“บริษัทญี่ปุ่น” เตรียมจ่ายเงินปันผลแตะระดับสูงสุดเป็นปีที่ 5 แม้กำไรหด หวังหนุนการบริโภค
กว่า 2,300 "บริษัทญี่ปุ่น" จ่อเพิ่มเงินปันผลรวมแตะ 19.99 ล้านล้านเยนในปีงบประมาณนี้ แม้คาดว่ากำไรจะลดลง 7% เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามการค้าและเงินเฟ้อที่ฉุดค่าจ้างจริง
วันที่ 10 กรกฎาคม 2568 เวลา 23.05 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า บริษัทญี่ปุ่นเตรียมเพิ่มเงินปันผลแตะระดับสูงสุดเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดทางการค้า ซึ่งอาจฉุดรายได้ของบริษัทลง อย่างไรก็ตามการเพิ่มเงินปันผลนี้อาจช่วยกระตุ้นการบริโภคภาคครัวเรือนได้ ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่บั่นทอนค่าจ้างที่แท้จริง
จากการคำนวณของ Nikkei ซึ่งอิงจากการคูณเงินปันผลรายปีด้วยจำนวนหุ้นที่จดทะเบียน พบว่าบริษัทญี่ปุ่นราว 2,300 แห่งที่ปิดงบในเดือนมีนาคม คาดว่าจะจ่ายเงินปันผลรวมเพิ่มขึ้น 3% ในปีงบประมาณนี้ แตะระดับ 19.99 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 1.36 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับบริษัทที่ยังไม่ได้ประกาศคาดการณ์ปันผล จะใช้ประมาณการของตลาดจาก QUICK consensus
ยอดรวมดังกล่าวเพิ่มขึ้นถึง 66% เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2561 โดยนักลงทุนรายบุคคลถือหุ้นเกือบหนึ่งในห้าของบริษัทจดทะเบียน เท่ากับว่ามีเงินปันผลก่อนหักภาษีราว 3.5 ล้านล้านเยน ไหลเข้าสู่ภาคครัวเรือน
โดยบริษัทประมาณ 910 แห่ง หรือเกือบ 40% ระบุว่าจะเพิ่มหรือกลับมาจ่ายเงินปันผลอีกครั้งในปีงบประมาณนี้ แม้ว่าหลายบริษัทคาดว่ากำไรจะลดลง โดยกำไรสุทธิรวมของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว (TSE) กลุ่ม Prime คาดว่าจะลดลง 7% ในปีงบประมาณ 2568 ถือเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 6 ปี โดยบริษัทประมาณ 250 แห่งที่มีกำไรลดลงยังคงแผนจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้น ซึ่งมากกว่าปีก่อนราว 30 บริษัท
โตโยต้า มอเตอร์ ซึ่งคาดว่ากำไรสุทธิของกลุ่มจะลดลง 35% ยังคงตั้งใจเพิ่มเงินปันผลอีก 5 เยนต่อหุ้น รวมเป็น 95 เยน โดย รองประธานบริหาร โยอิจิ มิยาซากิ ระบุว่า “แม้การคาดการณ์กำไรจะไม่แน่นอนจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ภาษีของสหรัฐ แต่เรามุ่งมั่นที่จะเพิ่มเงินปันผลอย่างต่อเนื่องเพื่อให้รางวัลแก่ผู้ถือหุ้นระยะยาว”
ด้านMitsui & Co. บริษัทเทรดดิ้งเฮาส์ ก็มีแผนเพิ่มเงินปันผลอีก 15 เยน แม้ว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะอ่อนตัวและกดดันกำไร แนวโน้มนี้สะท้อนแรงกดดันจากตลาดและตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ที่ผลักดันให้บริษัทใช้ทุนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทกลุ่ม Prime ที่มีเงินสดสะสมรวมถึง 112 ล้านล้านเยน ซึ่งเป็นระดับสูงในประวัติศาสตร์ การลดส่วนของผู้ถือหุ้นจึงเป็นอีกทางหนึ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพทุน Takeda Pharmaceutical และ Ricoh ต่างวางแผนเพิ่มเงินปันผลปีนี้อีก 4 เยน และ 2 เยน ตามลำดับ
ขณะเดียวกันบริษัทหลายแห่งพยายามดึงดูดนักลงทุนรายย่อยในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากรัฐบาลเปิดตัวโครงการ NISA (Nippon Individual Savings Account) โฉมใหม่ในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยเพิ่มขึ้นกว่า 10% แตะ 83.59 ล้านคน ตามรายงานการถือหุ้นปีงบประมาณ 2567
หลายบริษัทเริ่มกำหนดนโยบายจ่ายปันผลที่อิงกับ “dividends on equity” หรือคิดเป็นสัดส่วนต่อส่วนผู้ถือหุ้น เพื่อให้การจ่ายเงินปันผลมีเสถียรมากขึ้นและไม่ผันผวนตามกำไร เช่น Citizen Watch ที่ตั้งเป้าหมายในรูปแบบนี้ และเพิ่มปันผลอีก 2 เยนในปีนี้
ข้อมูลเบื้องต้นจากแบบสำรวจแรงงานรายเดือนของรัฐบาลญี่ปุ่นในเดือนพฤษภาคมพบว่า ค่าจ้างที่แท้จริงลดลง 2.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 แม้ว่าบริษัทต่าง ๆ จะปรับขึ้นค่าจ้างเฉลี่ย 5.25% แล้วก็ตาม
ฮิเดโอะ คุมาโนะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Dai-ichi Life Research Institute คาดการณ์ว่า เงินปันผลรวม 20 ล้านล้านเยน อาจช่วยกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชนได้ราว 520 พันล้านเยน และเพิ่ม GDP ได้ประมาณ 0.1%
“เมื่อราคาสินค้าสูงขึ้น ค่าจ้างที่แท้จริงก็ไม่สามารถเพิ่มได้ การเพิ่มรายได้จากเงินปันผลจึงช่วยเสริมรายได้ที่ใช้จ่ายได้ และน่าจะเป็นแรงหนุนต่อการบริโภคในประเทศ” คุมาโนะกล่าว
อ้างอิง : asia.nikkei.com