โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หนี้ครัวเรือนไทย Q1 หดตัวครั้งแรกเหลือ 87.4%/GDP เหตุแบงก์ไม่ปล่อยกู้

Amarin TV

เผยแพร่ 18 ก.ค. 2568 เวลา 09.40 น.
หนี้ครัวเรือนไทย Q1 หดตัวครั้งแรกเหลือ 87.4%/ GDP เหตุแบงก์ไม่ปล่อยกู้ คนไม่กล้ามีหนี้

SCB EIC เผยรายงานระบุว่า ในไตรมาสแรกของปี 2025 สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ระดับ 87.4% หดตัวครั้งแรกนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูลหนี้ครัวเรือนไทยอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2012 ซึ่งแม้ในทางเทคนิคจะสะท้อนกระบวนการ Deleveraging หรือการลดภาระหนี้ลง แต่สัญญาณเบื้องหลังกลับบ่งชี้ถึงภาวะเปราะบางของเศรษฐกิจ มากกว่าจะเป็นผลจากรายได้ที่ฟื้นตัว

ภายใต้ฉากหลังของเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่าระดับก่อนเกิดวิกฤต COVID-19 ภาคครัวเรือนไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากรายได้ที่ไม่เพิ่มขึ้นตามต้นทุนชีวิตและดอกเบี้ยที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ขณะที่สถาบันการเงินเองก็ระมัดระวังมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อ ท่ามกลางคุณภาพสินเชื่อที่ทยอยเสื่อมถอยลงอย่างต่อเนื่อง

มาตรการภาครัฐอย่าง “คุณสู้ เราช่วย” แม้จะมีเป้าหมายบรรเทาภาระหนี้ในระยะสั้น แต่ภาพใหญ่ของกระบวนการลดหนี้ที่อิงกับการชะลอก่อหนี้มากกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น กลับอาจสร้างแรงกดดันต่อการบริโภคในระยะยาว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในยุคหลัง COVID-19 ที่การส่งออกและการลงทุนยังไม่กลับมาเต็มศักยภาพ

การที่หนี้ครัวเรือนไทยลดลงในครั้งนี้ จึงไม่ใช่ “สัญญาณดี” แบบที่เคยตีความกันในอดีต แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า รายได้ครัวเรือนยังไม่ฟื้นตัวเพียงพอ ขณะที่การเข้าถึงสินเชื่อก็ถูกจำกัดมากขึ้น ปล่อยให้ครัวเรือนจำนวนมากเผชิญกับภาวะหนี้เรื้อรังโดยไร้เครื่องมือฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังปกคลุมทั้งเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก กระบวนการลดหนี้ในครั้งนี้จึงอาจกลายเป็นแรงฉุดรั้งสำคัญของการเติบโตในระยะต่อไป หากไม่มีการออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์เชิงโครงสร้างอย่างจริงจังและยั่งยืน

หนี้ครัวเรือนไทยหดตัว สะท้อนวัฏจักร Deleveraging

SCB EIC เผยว่า ยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนไทย ณ ไตรมาสแรกของปี 2025 อยู่ที่ 16.35 ล้านล้านบาท ลดลง -0.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YOY) ซึ่งนับเป็นการหดตัวของหนี้ครัวเรือนครั้งแรก นับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลสินเชื่อครัวเรือนในปี 2012 หลังจากที่อัตราการขยายตัวของหนี้ครัวเรือนชะลอลงต่อเนื่องหลายไตรมาสที่ผ่านมา โดยในไตรมาสดังกล่าว สินเชื่อเพื่อซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์หดตัวอย่างรุนแรงถึง -10%YOY สะท้อนภาวะซบเซาของตลาดยานยนต์ ขณะที่สินเชื่อประเภทอื่น ๆ ของภาคครัวเรือนก็ชะลอตัวลงทั้งหมดเช่นกัน

หากพิจารณาแยกตามประเภทของผู้ให้สินเชื่อ จะพบว่าการหดตัวเกิดขึ้นเด่นชัดในกลุ่มสถาบันการเงินเอกชน โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ บริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และผู้ให้สินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งรวมกันคิดเป็นสัดส่วนครึ่งหนึ่งของยอดสินเชื่อครัวเรือนทั้งหมด โดยในไตรมาส 1/2025 ยอดคงค้างสินเชื่อครัวเรือนของธนาคารพาณิชย์ลดลง -3.0%YOY หดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ขณะที่ยอดคงค้างของบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคลลดลง -1.2%YOY หดตัวติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 2

