โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เตรียมเหยียบเบรก Ultra-Fast Fashion? เมื่อฝรั่งเศสนำขบวนต้านเสื้อผ้าราคาแสนถูกที่เราจ่ายด้วยสุขภาพของโลกทั้งใบ

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 13 มิ.ย. 2568 เวลา 11.31 น. • เผยแพร่ 13 มิ.ย. 2568 เวลา 11.31 น.
ภาพไฮไลต์

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2025 วุฒิสภาฝรั่งเศสโหวตเห็นด้วยกับร่างกฎหมายควบคุมอุตสาหกรรม Ultra-Fast Fashion

กฎหมายดังกล่าวจะกำหนด ‘คะแนนสิ่งแวดล้อม’ (Eco-score) ที่หากแบรนด์ใดได้คะแนนต่ำเกินเกณฑ์ จะถูกปรับสูงสุด 5 ยูโร (187 บาท) ต่อสินค้าที่ขายได้ในฝรั่งเศสหนึ่งชิ้น ค่าปรับดังกล่าวจะขึ้นราคาไปที่ 10 ยูโร (374 บาท) ในปี 2030 โดยค่าปรับจะสูงได้ไม่เกิน 50% ของราคาสินค้า

นอกจากในแง่มุมการผลิตและการขาย กฎหมายฉบับนี้ยังเล็งการโฆษณาและประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับ Ultra-Fast Fashion ในฝรั่งเศสอีกด้วย เพราะว่ามันจะบังคับให้แบรนด์ชี้แจงผลกระทบต่อธรรมชาติของผลิตภัณฑ์พวกเขาแก่ลูกค้า พร้อมทั้งงดไม่ให้เผยแพร่โฆษณาและลงโทษอินฟลูเอนเซอร์ผู้โปรโมตสินค้า Ultra-Fast Fashion ในประเทศด้วย

ยังคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่ากฎหมายฉบับนี้จะถูกพิจารณาให้ผ่านในเดือนกันยายนหรือไม่ และเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของ EU หรือเปล่า แต่หากกฎหมายฉบับดังกล่าวผ่านในฝรั่งเศส มันจะเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดหนึ่งก้าวในการต่อต้านอุตสาหกรรม Ultra-Fast Fashion

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ยุโรปเริ่มคิดมาตรการในการควบคุมจัดการ Ultra-Fast Fashion โมเดลธุรกิจเสื้อผ้าที่รวดเร็วขึ้นนี้ ตัวอย่างเช่น เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กรรมาธิการ EU ได้ตักเตือนแบรนด์ Ultra-Fast Fashion จีน Shein ว่าในเว็บไซต์ของพวกเขามีวิธีการผลักดันให้เกิดการซื้อขายที่ขัดต่อกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคยุโรป นั่นคือมันใช้การแสดงส่วนลดที่ไม่ลดจริงๆ กลยุทธการขายแบบกดดันให้ซื้อ และการออกแบบเว็บไซต์ที่ทำให้การคืนสินค้าและคืนเงินทำได้ยาก

นอกจากฝรั่งเศสแล้ว เมื่อเดือนกันยายนปี 2024 เยอรมนีมีการตรวจสอบคุณภาพสินค้าและบริการของร้านค้าต่างชาติสูงขึ้น เล็งไปยัง Shein และ Temu ส่วนเมื่อต้นเดือนมิถุนายนนี้ แอฟริกาใต้แก้ช่องว่างในกฎหมายที่เคยเอื้อให้สินค้านำเข้าราคาถูกกว่าเกณฑ์เสียภาษีน้อยที่สุด (de minimis exemption) ทั้งสองกรณีเป็นการเอื้อผลประโยชน์ให้กับร้านค้าท้องถิ่น

ทั้งหมดที่เล่ามาฟังดูเหมือนมาตรการที่โหดหิน แต่ว่าเป็นสิ่งที่จำเป็น เนื่องจากเบื้องหลังเสื้อผ้าราคาถูกเหล่านี้ซ่อนราคาที่เรามองไม่เห็นอยู่มากมาย ตั้งแต่แรกอุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบแง่ลบต่อโลกที่สุด มันใช้น้ำจำนวนมหาศาล สารเคมีมากมาย หลายๆ แหล่งผลิตเสื้อผ้าใช้แรงงานที่ถูกกดขี่ ทุกอย่างที่พูดถึงแย่ลงเมื่อโมเดลธุรกิจของ Fast Fashion มาถึง และยิ่งความเร็วของการผลิตเร่งสปีดกลายเป็น Ultra-Fast Fashion ทุกอย่างก็แย่ขึ้นไปอีก 45 เท่า (จริงๆ)

