เตรียมเหยียบเบรก Ultra-Fast Fashion? เมื่อฝรั่งเศสนำขบวนต้านเสื้อผ้าราคาแสนถูกที่เราจ่ายด้วยสุขภาพของโลกทั้งใบ
เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2025 วุฒิสภาฝรั่งเศสโหวตเห็นด้วยกับร่างกฎหมายควบคุมอุตสาหกรรม Ultra-Fast Fashion
กฎหมายดังกล่าวจะกำหนด ‘คะแนนสิ่งแวดล้อม’ (Eco-score) ที่หากแบรนด์ใดได้คะแนนต่ำเกินเกณฑ์ จะถูกปรับสูงสุด 5 ยูโร (187 บาท) ต่อสินค้าที่ขายได้ในฝรั่งเศสหนึ่งชิ้น ค่าปรับดังกล่าวจะขึ้นราคาไปที่ 10 ยูโร (374 บาท) ในปี 2030 โดยค่าปรับจะสูงได้ไม่เกิน 50% ของราคาสินค้า
นอกจากในแง่มุมการผลิตและการขาย กฎหมายฉบับนี้ยังเล็งการโฆษณาและประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับ Ultra-Fast Fashion ในฝรั่งเศสอีกด้วย เพราะว่ามันจะบังคับให้แบรนด์ชี้แจงผลกระทบต่อธรรมชาติของผลิตภัณฑ์พวกเขาแก่ลูกค้า พร้อมทั้งงดไม่ให้เผยแพร่โฆษณาและลงโทษอินฟลูเอนเซอร์ผู้โปรโมตสินค้า Ultra-Fast Fashion ในประเทศด้วย
ยังคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่ากฎหมายฉบับนี้จะถูกพิจารณาให้ผ่านในเดือนกันยายนหรือไม่ และเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของ EU หรือเปล่า แต่หากกฎหมายฉบับดังกล่าวผ่านในฝรั่งเศส มันจะเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดหนึ่งก้าวในการต่อต้านอุตสาหกรรม Ultra-Fast Fashion
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ยุโรปเริ่มคิดมาตรการในการควบคุมจัดการ Ultra-Fast Fashion โมเดลธุรกิจเสื้อผ้าที่รวดเร็วขึ้นนี้ ตัวอย่างเช่น เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กรรมาธิการ EU ได้ตักเตือนแบรนด์ Ultra-Fast Fashion จีน Shein ว่าในเว็บไซต์ของพวกเขามีวิธีการผลักดันให้เกิดการซื้อขายที่ขัดต่อกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคยุโรป นั่นคือมันใช้การแสดงส่วนลดที่ไม่ลดจริงๆ กลยุทธการขายแบบกดดันให้ซื้อ และการออกแบบเว็บไซต์ที่ทำให้การคืนสินค้าและคืนเงินทำได้ยาก
นอกจากฝรั่งเศสแล้ว เมื่อเดือนกันยายนปี 2024 เยอรมนีมีการตรวจสอบคุณภาพสินค้าและบริการของร้านค้าต่างชาติสูงขึ้น เล็งไปยัง Shein และ Temu ส่วนเมื่อต้นเดือนมิถุนายนนี้ แอฟริกาใต้แก้ช่องว่างในกฎหมายที่เคยเอื้อให้สินค้านำเข้าราคาถูกกว่าเกณฑ์เสียภาษีน้อยที่สุด (de minimis exemption) ทั้งสองกรณีเป็นการเอื้อผลประโยชน์ให้กับร้านค้าท้องถิ่น
