น การไม่แจ้งจับต่ออัยการจังหวัดหรือนายอำเภอในต่างจังหวัด หรือฝ่ายปกครองในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 หากมีการร้องเรียน

ด้านนายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า วันนี้ผู้ต้องหาทั้งหมดเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามนัดหมายอย่างพร้อมเพรียง และนำทนายความส่วนตัวมาให้คำแนะนำ ซึ่งทุกคนให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูล และมีการเตรียมเอกสารหรือพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อนำเสนอแก่พนักงานสอบสวน

ดีเอสไอจะดำเนินการสอบสวนให้ครบถ้วน ก่อนสรุปความเห็นสั่งฟ้องส่งต่อไปยังอัยการสำนักงานปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจฟ้องร้องคดีในศาลอาญาคดีทุจริตฯ ตามที่ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ กำหนดไว้ โดยการสอบสวนครั้งนี้ถือว่ารอบคอบรัดกุม ให้ความเป็นธรรมทั้งฝ่ายผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...