โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

พิชัย แย้ม 3 แนวทาง เจรจาภาษีสหรัฐ จ่อจัดซอฟต์โลน 2 แสนล้านอุ้มธุรกิจไทย

MATICHON ONLINE

อัพเดต 14 ก.ค. 2568 เวลา 05.00 น. • เผยแพร่ 14 ก.ค. 2568 เวลา 04.29 น.

พิชัย แย้ม 3 แนวทาง เจรจาภาษีสหรัฐ- จ่อจัดซอฟต์โลน 2 แสนล้านอุ้มธุรกิจไทย

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ “กรอบเจรจาและรับมือผลกระทบภาษีทรัมป์” ในงานเสวนาโต๊ะกลม กรุงเทพธุรกิจ Roundtable : The Art of The (Re) Deal โดยระบุว่า การเจรจาภาษีกับสหรัฐนั้นใช้เวลาในการเจรจามามากว่า 100 วันแล้ว และที่ผ่านมายังมีความไม่ชัดเจน และไม่มีความแน่นอน และยังไม่มีใครคาดเดาได้ว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไร สิ่งที่เราเห็นได้ในช่วงที่ผ่านมาคือความพยายามของสหรัฐฯในการลดการขาดดุลการค้า โดยต้องการเพิ่มการเปิดตลาดเพื่อให้สินค้าสหรัฐเข้าสู่ตลาดต่างๆ มากขึ้น (Market Access) ที่ต้องมีการตกลงกัน ในเรื่องของการเปิดตลาด และต้องมีการคุยเรื่องมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (NTB) ทุกขั้นตอน

นายพิชัยกล่าวว่า การหารือในครั้งนี้ยอมรับว่าสหรัฐใช้การเจรจาที่เป็นข้อเสนอฝ่ายเดียว ที่ไม่เหมือนกับการเจรจาข้อตกลงเสรีทางการค้า (FTA) และสหรัฐเสนอว่าจะต้องการสิ่งต่างซึ่งไม่เหมือนกับการเจรจาที่ผ่านมาที่เป็นการเจราที่ฟังข้อเสนอของทั้งสองฝ่าย ตนย้ำว่าเราต้องรักษาผลประโยชน์ร่วมกัน รักษาสมดุล และผลประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน ซึ่งแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ยากมากแต่เราก็ต้องทำให้ได้โดยยึดประโยชน์ร่วมกัน

นายพิชัยกล่าวว่า ในการเจรจาภาษีกับสหรัฐอยู่บนหลักการที่ทีมเจรจายึดอยู่ ดังนี้

1.ไทยเราต้องเปิดตลาดให้กว้างขึ้น ในสินค้าที่สหรัฐอยากขาย และเราอยากซื้อ แต่ไทยเราต้องดูเรื่องของการเปิดตลาดที่ไม่กระทบกับการทำ FTA ของประเทศต่างๆ ที่ทำกับไทย โดยการเสนอให้สหรัฐนำสินค้าเข้ามาในระดับ 0% ที่ไทยผลิตไม่ได้ และต้องนำเข้า หรือของที่ผลิตในไทยแล้วไม่เพียงพอ โดยการป้องกันภาคการผลิตของไทยโดยเฉพาะในภาคเกษตรนั้นยังมีอยู่

นายพิชัยกล่าวว่า ข้อเสนอใหม่ที่ไทยส่งไปให้พิจารณาโดยเราเปิดตลาดให้สหรัฐแล้ว 63-64% และเพิ่มเป็น 69% ไทยจะมีการเปิดตลาดสินค้าบางอย่างที่ไทยไม่เคยเปิด และไทยก็ต้องเปิดมากขึ้น เช่น ลำไย ปลานิล ตามที่สหรัฐฯขอไว้ ส่วนตลาดยานยนต์ ไทยกำลังคิด เดิมไทยผลิตเยอะก็จะไม่ได้เปิดให้ แต่ถ้าไทยเปิดให้ คิดว่าถ้าเปิดสหรัฐฯก็คงเข้ามาไม่ได้ง่าย เช่น รถพวงมาลัยซ้าย เพราะเขามีตลาดอื่นทั่วโลกคงไม่ได้เข้ามาขายที่เรามาก

2.ส่งเสริมการลงทุนของธุรกิจไทยในสหรัฐมากขึ้น เพราะสหรัฐต้องการส่งออกมากขึ้น และทำฐานผลิตในประเทศสหรัฐให้มีความแข็งแรงมากขึ้น เช่น การลงทุนเรื่องเกษตรแปรรูป เรื่องของสินค้าที่เราต้องซื้อจากสหรัฐ โดยไทยเราดูในเรื่องของพลังงานมากขึ้น โดยปัจจุบันสหรัฐมีปริมาณสำรองเรื่องของพลังงานค่อนข้างมากทำให้ราคาพลังงานมีราคาต่ำ เช่น ก๊าซธรรมชาติขายอยู่แค่ 2-3 ดอลล่าร์ต่อล้านBTU ถูกกว่าราคาตลาดที่ 10-11 ดอลล่าร์

3.การให้ความสำคัญกับการป้องกันการสวมสิทธิ์สินค้า โดยข้อเสนอของสหรัฐนั้นจะให้มีการเพิ่มการใช้วัตถุดิบหรือส่วนประกอบที่มีการผลิตในประเทศไทย (Local content) เป็นโจทย์ที่เราต้องดูว่าสหรัฐจะกำหนดในสัดส่วนเท่าไหร่ โดยอาจจะเพิ่มจาก 40% ในปัจจุบัน อาจเพิ่มเป็น 60-70% ที่เป็นต้นทุนที่จะใช้ Local content จากประเทศไทย และประเทศต่างๆ ที่สหรัฐกำหนดมากขึ้น เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์

นายพิชัยกล่าวว่า ไทยต้องเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาส โดยต้องหันมาพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศให้มากขึ้นเพื่อทดแทนการพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ทั้งนี้ ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกลดลงเหลือ 58% จากก่อนหน้าอยู่ที่ประมาณ 70% ในจำนวนนี้ ไทยส่งออกไปสหรัฐฯประมาณ 18% ซึ่งถือว่า ส่งออกไปสหรัฐค่อนข้างสูง

นายพิชัยระบุว่า รัฐบาลได้เตรียมซอฟต์โลนจำนวน 2 แสนล้านบาท เพื่อช่วยสภาพคล่องแก่ภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีตอบโต้ของสหรัฐ

“ซอฟต์โลนดังกล่าวจะดำเนินการผ่านแบงก์รัฐ ซึ่งเราจะคิดอัตราดอกเบี้ยประมาณ 0.01% เพื่อช่วยภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีสหรัฐ ซึ่งอาจจะนำเงินไปอุดหนุนสภาพคล่อง ลงทุน หรือ ดูแลสินค้าในสต็อก เป็นต้น” นายพิชัยกล่าว

นายพิชัยกล่าวว่า ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็เตรียมมาตรการเยียวยาเพิ่มเติม โดยให้แต่ละภาคธุรกิจไปคิดมาว่า ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลืออะไร ตนยอมรับว่า ยังไม่รู้ว่าผลการเจรจากับสหรัฐฯในเรื่องที่สหรัฐฯจะใช้มาตรการภาษีตอบโต้กับไทยจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ไทยก็ได้พยายามเสนอข้อเจรจาที่จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย โดยสหรัฐฯต้องการที่จะลดปัญหาการขาดดุลการค้ากับไทย ดังนั้น ทางแก้ปัญหา คือ ไทยต้องนำเข้าสินค้าและลงทุนในสหรัฐฯให้มากขึ้น

นายพิชัยกล่าวว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ใหม่ แน่นอนว่าประเทศไทย ก็อยากเร่งเจรจา รัฐบาลไทยเองก็เช่นกัน ยอมรับว่าที่ผ่านมาอาจมีปัจจัยหรือเงื่อนไขบางประการที่ทำให้การดำเนินการต้องใช้เวลา และอาจทำให้ดูการดำเนินการของไทยล่าช้ากว่าประเทศอื่นบ้าง แต่รัฐบาลมีความพยายามอย่างเต็มที่ในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์สถานการณ์ และกำหนดท่าทีในการเจรจาอย่างรอบคอบ อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าการที่ไทยดำเนินการล่าช้ากว่าประเทศอื่นเพียงเล็กน้อย กลับเป็นข้อได้เปรียบ เพราะทำให้ได้เห็นแนวทางของประเทศอื่นก่อน และสามารถปรับแผนให้รอบคอบมากขึ้น

นายพิชัยกล่าวว่า การเจรจาต้องมองให้ลึกกว่าประเด็นภาษี เพราะยังมีเรื่องอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้สหรัฐฯใช้นโยบายกีดกันทางการค้าในรูปแบบใหม่

นายพิชัยกล่าวว่า อาเซียนจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่อง Local Content อย่างจริงจัง เพราะภูมิภาคนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการกระจายสินค้าและการขนส่งระหว่างประเทศ และหากไม่สามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้ ก็อาจสูญเสียโอกาสทางการค้าในระยะยาว

“การจะประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ผ่านข้อกำหนดด้านภาษีเท่านั้น แต่ต้องวางแผนอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องมีความสามารถแข่งขัน และต้องปรับตัวให้รวดเร็วในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา” นายพิชัยกล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พิชัย แย้ม 3 แนวทาง เจรจาภาษีสหรัฐ จ่อจัดซอฟต์โลน 2 แสนล้านอุ้มธุรกิจไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...