โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ส่องกลยุทธ์ลงทุน-หุ้นเด่น รับมือดีลภาษีทรัมป์ 5 เวอร์ชั่น

PostToday

อัพเดต 07 ก.ค. 2568 เวลา 00.57 น. • เผยแพร่ 07 ก.ค. 2568 เวลา 07.20 น.

ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิดสำหรับอัตราภาษีที่สหรัฐฯ จะเก็บกับไทย หลังจากเมื่อช่วงต้นเดือน ก.ค.2568 ที่ผ่านมา ทีมไทยแลนด์ นำโดย นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เดินทางไปเจรจาการค้าที่สหรัฐฯ แต่ยังไม่ได้ผลสรุป และได้ทำข้อเสนอเพิ่มเติมส่งไปยังสหรัฐฯ แล้ว รวมทั้งยังติดตามอย่างใกล้ชิดว่าจะมีการขยายเส้นตายการพิจารณาออกไปจนถึงวันที่ 1 ส.ค.2568 หรือไม่ จากเดิมวันที่ 9 ก.ค.2568

โดยข้อเสนอเพิ่มเติม ประกอบด้วย การเพิ่มการนำเข้าจากสหรัฐฯ ได้แก่ สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม, พลังงาน, เครื่องบิน BOEING จากสหรัฐฯ เพื่อที่จะลดดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ จาก 46 พันล้านดอลลาร์ ลง 70% ภายใน 5 ปี และตั้งเป้าให้ ดุลการค้าไทย-สหรัฐฯ เป็นศูนย์ภายใน 7-8 ปี (เร็วกว่าแผนเดิมที่ตั้งไว้ 10 ปี)

ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ประเด็นดังกล่าว ส่งผลน่าจะส่งผลกระทบต่อ GDP GROWTH ไทยในปีนี้อย่างแน่นอน ซึ่ง ธปท.ประเมินอัตราภาษีระดับต่างๆ จะส่งผลต่อ GDP GROWTH ดังนี้

  • TARIFF สูงกว่า 36% ส่งผลต่อ GDP อาจต่ำกว่า 1.3%YoY
  • TARIFFเท่ากับ 36% ส่งผลต่อ GDP เหลือราว 1.3%YoY
  • TARIFF18-36% ส่งผลต่อ GDP เหลือราว 2.0%YoY
  • TARIFF เท่ากับ 18% ส่งผลต่อ GDP เหลือราว 2.3%YoY
  • TARIFF ต่ำกว่า 18% ส่งผลต่อ GDP เหลือสูงกว่า 2.3%YoY

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเตรียมจัดสรรเม็ดเงินราว 1 หมื่นล้านบาท จากวงเงินงบประมาณ 1.15 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อช่วยเหลือผลกระทบจาก TRADE TARIFF อีกทั้งสภาพัฒน์ เล็งปรับ GDP ใหม่ หาก TRUMP ลดภาษีสินค้าไทย ให้เหลือตามสมมติฐานที่ 18% (ล่าสุดประเมินไว้ที่ 1.3-2.3% ภายใต้ TARIFF 36%)

ดังนั้นในช่วงก่อนวันรู้ผล ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำ WAIT AND SEE หรือถือเงินสดไว้ในพอร์ตราว 5-10% แต่หากประสงค์อยากได้ CAPITAL GAIN ก็ถือเป็นจังหวะสะสมที่ดี เนื่องจากดัชนีที่ระดับดังกล่าว VALUATION เด่น พร้อมกับการเติบโตของ EPS GROWTH ในปีนี้

ประเด็น TARIFF อาจกดดันให้ตลาดหุ้นไทยกลับมาผันผวนอีกครั้ง แต่ SET INDEX น่าจะไม่ทำ LOW ใหม่ ที่ 1,056 จุด เนื่องจากเชื่อว่าความผันผวนและอำนาจต่อรองจากสหรัฐฯ ลดลง ดังนี้

1. การเจรจาการค้าสหรัฐเพิ่งสำเร็จแค่ 2 ประเทศ หากตั้งกำแพงภาษีกับประเทศอื่นแรงๆ สหรัฐฯ ต้องระวังการตอบโต้กลับจากหลายๆ ประเทศ เหมือนกับช่วงที่ผ่านมา

2. นโยบาย OBBBA ทำให้สหรัฐขาดดุลเพิ่มขึ้น 3.3-4 ล้านเหรียญใน 10 ปีข้างหน้า ทำให้รับความผันผวนของตลาดพันธบัตรเหมือนช่วงที่ผ่านมาได้น้อย เนื่องจากต่างชาติถือครองพัธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สูงถึง 9 ล้านล้านเหรียญ หากมีแรงขายออกมา อาจจะทำให้เกิดปัญหาเรื่อง ROLLOVER ได้

