โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

'ธนาธร' ชู 3 เมกะโปรเจกต์ ลงทุนรวม 6.8 แสนล้าน สร้างอนาคตประเทศ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 18 ก.ค. 2568 เวลา 08.59 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2568 เวลา 15.50 น.

วันนี้ (18 ก.ค.) ในงาน “55 ปี NATION :ผ่าทางตันประเทศไทย กับ 3 ผู้นำทางความคิด : Chapter 2 ผ่าทางตันกับ 3 บก. โดยแขกรับเชิญได้แก่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าและอดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ณ ห้องพญาไท 4 ชั้น 6 โรงแรมอีสติน แกรนด์พญาไท กทม.

ดำเนินรายการโดย 3 บก.สมชาย มีเสน รองประธานกรรมการ บริษัทเนชั่น กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน), บากบั่น บุญเลิศ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัทเนชั่น กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน), และประธานกรรมการ บริษัทฐานเศรษฐกิจ มัลติมีเดีย จำกัด,วีระศักดิ์ พงศ์อักษร บรรณาธิการอำนวยการเครือเนชั่น

นายธนาธรกล่าวตอนหนึ่งว่าจากการเดินทางไปทั่วประเทศมองเห็นสิ่งที่จะทำเรื่องนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ว่าประเทศไทยต้องมีการลงทุนในโครงการที่เกี่ยวกับโครงการที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ ซึ่งมีตัวอย่างโครงการทั้งหมด 3 โครงการ ใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 6.8 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการจัดสรรงบประมาณในสิ่งที่จำเป็นโดยมีรายละเอียดโครงการต่างๆดังนี้

1.การลงทุนในเรื่องโรงงานกำจัดขยะที่ได้มาตรฐานในประเทศไทย ซึ่งเรื่องการจัดการขยะเป็นเรื่องสำคัญในประเทศไทย เนื่องจากในปัจจุบันมีโรงงานขยะจำนวนมาก แต่โรงงานขยะที่ได้มาตรฐานนั้นมีจำนวนน้อย และโรงงานขยะที่ได้มาตรฐาน และเผาขยะที่ดีที่สุดในประเทศที่มีอยู่ในขณะนี้ใช้อุปกรณ์ และเทคโนโลยี จากต่างประเทศทั้งหมด ไม่มีเทคโนโลยีจากประเทศไทยเป็นส่วนประกอบเลย

ในเรื่องนี้หากได้เป็นรัฐบาลวางแผนว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 1 แสนล้านบาทในระยะเวลา 8 ปี หรือเท่ากับการเป็นรัฐบาล 2 สมัย โดยเฉลี่ยใช้งบประมาณปีละประมาณ 1 หมื่นกว่าล้านบาท จะทำโรงงานที่ได้มาตรฐานในประเทศ และแก้ปัญหาขยะให้หมดภายใน 8 ปี รวมทั้งสร้างเทคโนโลยีให้กับคนไทย

2.การลงทุนเพื่อสร้างระบบน้ำประปาดื่มได้ ใช้วงเงินงบประมาณรวม 8 หมื่นล้านบาท โดยใช้ระยะเวลา 8 ปี เฉลี่ยลงทุนปีละประมาณ 1 หมื่นล้านบาท เพื่อทำให้น้ำประปาดื่มได้ทั่วประเทศ

และ 3.โครงการสมาร์ทกริดหรือระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่จำเป็นมากในการรับมือกับภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ซึ่งประเทศไทยต้องมีการปรับระบบการผลิต และการจำหน่ายไฟฟ้าโดยปรับกริดของประเทศ ซึ่งต้องทำให้มีความสมาร์ทมากขึ้นเพื่อให้สามารถทำหน้าที่ทั้งรับ และส่งไฟฟ้าได้ เพราะในครัวเรือนจะทำหน้าที่ทั้งขายและใช้ไฟฟ้า

นายธนาธรระบุว่าเฉพาะสมาร์ทกริดอย่างเดียวจะมีการลงทุนในประเทศไทยทั้งหมดกว่า 5 แสนล้านบาท ภายในระยะเวลา 12 – 20 ปี ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มากเพราะมีส่วนประกอบทั้งสมาร์ทมิเตอร์ วงจรอินเวอร์เตอร์ ระบบกักเก็บแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System) หากประเทศไทยไม่มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องของเทคโนโลยีและการผลิตเหล่านี้ด้วยตัวเองก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด

โดยการคิดในเรื่องนี้ต้องเริ่มจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการให้งบประมาณในการวิจัยว่ามหาวิทยาลัยไหนจะทำการวิจัยในเรื่องอะไร เช่น สมาร์ทมิเตอร์ อินเวอร์เตอร์ ไปสู่กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษา เพื่อสร้างแรงงานในระบบมาตอบสนองทั้งในวันนี้และในอนาคต

จากนั้นจะไปสู่การทำงานของกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ต้องมาดูว่าจะส่งเสริมการลงทุนอย่างไร ส่วนการนำเข้าบางส่วนที่จำเป็นก็ต้องมาดูเรื่องของการกำหนดอัตราภาษี

“เมกะโปรเจ็กต์แบบนี้นอกจากจะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต ยังช่วยจ้างงาน สร้างเทคโนโลยีในประเทศ การลงทุนเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศมาก และจะทำให้เกิดการลงทุนจริง เพราะมีความแน่นอนของตลาดในอนาคต ไม่ใช่นำเข้ามาแล้วเอามาขายให้รัฐบาลอย่างเดียว แต่รัฐบาลบอกดีมานต์ว่าจะซื้อจากโครงการลงทุนที่จะเกิดขึ้นโดยเน้นการผลิตในประเทศ ใครอยากมาลงทุนในประเทศไทยเราก็จะอำนวยความสะดวกให้แข่งขันทั้งปริมาณและคุณภาพ ถ้าทำได้ก็เอาออเดอร์จากภาครัฐไป”นายธนาธร กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...