ในทางกลับกัน สถาบันการเงินของรัฐและสหกรณ์ออมทรัพย์ยังคงมีบทบาทสำคัญในการปล่อยสินเชื่อ และสามารถรักษาการเติบโตของยอดคงค้างสินเชื่อได้ในระดับหนึ่ง ส่งผลให้ภาพรวมของหนี้ครัวเรือนยังไม่หดตัวลงอย่างรุนแรงในเชิงโครงสร้าง โดยในระยะข้างหน้า สถาบันการเงินของรัฐจะยังมีบทบาทสำคัญในการประคองหนี้ครัวเรือนไทยไม่ให้ลดลงมาก ผ่านมาตรการสินเชื่อสนับสนุนจากภาครัฐ ขณะที่จำเป็นต้องติดตามคุณภาพของสินเชื่อจากภาคสหกรณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงินโดยรวมในอนาคต

หนี้ลดลงแต่ไม่ใช่สัญญาณบวกของเศรษฐกิจ

SCB EIC ประเมินว่าในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ครัวเรือนไทยจะยังอยู่ในวัฏจักร “Deleveraging” หรือการลดสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากภาระหนี้ต่อ GDP ที่พุ่งสูงขึ้นมากในช่วงวิกฤต COVID-19 อย่างไรก็ตาม วัฏจักรการลดหนี้ในรอบนี้ไม่ได้นำมาซึ่งความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจเช่นในอดีต ตรงกันข้าม กลับสะท้อน “ความเปราะบางเรื้อรัง” ของเศรษฐกิจไทย ที่ยังคงมีบาดแผลจากผลกระทบของ COVID-19 ซึ่งยังไม่ได้รับการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์

เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของการลดลงของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะพบว่ามีสาเหตุหลักมาจาก “การขยายตัวของหนี้ที่ต่ำกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจ” โดยยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนขยายตัวในระดับต่ำมานานกว่า 5 ไตรมาส แม้ว่าเศรษฐกิจจะยังเติบโตได้บ้าง แต่ก็อยู่ในระดับต่ำและฟื้นตัวได้อย่างเชื่องช้า

เมื่อเปรียบเทียบกับวัฏจักร Deleveraging รอบก่อนในช่วงปี 2016–ก่อน COVID-19 เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยที่ 3.5%YOY ขณะที่ในรอบปัจจุบันตั้งแต่วิกฤต COVID-19 เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.3%YOY ซึ่งยังไม่เพียงพอจะสร้างรายได้ในระดับที่ช่วยให้ครัวเรือนสามารถลดภาระหนี้ได้อย่างยั่งยืน กล่าวคือ การลดลงของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ในรอบนี้ มาจาก “การชะลอการก่อหนี้” มากกว่าจะเป็น “การฟื้นตัวของรายได้หรือเศรษฐกิจ”

นอกจากนี้ แม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยจะปรับลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลัง COVID-19 แต่กระบวนการดังกล่าวกลับดำเนินไปอย่างเชื่องช้ากว่าหลายประเทศเศรษฐกิจหลัก

หากเปรียบเทียบจากจุดสูงสุดของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ในช่วงวิกฤต COVID-19 กับระดับล่าสุด จะพบว่าประเทศอื่นสามารถปรับลดสัดส่วนหนี้ได้เร็วกว่ามาก โดยเฉพาะประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อเร่งตัวในช่วงต้นของสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งช่วยเร่งมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Nominal GDP) ให้เพิ่มสูงขึ้น และส่งผลให้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ลดลงได้เร็ว ในขณะที่ประเทศในเอเชียตะวันออก แม้จะเผชิญเงินเฟ้อในระดับต่ำกว่า แต่ก็สามารถฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้รวดเร็วหลังผ่านพ้น COVID-19 ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ปรับลดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นี่เป็นเพราะกระบวนการ Deleveraging ของไทยเกิดขึ้นจาก “การที่ยอดหนี้คงค้างแทบไม่เติบโต” ไม่ได้อาศัยแรงขับเคลื่อนจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว หรือเงินเฟ้อที่เร่งตัวอย่างมีนัยสำคัญ