ทั้งหมดที่เล่ามาฟังดูเหมือนมาตรการที่โหดหิน แต่ว่าเป็นสิ่งที่จำเป็น เนื่องจากเบื้องหลังเสื้อผ้าราคาถูกเหล่านี้ซ่อนราคาที่เรามองไม่เห็นอยู่มากมาย ตั้งแต่แรกอุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบแง่ลบต่อโลกที่สุด มันใช้น้ำจำนวนมหาศาล สารเคมีมากมาย หลายๆ แหล่งผลิตเสื้อผ้าใช้แรงงานที่ถูกกดขี่ ทุกอย่างที่พูดถึงแย่ลงเมื่อโมเดลธุรกิจของ Fast Fashion มาถึง และยิ่งความเร็วของการผลิตเร่งสปีดกลายเป็น Ultra-Fast Fashion ทุกอย่างก็แย่ขึ้นไปอีก 45 เท่า (จริงๆ)
ในโอกาสที่เราได้เห็นประเทศฝรั่งเศสกำลังเป็นหนึ่งแรงเหยียบเบรก Ultra-Fast Fashion เราควรมองย้อนไปยังภัยของโมเดลธุรกิจนี้อีกครั้ง
ในยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม เสื้อผ้าถูกผลิตอย่างเชื่องช้าโดยช่างฝีมือ ตั้งแต่การทอไปจนถึงการตัดเย็บ ความเชื่องช้าในการผลิตนั้นทำให้ผู้คนมองเสื้อผ้าเป็นงานฝีมือที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน เราจะไม่ทิ้งมันหากไม่จำเป็น และเราจะซ่อมมันเท่าที่ทำได้ แต่เมื่ออุปกรณ์สมัยใหม่ เช่น จักรเย็บผ้าและเครื่องทอผ้าถือกำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 งานฝีมือเปลี่ยนแปลงไปเป็นอุตสาหกรรม เสื้อผ้าถูกผลิตขึ้นในโรงงานโดยคนงานค่าแรงขั้นต่ำ
เมื่ออุตสาหกรรมแฟชั่นพัฒนาขึ้น วงจรแฟชั่นเริ่มเปลี่ยนไปทำงานเป็นฤดูกาล แต่ละฤดูกาลนักออกแบบจะทำหน้าที่เป็นผู้นำเทรนด์และผู้คาดการณ์ว่าผู้บริโภคจะต้องการอะไร ออกแบบ นำเสนอ วางขาย วงจรฤดูกาลถูกใช้ทั้งกับเสื้อผ้าที่เราใส่ในชีวิตประจำวัน และเสื้อผ้าในฐานะการแสดงออกทางศิลปะที่เราเห็นบนรันเวย์
วัฒนธรรมบริโภคนิยมเติบโตและอุตสาหกรรมแฟชั่นโตตามกัน เนื่องจากผู้บริโภคต้องการเสื้อผ้ามากขึ้น เร็วขึ้น เบื่อง่ายขึ้น ซ่อมเสื้อผ้าน้อยลง ก็ถือกำเนิดโมเดลธุรกิจใหม่ขึ้นมา นั่นคือ Fast Fashion โมเดลธุรกิจที่ไม่ยึดโยงกับระบบฤดูกาล แต่กับความต้องการผู้บริโภค ณ ขณะนั้น
เมื่อก่อนหากเราเห็นเสื้อผ้าบนรันเวย์ฤดูร้อน เราต้องรอไปอีกนานกว่าเสื้อผ้าชิ้นนั้นๆ จะวางขายในร้านค้า ถึงอย่างนั้น ราคาของเสื้อผ้าที่โผล่อยู่บนรันเวย์ก็เข้าถึงยากอีก การเข้ามาของ Fast Fashion แก้ทั้งปัญหาการรอและปัญหาราคา เนื่องจากพวกเขาสามารถมองเห็นว่าอะไรกำลังจะเป็นเทรนด์จากงานของนักออกแบบบนรันเวย์ แล้วลอกมันออกมาได้อย่างรวดเร็วและในราคาที่ถูกกว่า แลกกับคุณภาพที่ลดทอนลง
อาจจะเดาได้ว่าข้อเสียของการทำธุรกิจเช่นนี้คืออะไร คำตอบคือเราต้องอยู่กับเสื้อผ้าที่ไม่คงทน การใช้วัสดุที่ถูกลงและเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การเอารัดเอาเปรียบแรงงาน และการสร้างขยะสิ่งทอจำนวนมหาศาลเนื่องจากการผลิตที่รวดเร็วยิ่งขึ้น
หนึ่งในคำวิพากษ์วิจารณ์ต่อกฎหมายที่ฝรั่งเศสกำลังพิจารณาคือว่ามันจะไม่ครอบคลุมแบรนด์ Fast Fashion ในระดับ ‘ปกติ’ อย่าง H&M, Zara หรือ Uniqlo ทั้งๆ ที่มันก็เป็นแบรนด์ที่ส่งผลกระทบแง่ลบต่อสิ่งแวดล้อมและมีปัญหาแรงงานเช่นกัน
