โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

“พิชัย” อดีต รมว.พาณิชย์ ชี้ ภาษีทรัมป์ 19% ประเทศไทยแข่งขันได้

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 04 ส.ค. 2568 เวลา 06.41 น. • เผยแพร่ 04 ส.ค. 2568 เวลา 13.35 น.

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ตามที่ประเทศสหรัฐอเมริกากำหนดภาษี Tariff กับประเทศไทยที่ 19% ซึ่งเท่ากับ Tariff ของประเทศในอาเซียนหลายประเทศเช่น มาเลเซีย อินโดนิเซีย ฟิลิปปินส์ และ กัมพูชา ซึ่งต่ำกว่า ประเทศเวียดนามที่โดนเก็บ 20% จะทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย โดยจะทำให้การส่งออกของไทยที่ตั้งแต่ต้นปี 68 ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาขยายได้ 15% ซึ่งถือว่าสูงมาก

จะยังสามารถรักษาระดับการส่งออกทั้งปีให้ขยายตัวต่อได้ แต่อาจจะไม่สูงเท่าครึ่งปีแรก และ โดยส่วนตัวแล้วยังเชื่อว่าการส่งออกจะยังคงเป็นพระเอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ และ หวังว่าการส่งออกทั้งปี 68 จะขยายตัวได้สูงใกล้กับเลข 2 หลัก ทั้งนี้ขอยืนยันว่าการส่งออกที่ขยายตัวอย่างมากมาจากการปรับโครงสร้างการส่งออกของไทยและการลงทุนที่เข้ามามากขึ้น รวมถึงความมั่นใจที่เกิดจากการเจรจาเขตกาค้าเสรีที่มากขึ้น ไม่ใช่เพราะจะเร่งส่งเพื่อเลี่ยงภาษีทรัมป์อย่างเดียว

นอกจากนี้ การลงทุนจากต่างประเทศที่มีการขอส่งเสริมการลงทุนในครึ่งปีแรกแล้วกว่า 1.05 ล้านล้านบาทซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเช่นกัน จะยังคงขยายตัวในการลงทุนได้ต่อเนื่อง และจะทำสถิติสูงสุดได้ภายในสิ้นปีนี้ โดยจะมีการลงทุนจริงภายในปีนี้เกือบทั้งหมด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอนาคต เช่น แผงวงจรไฟฟ้า(พีซีบี), เซมิคอนดักเตอร์, ดาต้าเซ็นเตอร์, Ai, รถยนต์ไฟฟ้า (EV), อุตสาหกรรมดิจิตอล ฯลฯ ซึ่งจะเป็น S- Curve ตัวใหม่ของเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้จะทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ 2-3 % ตามที่ตนเองได้เคยบอกไว้แต่แรกว่าจีดีพีปีนี้น่าจะขยายเกินกว่า 2% แน่นอน และ ในปีต่อไปน่าจะดีขึ้นไปอีก โดยหวังว่านักท่องเที่ยวจะเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่หดหายไปอย่างมาก

เป็นเรื่องที่ต้องรับรู้กันอยู่แล้วว่า ทุกการเจรจาการค้าจะต้องมีผู้ได้รับผลกระทบซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องมองภาพใหญ่ว่าโดยรวมแล้วประเทศไทยจะได้ประโยชน์มากกว่าเสียประโยชน์มาก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะต้องเตรียมมาตรการช่วยเหลือและเยียวยากับผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเกษตรกรที่มีรายได้น้อยไม่ให้ได้รับผลกระทบ อีกทั้งถือโอกาสนี้ปรับเปลี่ยนการผลิตเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในโลกสมัยใหม่ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น

นายพิชัย นริพทะพันธุ์

ดังนั้นสิ่งที่ควรเร่งทำเพื่อรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้น คือการบริหารจัดการให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงเพื่อรองรับภาษี Tariff 19% โดยหวังว่าผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่ นายวิทัย รัตนากร จะสามารถทำให้ค่าบาทอ่อนลงมาเพื่อสนับสนุนให้สินค้าไทยมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น และเพิ่มการส่งออก รวมถึงช่วยให้การท่องเที่ยวดีขึ้น เพราะสาเหตุหนึ่งที่นักท่องเที่ยวลดลงเพราะค่าเงินบาทแข็งค่าเกินไป ทำให้การมาเที่ยวประเทศไทยแพงมากเมื่อเทียบกับการไปเที่ยวประเทศคู่แข่ง นอกจากนี้การเร่งเจรจาเขตการค้าเสรีให้มีมากขึ้น โดยเฉพาะ FTA กับ EU ที่จะทำให้ประเทศไทยมีเขตการค้าเสรีเพิ่มอีก 27 ประเทศในทวีปยุโรป หลังจากที่ไทยเซ็น FTA กับ EFTA ที่ประกอบด้วยประเทศยุโรป 4 ประเทศแล้ว คือ สวิตเซอร์แลนด์ นอรเวย์ ไอซ์แลนด์ และ ลิกเตนสไตน์ เมื่อตอนต้นปี นอกจากนี้ยังมี เกาหลีใต้ ยูเออี อาเซียน-แคนนาดา ที่น่าจะเจรจาให้จบได้ภายในก่อนสิ้นปีนี้ อีกทั้ง ภาษี Tariff ของสหรัฐนี้เอง ก็ยังสามารถเจรจาปรับลดลงอีกได้ ตามที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์กล่าวไว้เอง หากประเทศไทยจะมีข้อเสนอที่ดีในอนาคต

โดยภาพรวมแล้วเศรษฐกิจไทยจะค่อยๆฟื้นตัวและยังจะไปต่อได้ เพียงแต่จะต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี โดยเฉพาะปัญหาเรื่องหนี้ ทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้ธุรกิจ และหนี้สาธารณะ ซึ่งน่าจะผ่อนคลายมากขึ้นหากรัฐบาลจะสามารถดันจีดีพีให้เพิ่มสูงขึ้นได้ โดยต้องมีเงินจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้นจากการส่งออก การลงทุน ซึ่งมีแนวโน้มที่จะดีขึ้นมาก และ การท่องเที่ยวที่ต้องเร่งแก้ไขให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...