ในโอกาสที่เราได้เห็นประเทศฝรั่งเศสกำลังเป็นหนึ่งแรงเหยียบเบรก Ultra-Fast Fashion เราควรมองย้อนไปยังภัยของโมเดลธุรกิจนี้อีกครั้ง

ในยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม เสื้อผ้าถูกผลิตอย่างเชื่องช้าโดยช่างฝีมือ ตั้งแต่การทอไปจนถึงการตัดเย็บ ความเชื่องช้าในการผลิตนั้นทำให้ผู้คนมองเสื้อผ้าเป็นงานฝีมือที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน เราจะไม่ทิ้งมันหากไม่จำเป็น และเราจะซ่อมมันเท่าที่ทำได้ แต่เมื่ออุปกรณ์สมัยใหม่ เช่น จักรเย็บผ้าและเครื่องทอผ้าถือกำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 งานฝีมือเปลี่ยนแปลงไปเป็นอุตสาหกรรม เสื้อผ้าถูกผลิตขึ้นในโรงงานโดยคนงานค่าแรงขั้นต่ำ

เมื่ออุตสาหกรรมแฟชั่นพัฒนาขึ้น วงจรแฟชั่นเริ่มเปลี่ยนไปทำงานเป็นฤดูกาล แต่ละฤดูกาลนักออกแบบจะทำหน้าที่เป็นผู้นำเทรนด์และผู้คาดการณ์ว่าผู้บริโภคจะต้องการอะไร ออกแบบ นำเสนอ วางขาย วงจรฤดูกาลถูกใช้ทั้งกับเสื้อผ้าที่เราใส่ในชีวิตประจำวัน และเสื้อผ้าในฐานะการแสดงออกทางศิลปะที่เราเห็นบนรันเวย์

วัฒนธรรมบริโภคนิยมเติบโตและอุตสาหกรรมแฟชั่นโตตามกัน เนื่องจากผู้บริโภคต้องการเสื้อผ้ามากขึ้น เร็วขึ้น เบื่อง่ายขึ้น ซ่อมเสื้อผ้าน้อยลง ก็ถือกำเนิดโมเดลธุรกิจใหม่ขึ้นมา นั่นคือ Fast Fashion โมเดลธุรกิจที่ไม่ยึดโยงกับระบบฤดูกาล แต่กับความต้องการผู้บริโภค ณ ขณะนั้น

เมื่อก่อนหากเราเห็นเสื้อผ้าบนรันเวย์ฤดูร้อน เราต้องรอไปอีกนานกว่าเสื้อผ้าชิ้นนั้นๆ จะวางขายในร้านค้า ถึงอย่างนั้น ราคาของเสื้อผ้าที่โผล่อยู่บนรันเวย์ก็เข้าถึงยากอีก การเข้ามาของ Fast Fashion แก้ทั้งปัญหาการรอและปัญหาราคา เนื่องจากพวกเขาสามารถมองเห็นว่าอะไรกำลังจะเป็นเทรนด์จากงานของนักออกแบบบนรันเวย์ แล้วลอกมันออกมาได้อย่างรวดเร็วและในราคาที่ถูกกว่า แลกกับคุณภาพที่ลดทอนลง

อาจจะเดาได้ว่าข้อเสียของการทำธุรกิจเช่นนี้คืออะไร คำตอบคือเราต้องอยู่กับเสื้อผ้าที่ไม่คงทน การใช้วัสดุที่ถูกลงและเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การเอารัดเอาเปรียบแรงงาน และการสร้างขยะสิ่งทอจำนวนมหาศาลเนื่องจากการผลิตที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

หนึ่งในคำวิพากษ์วิจารณ์ต่อกฎหมายที่ฝรั่งเศสกำลังพิจารณาคือว่ามันจะไม่ครอบคลุมแบรนด์ Fast Fashion ในระดับ ‘ปกติ’ อย่าง H&M, Zara หรือ Uniqlo ทั้งๆ ที่มันก็เป็นแบรนด์ที่ส่งผลกระทบแง่ลบต่อสิ่งแวดล้อมและมีปัญหาแรงงานเช่นกัน

“เราผิดหวังอย่างมาก เพราะดูเหมือนกฎหมายนี้กำลังถูกผลักดันด้วยเหตุผลเพื่อปกป้องเศรษฐกิจ ทั้งๆ ที่มันเริ่มมาในฐานะกฎหมายเพื่อความยั่งยืน” ปิแอร์ คอนดามีน ผู้บริหารองค์กรFriend of Earth ฝรั่งเศสให้สัมภาษณ์สำนักข่าว Euro News ในประเด็นว่ากฎหมายนี้เปลี่ยนแปลงกลางทาง ในความหมายของเขา ปิแอร์หมายความว่ามาตรฐานของฝรั่งเศสว่าอะไรเป็นภัยยังคงต่ำเกินไป

อย่างไรก็ตาม หากมองไปที่ตัวเลขระหว่าง Fast Fashion เทียบกับ Ultra Fast Fashion แล้ว การขีดเส้นแบ่งระหว่างทั้งคู่นั้นง่ายดายกว่าที่คิด เพราะในขณะที่ H&M และ Zara ออกสินค้าราว 4,400 และ 6,850 แบบต่อปีตามลำดับ (ซึ่งเยอะเกินจำเป็นอยู่แล้ว) ส่วนแบรนด์ Ultra-Fast Fashion ออกเสื้อผ้าถึง 315,000 แบบต่อปี

วงจรของแฟชั่นสั้นลงเรื่อยๆ จากที่เราเคยใช้เวลารอเสื้อผ้าเป็นเดือนๆ จากรันเวย์ให้มาถึงมือ Fast Fashion ย่นระยะการรอให้เหลือเพียงไม่กี่สัปดาห์ และ Ultra-Fast Fashion ย่นระยะนั้นลงมาให้เหลือเพียงหลักวันเท่านั้น แต่ว่าเรามาถึงจุดนี้กันได้ยังไง

มองไปยังกฎหมายเราจะสังเกตได้ว่าส่วนที่ถูกให้ความสำคัญมากๆ คือการโฆษณาและการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับแบรนด์ Ultra-Fast Fashion ที่งดไม่ให้เผยแพร่โฆษณาและลงโทษอินฟลูเอนเซอร์ผู้โปรโมตสินค้า นั่นแปลว่าผู้เขียนกฎหมายเล็งเห็นว่าปัญหาเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่การผลิตและการซื้อขาย แต่อยู่ที่วิธีการคิดที่โลกโซเชียลมีเดียปลูกฝังให้กับเรา

การพัฒนาทางเทคโนโลยีนำไปสู่การเติบโตของอุตสาหกรรมแฟชั่น และการเติบโตของอุตสาหกรรมแฟชั่นก็ส่งผลกระทบกับวิธีการที่ผู้คนมองเสื้อผ้า เมื่อปฏิวัติอุตสาหกรรมมาถึงเสื้อผ้าเปลี่ยนจากงานฝีมือเป็นสินค้า เมื่อโซเชียลมีเดียและอินเทอร์เน็ตพัฒนา เทรนด์แฟชั่นเปลี่ยนจากการนำเสนอตัวตนผ่านเครื่องแต่งกายกลายเป็นคอนเทนต์ และนั่นเองคือสิ่งที่ทำให้ Ultra-Fast Fashion ประสบความสำเร็จ

เอเจนซีข้อมูล GlobalData รายงานว่าในปี 2024 ผู้ชนะการแข่งขันตลาดเครื่องแต่งกายคือแบรนด์เสื้อผ้าจีน Shein โดยความสำเร็จดังกล่าวมาจาก “เสื้อผ้าราคาถูกและความรวดเร็วในการตอบสนองเทรนด์แฟชั่น” จุดแข็งของ Shein ไม่ใช่ความแม่นยำของพวกเขาที่รู้ว่าผู้บริโภคต้องการอะไร แต่อยู่ที่กระบวนการการผลิตที่ยืดหยุ่นและรวดเร็วทำให้พวกเขาสามารถเสิร์ฟเทรนด์ใดก็ได้อย่างรวดเร็ว เพียงเราเห็นว่าเสื้อผ้าแบบหนึ่งเป็นกระแสใน TikTok ภายในเวลาไม่กี่วัน Shein สามารถผลิตมันออกมาให้เราใส่ได้แล้ว

ในขณะที่ Shein โตขึ้น ยักษ์ใหญ่อย่าง H&M กลับสูญเสียลูกค้าให้กับ Uniqlo เนื่องจาก “การออกแบบที่เรียบเฉยและขาดตกบกพร่อง” และ Forever 21 ล้มละลาย จากข้อมูลดังกล่าวเรียกได้ว่าในตอนนี้การแข่งขันกันของแบรนด์ Fast Fashion ขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถ ‘ลอก’ ได้เก่งกว่า และแบรนด์ที่ช้ากว่าจะแพ้ในประเด็นนี้ ผลกระทบของ Ultra-Fast Fashion คือความนิยมของมันอยู่เหนือคู่แข่งอย่างมาก ในระดับที่ไม่มีทางแข่งขันทางอื่นนอกจากจะปรับมาใช้โมเดลเดียวกัน และนั่นสามารถนำไปสู่หายนะต่อโลกอย่างแน่นอน

มากไปกว่าเรื่องของสิ่งแวดล้อมและแรงงาน Ultra -Fast Fashion ส่งผลกระทบแง่ลบต่อแฟชั่นในฐานะงานศิลปะด้วย นักออกแบบทั้งน้อยและใหญ่รายงานอย่างสม่ำเสมอว่าแบรนด์ของพวกเขาถูกลอกดีไซน์โดยแบรนด์ Ultra-Fast Fashion ตั้งแต่ก่อนสินค้าของตัวเองจะวางขายเสียอีก กำลังการผลิตที่ต่ำกว่าและขั้นตอนความพิถีพิถันในการผลิตที่สูงกว่าทำให้การแข่งขันกับยักษ์ใหญ่แบบนี้เป็นไปไม่ได้

การที่เสื้อผ้าจำนวนมากในโลกถูกทำให้กลายเป็น ‘คอนเทนต์’ ใช้แล้วทิ้ง แทนที่จะเป็นเครื่องมือเครื่องใช้หรืองานศิลปะสามารถทำลายคุณค่าของวัฒนธรรมเสื้อผ้าและแฟชั่นในอนาคได้ เราในปัจจุบันมองไปยังเสื้อผ้าของคนยุค 50s-80s ด้วยสายตาที่โหยหา เนื่องจากมันเป็นเสื้อผ้าที่มีความหมาย มีลักษณะเฉพาะ มีประวัติศาสตร์ มีเทคนิคการตัดเย็บที่เฉพาะตัวของยุคสมัยนั้นๆ แต่ลองนึกภาพว่าเราเป็นคนในอีก 20 ปีข้างหน้า จะรู้ยังไงกับโลกหากหันมองมายังเสื้อผ้าของปีปัจจุบันแล้วพบว่าเสื้อผ้าจำนวนมากบอกเล่าประวัติศาสตร์แห่งการลอกเลียนและเสื้อผ้าที่กลายเป็นขยะเชิงวัฒนธรรม

บทสนทนาเกี่ยวกับแฟชั่นในปี 2025 นั้นแตกต่างจากในอดีตอย่างมาก เมื่อไม่ถึง 10 ปีก่อน เรายังพบเห็นเทรนด์ผุดกำเนิดขึ้นจากกลุ่มก้อนของผู้คนที่มีความสนใจร่วมกัน อาจจะจากแนวดนตรี จากงานอดิเรก จากความรักชอบในผลงานนของนักออกแบบสักคน ในปัจจุบันที่โลกออนไลน์หมุนไวขึ้น น้อยครั้งนักที่เราจะเห็นเทรนด์ไหนเป็นเทรนด์ใหญ่ๆ เทรนด์เดียว แต่เกิดเทรนด์ย่อยๆ ขึ้นมานับร้อยในเวลาสั้นๆ ความไวดังกล่าวเป็นเชื้อไฟให้กับ Ultra-Fast Fashion และ Ultra-Fast Fashion ก็ทำให้สิ่งที่ไวอยู่แล้วไวขึ้นไปกว่าเดิมอีกทีหนึ่ง

กฎหมายนี้ที่ฝรั่งเศสพิจารณาอาจไม่ได้สมบูรณ์แบบ เนื่องจากมันไม่ครอบคลุมแบรนด์ที่สร้างความเสียหายให้กับโลกมากพอ อย่างไรก็ตาม มันเป็นก้าวแรกที่ดีในการพยายามฉุดรั้งมุมมองของเราต่อเสื้อผ้าให้ช้าลง และการเปลี่ยนมุมมองนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน

อ้างอิง: euronews.com, reuters.com, reuters.com, sustainablebrandplatform.com, globaldata.com

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...