โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเสี่ยงสู่ภาวะถดถอย หลังลง 4 เดือนติด

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 12 มิ.ย. 2568 เวลา 01.46 น. • เผยแพร่ 12 มิ.ย. 2568 เวลา 08.29 น.

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า จากการสำรวจตัวอย่างประชาชนทั่วประเทศจำนวน 2,242 คน พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนพ.ค.ปรับตัวลดลงจากระดับ 55.4 เป็น 54.2 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และอยู่ในระดับที่ต่ำสุดในรอบ 27 เดือนนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2566 เป็นต้นมา

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยโดยรวม อยู่ที่ 48.1 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางานทำ อยู่ที่51.9 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 62.7 ปรับตัวลดลงทุกรายการต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4

ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือน เดือน พ.ค. ที่ปรับตัวลดลงมาจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าจากนโยบาย Trump 2.0 และรู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง แม้ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้และธนาคารแห่งประเทศไทยได้ใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายจากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายตั้งแต่ต้นปีมาแล้ว 2 ครั้งรวม 0.5% โดยแต่ผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ช้าและการเข้าถึงสินเชื่อลำบาก

“ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ทำให้มองว่า อยู่ในช่วงขาลงและเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทยในอนาคตที่ยังไม่สดใสและไม่โดดเด่น สะท้อนว่าดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคจะเข้าสู่ภาวะถดถอยได้ง่าย”นายธนวรรธน์ กล่าว

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า จุดสำคัญมากๆในเดือนนี้ที่สะท้อนให้เห็นคือ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดในรอบ 2 ปี ขณะที่ดัชนีอื่นก็ลดต่ำลงในรอบ 26เดือนและ27 เดือน หรือ 2 ปี ชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคมองว่าเศรษฐกิจไม่ดี และไม่มีสัญญาณการฟื้นตัว จากความกังวลสงครามการค้า แม้จะมีสัญญาณจากนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะบอกว่าสหรัฐฯ นัดไทยเจรจาแล้ว แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่า ไทยจะเจรจาได้สำเร็จทันในช่วงระยะเวลาผ่อนผัน 90 วันที่จะครบกำหนดในวันที่ 7 ก.ค.หรือไม่ และยังไม่เห็นประเทศใดเจรจาสำเร็จแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแม้กระทั่งจีน

ดังนั้นโลกจะถูกเข้าโหมดโดน Reciprocal tariff ซึ่งหมายถึงความเสียหายกับระบบเศรษฐกิจไทย ทั้งมูลค่าการส่งออก และการท่องเที่ยว ครอบคลุมถึงประมาณ 1.5-2 แสนล้านบาท

นอกจากความกังวลสงครามการค้าแล้ว ผู้บริโภคเริ่มเพิ่มความกังวลเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อที่ยากขึ้น รวมทั้งปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองและการที่กระทรวงพาณิชย์ คาดการณ์เงินเฟ้อไตรมาส 2 ปีนี้มีโอกาสจะติดลบ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นความสุ่มเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะเงินฝืดทางเทคนิค แม้การที่เงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ติดลบจะมีสาเหตุหลักจากราคาพลังงาน และสินค้าในหมวดอาหารสดที่ปรับตัวลดลงก็ตาม

แต่ในส่วนของเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ก็อยู่ในระดับต่ำเช่นกัน ซึ่งชี้ให้เห็นกำลังซื้อที่แผ่วบาง

อีกทั้งผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยในเดือนพ.ค. ดัชนีอยู่ที่ระดับ 48.0ลดลงต่อเนื่องในเดือนที่ 3 โดยภาคธุรกิจกังวลการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ผลกระทบภาษีสหรัฐ เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า โดยผู้ประกอบการต้องการให้รัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อกำลังซื้อประชาชน และออกมาตรการช่วยเหลือสภาพคล่องของภาคธุรกิจ การให้สินเชื่อกับผู้ประกอบการ สอดคล้องกับประชาชนที่บอกว่า เข้าสินเชื่อได้น้อย ความไม่มั่นใจในการเมือง ซึ่งยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะต้องยอมรับว่ามีผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภครวมไปถึงภาคเอกชน

ทั้งนี้ ม.หอการค้าไทย ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปีนี้ จะขยายตัวได้ราว 1% กว่า ส่งผลให้ครึ่งปีแรก เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ราว 2% และหากไม่สามารถประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังให้โตถึง 2% ได้ ก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี 68 โตต่ำกว่า 2% แน่นอน ซึ่งภาพรวมแล้ว ยังประเมินว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตในช่วง 1.5-2% แต่ก็มีโอกาสที่จะโตต่ำกว่าระดับนี้ได้ หากสุดท้ายแล้วสหรัฐ บังคับใช้มาตรการ Reciprocal tariff กับทุกประเทศอย่างเข้มข้น

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ดังนั้น สิ่งที่ภาครัฐจะต้องเร่งดำเนินการ คือ การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะงบ 1.75 แสนล้านบาท จะต้องมีการออกมาตรการมาให้ได้โดยเร็วเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 และ 4 และมีมาตรการทางการเงินให้มีการผ่อนปรนมากขึ้น มีการลดดอกเบี้ย ปรับโครงสร้างหนี้ รวมถึง เร่งกระตุ้นการท่องเที่ยวที่ยังเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทีมีเป้าหมายปีนี้ให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศ 35 ล้านคน โดยเฉพาะการดึงนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปกลับมา

นอกจากนี้ยังต้องให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ องค์การการปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งลงทุนในพื้นที่เพื่อให้เม็ดเงินลงพื้นที่

อย่างไรก็ตามคงต้องจับตาสถานการณ์การเมืองในครึ่งปีหลังที่อาจเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 หากเกิดอุบัติเหตุยุบสภาก็จะทำให้การจัดทำร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯล่าช้าออกไป 6-9 เดือน รวมทั้งเม็ดเงินจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.75 ล้านบาทก็จะหายไปเพราะรัฐบาลรักษาการจะใช้เม็ดเงินไม่ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...