“เราผิดหวังอย่างมาก เพราะดูเหมือนกฎหมายนี้กำลังถูกผลักดันด้วยเหตุผลเพื่อปกป้องเศรษฐกิจ ทั้งๆ ที่มันเริ่มมาในฐานะกฎหมายเพื่อความยั่งยืน” ปิแอร์ คอนดามีน ผู้บริหารองค์กรFriend of Earth ฝรั่งเศสให้สัมภาษณ์สำนักข่าว Euro News ในประเด็นว่ากฎหมายนี้เปลี่ยนแปลงกลางทาง ในความหมายของเขา ปิแอร์หมายความว่ามาตรฐานของฝรั่งเศสว่าอะไรเป็นภัยยังคงต่ำเกินไป
อย่างไรก็ตาม หากมองไปที่ตัวเลขระหว่าง Fast Fashion เทียบกับ Ultra Fast Fashion แล้ว การขีดเส้นแบ่งระหว่างทั้งคู่นั้นง่ายดายกว่าที่คิด เพราะในขณะที่ H&M และ Zara ออกสินค้าราว 4,400 และ 6,850 แบบต่อปีตามลำดับ (ซึ่งเยอะเกินจำเป็นอยู่แล้ว) ส่วนแบรนด์ Ultra-Fast Fashion ออกเสื้อผ้าถึง 315,000 แบบต่อปี
วงจรของแฟชั่นสั้นลงเรื่อยๆ จากที่เราเคยใช้เวลารอเสื้อผ้าเป็นเดือนๆ จากรันเวย์ให้มาถึงมือ Fast Fashion ย่นระยะการรอให้เหลือเพียงไม่กี่สัปดาห์ และ Ultra-Fast Fashion ย่นระยะนั้นลงมาให้เหลือเพียงหลักวันเท่านั้น แต่ว่าเรามาถึงจุดนี้กันได้ยังไง
มองไปยังกฎหมายเราจะสังเกตได้ว่าส่วนที่ถูกให้ความสำคัญมากๆ คือการโฆษณาและการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับแบรนด์ Ultra-Fast Fashion ที่งดไม่ให้เผยแพร่โฆษณาและลงโทษอินฟลูเอนเซอร์ผู้โปรโมตสินค้า นั่นแปลว่าผู้เขียนกฎหมายเล็งเห็นว่าปัญหาเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่การผลิตและการซื้อขาย แต่อยู่ที่วิธีการคิดที่โลกโซเชียลมีเดียปลูกฝังให้กับเรา
การพัฒนาทางเทคโนโลยีนำไปสู่การเติบโตของอุตสาหกรรมแฟชั่น และการเติบโตของอุตสาหกรรมแฟชั่นก็ส่งผลกระทบกับวิธีการที่ผู้คนมองเสื้อผ้า เมื่อปฏิวัติอุตสาหกรรมมาถึงเสื้อผ้าเปลี่ยนจากงานฝีมือเป็นสินค้า เมื่อโซเชียลมีเดียและอินเทอร์เน็ตพัฒนา เทรนด์แฟชั่นเปลี่ยนจากการนำเสนอตัวตนผ่านเครื่องแต่งกายกลายเป็นคอนเทนต์ และนั่นเองคือสิ่งที่ทำให้ Ultra-Fast Fashion ประสบความสำเร็จ
เอเจนซีข้อมูล GlobalData รายงานว่าในปี 2024 ผู้ชนะการแข่งขันตลาดเครื่องแต่งกายคือแบรนด์เสื้อผ้าจีน Shein โดยความสำเร็จดังกล่าวมาจาก “เสื้อผ้าราคาถูกและความรวดเร็วในการตอบสนองเทรนด์แฟชั่น” จุดแข็งของ Shein ไม่ใช่ความแม่นยำของพวกเขาที่รู้ว่าผู้บริโภคต้องการอะไร แต่อยู่ที่กระบวนการการผลิตที่ยืดหยุ่นและรวดเร็วทำให้พวกเขาสามารถเสิร์ฟเทรนด์ใดก็ได้อย่างรวดเร็ว เพียงเราเห็นว่าเสื้อผ้าแบบหนึ่งเป็นกระแสใน TikTok ภายในเวลาไม่กี่วัน Shein สามารถผลิตมันออกมาให้เราใส่ได้แล้ว