หากอัตราเงินเฟ้อของไทยยังคงอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน ครัวเรือนไทยอาจเผชิญกับภาวะ “Debt Deflation” ซึ่งหมายถึงการที่มูลค่าที่แท้จริงของหนี้ไม่ได้ลดลงตามราคาสินค้าและบริการที่ปรับตัวขึ้น ส่งผลให้ภาระหนี้ยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น ระดับหนี้ครัวเรือนของไทย ณ จุดสูงสุดในช่วง COVID-19 นั้นอยู่ในระดับที่สูงมาก ทั้งเมื่อเทียบกับอดีตของไทยเอง และเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค

มาตรการแก้หนี้ช่วยบรรเทา แต่ระยะยาวต้องพึ่งการฟื้นตัวของรายได้ครัวเรือน

ในช่วงที่ผ่านมา ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันดำเนินมาตรการบรรเทาภาระหนี้ของครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการ “คุณสู้ เราช่วย เฟส 2” ซึ่ง SCB EIC ประเมินว่า เป็นโครงการที่มีการขยายเงื่อนไข ระยะเวลา และกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวน่าจะช่วยลดภาระการชำระหนี้รายเดือนได้ในระยะสั้นผ่านแรงจูงใจทางการเงิน

อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของรายได้เป็นหลัก โดยเฉพาะในกลไก “จ่ายตรง คงทรัพย์” ซึ่งมีการปรับเพิ่มการชำระหนี้เป็นขั้นบันไดในแต่ละปีที่เข้าร่วมโครงการ หากรายได้ไม่ฟื้นตัวเพียงพอ อาจทำให้ลูกหนี้กลับมาเผชิญปัญหาเดิมในอนาคต

ดังนั้น กระบวนการลดหนี้ที่มีประสิทธิภาพในระยะยาวควรประกอบด้วยสองมิติสำคัญ ได้แก่ (1) มาตรการแก้ไขหนี้เดิมที่ออกแบบให้เหมาะสมกับกลุ่มครัวเรือนที่มีปัญหาหนี้แตกต่างกัน และ (2) นโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่สนับสนุนการฟื้นตัวของรายได้อย่างเพียงพอ เพื่อให้ภาคครัวเรือนสามารถหลุดพ้นจากวงจรหนี้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ภาครัฐอาจพิจารณาใช้เครื่องมือนโยบาย Macroprudential เช่น การกำหนดสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ เพื่อป้องกันการก่อหนี้ที่ไม่ยั่งยืนในอนาคต โดยเฉพาะในภาวะที่ดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง (Low for Long)

คุณภาพสินเชื่อยังถดถอย ความเสี่ยงต่อระบบการเงินยังต้องจับตา

ภายใต้สภาวการณ์นี้ แนวโน้มในระยะข้างหน้า SCB EIC ประเมินว่าสถาบันการเงินยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อต่อไป โดยเฉพาะจากคุณภาพสินเชื่อที่ยังด้อยลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดการเติบโตของหนี้ครัวเรือน โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า สัดส่วนสินเชื่อที่อยู่ในขั้น Stage 3 หรือเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล เพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาอยู่ที่ 3.41% ในไตรมาสแรกของปี 2025

หากลงลึกในรายละเอียดจะพบว่าสินเชื่อที่เข้าสู่ขั้น Stage 3 เพิ่มขึ้นในทุกประเภท โดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อบัตรเครดิต ซึ่งมีสัดส่วน NPL อยู่ที่ 4.11% และ 4.17% ตามลำดับ และเมื่อรวมกับสินเชื่อที่อยู่ในขั้น Stage 2 (ซึ่งเริ่มมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น) จะทำให้สัดส่วนสินเชื่อที่มีความเสี่ยงรวมกันสูงถึง 10.26% และ 8.45% ตามลำดับ

แนวโน้มการปล่อยสินเชื่อในระยะต่อไปจึงยังคงถูกจำกัดโดยความเสี่ยงด้านเครดิตที่อยู่ในระดับสูง สถาบันการเงิน โดยเฉพาะภาคเอกชน จึงยังคงมีท่าทีระมัดระวังต่อการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากครัวเรือนไทยนอกจากจะยังฟื้นตัวไม่เต็มที่จากวิกฤต COVID-19 แล้ว ยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ตลอดจนการแข่งขันสูงจากสินค้านำเข้าที่กดดันภาคธุรกิจในประเทศอย่างต่อเนื่อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...