3. ไทยยังมีโอกาสได้อัตราภาษี +-20% เพราะหากประเทศต่างๆ ต้องเสียภาษีสูงกว่าเวียดนามที่ 20% มากๆ อาจทำให้เกิด SUPPLY SHOCK อีกทั้งสหรัฐฯ ยังได้ประโยชน์น้อยถ้ามีการให้ประเทศอื่นส่งออกแทน

4. ระยะถัดไปไทยต้องระวังสิ่งที่สหรัฐฯ ต่อรองเพิ่มเติม เหมือนญี่ปุ่นที่มีการเจรา 8 ครั้ง ยังไม่สำเร็จ เนื่องจากมีการต่อรองเรื่องอื่นๆ เพิ่มเติม อาทิ การนำเข้าข้าวและน้ำมันเพิ่ม รวมทั้งเพิ่มงบทางการทหารให้กองทัพสหรัฐฯ

ดังนั้นเชื่อว่า SET INDEX น่าจะไม่ทำ LOW ใหม่ ที่ 1,056 จุด ส่วนช่วงสั้นหลบความผันผวน แนะนำหลบเข้าหุ้น DOMESTIC อิงปัจจัย 4 ได้แก่ CPALL, CPAXT, M, LH, AP, SIRI, BDMS, BCH

ด้าน บล.กรุงศรี ระบุว่า ข้อสรุปภาษีที่ยังไม่เกิดขึ้น ทำให้ระยะสั้นตลาดมีโอกาสให้น้ำหนักด้านความเสี่ยง และลดน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยง เพื่อรอติดตามสถานการณ์

ปัจจุบันประเมินกลยุทธ์ลงทุนภาษีการค้าไทย เชิงเปรียบเทียบกับเวียดนามที่ได้รับข้อเสนอแล้ว ด้วย 5 ฉากทัศน์ โดยคงให้น้ำหนัก 65% ว่าท้ายที่สุดยังน่าจะได้รับข้อเสนอกรอบฉากทัศน์ที่ 1-3 (ใกล้เคียง/ดีกว่าเวียดนาม) อิงแนวทางหลักที่ให้สหรัฐฯ ให้น้ำหนัก คือ การจำกัดการสวมสิทธิ์ส่งออก (Transshipping) ที่เวียดนามมีประเด็นสหรัฐฯ ให้ความกังวลมากกว่าไทย

1) ไทยได้ดีลภาษี 10-15% (ดีลดีกว่าเวียดนาม) คาด SET จะตอบรับทางบวก Bullish +3–5%

  • เน้นนิคมฯ : WHA, AMATA
  • รับ FDI China plus 1 Export Tech : DELTA, KCE, HANA
  • ส่งออก : TU, ITC, AAI, CPF, STA
  • กลุ่มนำเข้า (กรณีไทยตกลงงดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ เช่นกัน) : COM7, ADVICE, SYNEX, BE8, BBIK, GULF, GPSC
  • กลุ่ม Infra และ Import Technology Play : ADVANC, TRUE

2) ไทยได้ดีลภาษี 15–18% (ดีกว่าเวียดนามเล็กน้อย) คาด SET แกว่งตัวในกรอบ 1,130-1,180 จุด

  • หุ้นเด่นเน้น Selective Export : KCE, HANA
  • นิคมฯ : WHA, AMATA (ยังสะสมได้)
  • นำเข้า (กรณีไทยตกลงงดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ เช่นกัน) : ADVANC, COM7, ADVICE, INSET
  • นำเข้าก๊าซ : PTTGC, GPSC, BGRIM

3) ไทยได้ดีลภาษี 19-21%(เท่าเวียดนาม) ประเมินเป็นกลางถึงบวกแคบต่อ SET

  • หุ้นเด่นเน้นกลุ่ม Domestic Defensive : BDMS, CPALL
  • โรงไฟฟ้า : GULF, GPSC
  • เปิดเมือง-ท่องเที่ยว : MINT, CENTEL
  • กลุ่มเช่าซื้อ : KTC, MTC

4) ไทยได้ดีลภาษี 22–25% (แย่กว่าเวียดนาม) SET มีโอกาสแกว่งต่ำกว่า 1,100 จุด

  • เน้นหุ้นพลังงาน : PTTEP, BANPU
  • โรงพยาบาล : BDMS
  • Domestic Laggards : ADVANC, GULF
  • เช่าซื้อ : KTC, MTC, SAWAD

5) ไทยถูกเก็บภาษีมากกว่า 25% (Worst Case) SET ปรับฐานและมีโอกาสปรับลงทดสอบ low เก่า บริเวณ 1,053 จุด

  • เน้นหุ้นดอกเบี้ยลด : KTC, MTC
  • High Yield : ADVANC, AP
  • หนี้สูง : TRUE, MINT, CPALL
  • กลุ่ม Energy Defensive : GULF, BCPG
  • กลุ่ม Healthcare : BDMS, BCH, CHG
  • ท่องเที่ยว : CENTEL, ERW
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...