ในขณะที่ Shein โตขึ้น ยักษ์ใหญ่อย่าง H&M กลับสูญเสียลูกค้าให้กับ Uniqlo เนื่องจาก “การออกแบบที่เรียบเฉยและขาดตกบกพร่อง” และ Forever 21 ล้มละลาย จากข้อมูลดังกล่าวเรียกได้ว่าในตอนนี้การแข่งขันกันของแบรนด์ Fast Fashion ขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถ ‘ลอก’ ได้เก่งกว่า และแบรนด์ที่ช้ากว่าจะแพ้ในประเด็นนี้ ผลกระทบของ Ultra-Fast Fashion คือความนิยมของมันอยู่เหนือคู่แข่งอย่างมาก ในระดับที่ไม่มีทางแข่งขันทางอื่นนอกจากจะปรับมาใช้โมเดลเดียวกัน และนั่นสามารถนำไปสู่หายนะต่อโลกอย่างแน่นอน
มากไปกว่าเรื่องของสิ่งแวดล้อมและแรงงาน Ultra -Fast Fashion ส่งผลกระทบแง่ลบต่อแฟชั่นในฐานะงานศิลปะด้วย นักออกแบบทั้งน้อยและใหญ่รายงานอย่างสม่ำเสมอว่าแบรนด์ของพวกเขาถูกลอกดีไซน์โดยแบรนด์ Ultra-Fast Fashion ตั้งแต่ก่อนสินค้าของตัวเองจะวางขายเสียอีก กำลังการผลิตที่ต่ำกว่าและขั้นตอนความพิถีพิถันในการผลิตที่สูงกว่าทำให้การแข่งขันกับยักษ์ใหญ่แบบนี้เป็นไปไม่ได้
การที่เสื้อผ้าจำนวนมากในโลกถูกทำให้กลายเป็น ‘คอนเทนต์’ ใช้แล้วทิ้ง แทนที่จะเป็นเครื่องมือเครื่องใช้หรืองานศิลปะสามารถทำลายคุณค่าของวัฒนธรรมเสื้อผ้าและแฟชั่นในอนาคได้ เราในปัจจุบันมองไปยังเสื้อผ้าของคนยุค 50s-80s ด้วยสายตาที่โหยหา เนื่องจากมันเป็นเสื้อผ้าที่มีความหมาย มีลักษณะเฉพาะ มีประวัติศาสตร์ มีเทคนิคการตัดเย็บที่เฉพาะตัวของยุคสมัยนั้นๆ แต่ลองนึกภาพว่าเราเป็นคนในอีก 20 ปีข้างหน้า จะรู้ยังไงกับโลกหากหันมองมายังเสื้อผ้าของปีปัจจุบันแล้วพบว่าเสื้อผ้าจำนวนมากบอกเล่าประวัติศาสตร์แห่งการลอกเลียนและเสื้อผ้าที่กลายเป็นขยะเชิงวัฒนธรรม
บทสนทนาเกี่ยวกับแฟชั่นในปี 2025 นั้นแตกต่างจากในอดีตอย่างมาก เมื่อไม่ถึง 10 ปีก่อน เรายังพบเห็นเทรนด์ผุดกำเนิดขึ้นจากกลุ่มก้อนของผู้คนที่มีความสนใจร่วมกัน อาจจะจากแนวดนตรี จากงานอดิเรก จากความรักชอบในผลงานนของนักออกแบบสักคน ในปัจจุบันที่โลกออนไลน์หมุนไวขึ้น น้อยครั้งนักที่เราจะเห็นเทรนด์ไหนเป็นเทรนด์ใหญ่ๆ เทรนด์เดียว แต่เกิดเทรนด์ย่อยๆ ขึ้นมานับร้อยในเวลาสั้นๆ ความไวดังกล่าวเป็นเชื้อไฟให้กับ Ultra-Fast Fashion และ Ultra-Fast Fashion ก็ทำให้สิ่งที่ไวอยู่แล้วไวขึ้นไปกว่าเดิมอีกทีหนึ่ง
กฎหมายนี้ที่ฝรั่งเศสพิจารณาอาจไม่ได้สมบูรณ์แบบ เนื่องจากมันไม่ครอบคลุมแบรนด์ที่สร้างความเสียหายให้กับโลกมากพอ อย่างไรก็ตาม มันเป็นก้าวแรกที่ดีในการพยายามฉุดรั้งมุมมองของเราต่อเสื้อผ้าให้ช้าลง และการเปลี่ยนมุมมองนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน
อ้างอิง: euronews.com, reuters.com, reuters.com, sustainablebrandplatform.com, globaldata.com
ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath