โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เวที ASEW 2025 สนพ.เผย สมาร์ทกริดไทยคืบหน้า 5 ด้าน รับพลังงานหมุนเวียนแปรปรวน

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 16 ก.ค. 2568 เวลา 21.45 น. • เผยแพร่ 13 ก.ค. 2568 เวลา 05.41 น.

ในงาน ASIA Sustainable Energy Week 2025 (ASEW) ที่จัดโดย อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ร่วมกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เช่น กระทรวงพลังงาน และสมาคมเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (TESTA) ระหว่างวันที่ 2–4 กรกฎาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ภายใต้แนวคิด “Empowering Digital Transformation in Sustainable Energy Towards Net Zero” มีเป้าหมายผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมพลังงานสะอาดของภูมิภาค

“สาร์รัฐ ประกอบชาติ” รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) หรือ Energy Policy and Planning Office (EPPO) ได้บรรยายในหัวข้อ Progress in Thailand's Smart Grid Plan เผยภาพรวมของแผนสมาร์ทกริดของประเทศไทย และเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ในการรองรับระบบพลังงานที่เปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานหมุนเวียนและพลังงานกระจายตัว

ทำไมต้องสมาร์ทกริด?

“สาร์รัฐ” อธิบายว่า ความจำเป็นของสมาร์ทกริดเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์พลังงานหลายประการ ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่การผลิตไฟฟ้าจะพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก ซึ่งเป็นพลังงานที่ไม่เสถียร นอกจากนี้ การผลิตไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนไปสู่แหล่งผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ (Distributed Energy Resources) ซึ่งกำลังกลายเป็นส่วนสำคัญของระบบจ่ายไฟฟ้าของประเทศ

ด้านความต้องการการใช้ไฟฟ้ายังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว และลักษณะการใช้ก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อบริหารจัดการความท้าทายด้านอุปทานและอุปสงค์เหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องมีระบบโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติที่สามารถทำงานได้อย่างชาญฉลาด

“แผนสมาร์ทกริดไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือยุทธศาสตร์ระดับประเทศ ที่จะวางรากฐานให้ระบบไฟฟ้าของประเทศไทยมีความยืดหยุ่น ปลอดภัย และยั่งยืนในระยะยาว”

กรอบดำเนินงาน 3 ด้าน

“สาร์รัฐ” กล่าวว่า เป้าหมายหลักของการพัฒนาสมาร์ทกริดคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ให้ “ความยืดหยุ่น” และ “ความมั่นคง” แก่ระบบไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งจะต้องดำเนินการผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่

  • การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลัก ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การสื่อสาร และดิจิทัล ที่ทำงานร่วมกันได้อย่างบูรณาการ
  • การออกแบบกลไกตลาดและการตั้งราคาที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมระบบพลังงานดิจิทัล พลังงานกระจาย และการบูรณาการเทคโนโลยีใหม่ๆ จำเป็นต้องมีโมเดลธุรกิจและโมเดลตลาดใหม่รองรับการเปลี่ยนผ่านนี้
  • การปรับปรุงกฎหมายและข้อบังคับ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานสมาร์ทกริดอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืน

แผนแม่บทสมาร์ทกริด 4 ระยะ

ประเทศไทย ได้จัดทำแผนแม่บทสมาร์ทกริดระยะยาวตั้งแต่ปี 2558 ถึงปี 2579 ซึ่งถือเป็นแผนยุทธศาสตร์หรือแผนภาพรวม (Blueprint) สำหรับการพัฒนาระบบสมาร์ทกริดในระดับประเทศในระยะยาว โดยในแผนนี้แบ่งออกเป็น 4 ระยะหลัก ได้แก่

  • ระยะเตรียมการ (พ.ศ. 2558–2559) เป็นช่วงที่มุ่งเน้นการจัดทำนโยบายและแผนสนับสนุนเพื่อวางรากฐานให้พร้อมรองรับการพัฒนาสมาร์ทกริดในอนาคต
  • ระยะสั้น (พ.ศ. 2560–2564) เป็นช่วงที่มีการดำเนินงานแล้ว โดยมีเป้าหมายคือการพัฒนาโครงการนำร่องเพื่อทดสอบความเป็นไปได้และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของระบบสมาร์ทกริด
  • ระยะกลาง (พ.ศ. 2565–2574) ซึ่งเป็นช่วงเวลาปัจจุบัน มีเป้าหมายหลักคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับระบบสมาร์ทกริดทั่วประเทศ เพื่อรองรับเป้าหมายการดำเนินงานในอนาคต
  • ระยะยาว (พ.ศ. 2575–2579) จะเป็นช่วงที่ขยายขอบเขตสู่การนำระบบสมาร์ทกริดไปใช้เต็มรูปแบบในระดับประเทศ

เปิดรายงานความคืบหน้าแผนระยะปัจจุบัน

“สาร์รัฐ” กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้ระยะกลาง (ระยะปัจจุบัน) แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ระยะเตรียมการ เพื่อจัดสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับการบริหารจัดการระบบตอบสนองความต้องการไฟฟ้า (Demand Response: DR) ในระดับพาณิชย์ และระยะดำเนินการเต็มรูปแบบ เพื่อขยายผลและนำระบบ DR ไปสู่การใช้งานในระดับประเทศอย่างครบวงจร

ทั้งนี้ ภายใต้ระยะกลาง แผนแม่บทได้กำหนด 5 เสาหลักสำคัญในการดำเนินงาน ดังนี้

1. การตอบสนองความต้องการและระบบบริหารจัดการพลังงาน (Demand Response & EMS) มีเป้าหมายในการพัฒนาโครงการอัตโนมัติและกึ่งอัตโนมัติที่สามารถรองรับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกกลุ่มอย่างมีประสิทธิภาพ

  • ความคืบหน้า: โครงการนำร่องประสบความสำเร็จในช่วงปี พ.ศ. 2565 ถึง 2566 โดยการไฟฟ้าทั้งสามแห่ง (กฟผ., กฟภ., กฟน.) โครงการนำร่องเหล่านี้มีผู้เข้าร่วม 76 ราย สามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ถึง 38 เมกะวัตต์ (MW) ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่เป็นบวกอย่างมาก
  • ขั้นตอนต่อไป: สำรวจโครงการนำร่องเพิ่มเติมสำหรับโปรแกรมที่ใหญ่ขึ้น และการบูรณาการ DR เข้ากับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าในระยะยาว โดยมีเป้าหมาย 1,000 MW ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับร่าง

2. ระบบพยากรณ์พลังงานหมุนเวียน (Renewable Forecasting System) มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีการพยากรณ์พลังงานสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP), ผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) รวมถึงกลุ่มผู้บริโภคบางส่วน

  • ความคืบหน้า: กฟผ. ประสบความสำเร็จในการ จัดตั้งศูนย์พยากรณ์ที่สามารถพยากรณ์โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และลมในหมวด SPP กฟผ. ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบพยากรณ์สำหรับ VSPP ด้วย
  • ขั้นตอนต่อไป: มุ่งเน้นการพัฒนาระบบพยากรณ์ให้ครอบคลุมผู้ผลิตทุกระดับ

3. การพัฒนาไมโครกริดและโปรซูเมอร์ (Microgrid and Prosumers) จัดตั้งระบบไมโครกริดสำหรับพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่ที่ไม่มีโครงข่ายไฟฟ้า ขยายไปยังผู้ใช้เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม

  • ความคืบหน้า: การไฟฟ้าทั้งสามแห่งได้ ดำเนินการโครงการนำร่องไมโครกริดแล้วสี่โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่นอกโครงข่ายและบางพื้นที่เชิงพาณิชย์/ที่อยู่อาศัย

4. ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System – ESS) มีเป้าหมายในการติดตั้งระบบ ESS ทั้งในระดับสาธารณูปโภค และระดับผู้ใช้ไฟฟ้าโดยตรง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบ

  • ความคืบหน้า: กฟผ. ได้ ติดตั้ง ESS ในสถานีไฟฟ้าเพื่อนำร่องการบริหารจัดการโครงข่าย กฟภ. และ กฟน. ก็ได้ติดตั้ง ESS เป็นโครงการนำร่องในสถานีไฟฟ้าของตนเองเช่นกัน
  • ขั้นตอนต่อไป: มีเป้าหมายเพื่อประเมินการใช้งาน ESS และขยายการนำไปใช้ในวงกว้าง แผนในอนาคตจะเร่งศักยภาพของธุรกิจ ESS ในประเทศไทยผ่านการศึกษา นโยบาย และการสนับสนุนโครงการ

5. การบูรณาการระบบรถยนต์ไฟฟ้า (EV Integration) สนับสนุนการใช้และการเชื่อมโยง EV เข้ากับโครงข่ายสมาร์ทกริดอย่างเป็นระบบ

  • ความคืบหน้า: สนพ. ได้ดำเนินการ ศึกษาการจัดการข้อมูล EV เสร็จสิ้นแล้ว กฟผ. ได้ทดสอบเทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G) ในรูปแบบนำร่อง กฟน. กำลังศึกษาเพื่อพัฒนาระบบชาร์จ EV อัจฉริยะของตนเอง
  • ขั้นตอนต่อไป: โครงการนำร่องจะยังคงดำเนินต่อไปเพื่อทดสอบความเป็นไปได้และความคุ้มค่า

ประโยชน์มหาศาลต่อประเทศไทย

“สาร์รัฐ” ระบุว่า ในระยะกลางจะเน้นการตอบสนองด้านโหลด, การพยากรณ์พลังงานหมุนเวียน, และ ESS มากขึ้น โดยมีแผนสำหรับการศึกษาเพิ่มเติม โครงการนำร่อง และการสร้างรูปแบบธุรกิจสำหรับเทคโนโลยีเหล่านี้ หากดำเนินการตามแผนอย่างประสบความสำเร็จ สมาร์ทกริดคาดว่าจะนำมาซึ่งประโยชน์มหาศาลต่อประเทศไทย เช่น

  • เพิ่มความมั่นคงและความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า
  • เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านการลดต้นทุนค่าไฟฟ้าโดยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน
  • ปรับปรุงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสมาร์ทกริดรองรับและสนับสนุนการผลิตพลังงานสะอาดได้มากขึ้น
  • สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เช่น ธุรกิจผู้รวบรวมโหลด (load aggregator) และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบูรณาการ EV

“นี่คือโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อประเทศไทยในศตวรรษแห่งพลังงานสะอาด” สาร์รัฐกล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...