โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

เช็กด่วน! 'ศูนย์พักพิงชั่วคราว' 4จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 25 ก.ค. 2568 เวลา 19.02 น. • เผยแพร่ 26 ก.ค. 2568 เวลา 03.24 น.

จากกรณีเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารไทย -กัมพูชา ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 24 ก.ค. 2568 ที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 25 ก.ค.2568 พบว่ามีการปะทะภายในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีษะเกษ และอุบลราชธานี โดยพล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษก ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านความมั่นคง กล่าวว่ายอดผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากฝ่ายไทย ณ วันนี้ ณ เวลา 9.00 วันนี้ เป็นพลเรือน 14 ราย บาดเจ็บสาหัส 7 ราย บาดเจ็บปานกลาง 13 ราย บาดเจ็บเล็กน้อย 11 ราย รวมทั้งสิ้น 45 ราย

ขณะที่ข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข หรือ EOC ว่านอกจากส่วนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บแล้ว ในส่วนของผู้อพยพมีจำนวนรวมทั้ง 4 จังหวัดชายแดน 131,456 คนแบ่งเป็น

  • อุบลราชธานี 70,886 คน
  • ศรีสะเกษ 11,432 คน
  • สุรินทร์ 27,325 คน
  • บุรีรัมย์ 21,813 คน

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้อพยพผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ ออกจาก รพ.ที่อยู่ในรัศมีของการโจมตี รวม 11 แห่งด้วยกัน โดย 4 แห่งในจำนวนนี้ปิดทำการโดยปริยาย โดยบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยในมีการอพยพมาแล้ว

ส่วน กระทรวงศึกษาธิการได้สั่งปิดโรงเรียนในพื้นที่เสี่ยงชั่วคราว จำนวน 751 โรงเรียน พร้อมเยียวยานักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว รวมถึงแจ้งให้สถานศึกษาในพื้นที่เสี่ยง วางแผน และปรับโรงเรียนให้กลายเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อรองรับชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน

ขณะที่ กองทัพมีการจัดจิตอาสาพระราชทานดูแลและช่วยเหลือประชาชน ในพื้นที่ 4 จังหวัด เพื่อดูแลและช่วยเหลือประชาชน พร้อมทั้งตั้งโรงครัวพระราชทาน 7 จุด รถครัวสนาม 8 จุด ประกอบอาหารเพื่อดูแลประชาชนผู้อพยพ จำนวน 15,000 กล่อง/มื้อ รวมทั้งสิ้น 52,000 กล่อง/วัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ตึงเครียดชายแดน! แนะสังเกตอารมณ์ เสพข่าวมีสติ ดูแลสุขภาพใจ ลดเครียด

เช็ก 'ศูนย์พักพิงชั่วคราว' ในพื้นที่เสี่ยงชายแดนไทย-กัมพูชา

น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีคำสั่งเร่งด่วนให้ทุกมหาวิทยาลัยในสังกัดที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ใกล้เคียงชายแดนไทย-กัมพูชา เปิด "ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยการปะทะชายแดน (อว.เพื่อประชาชน)" เพื่อเป็นหนึ่งในหน่วยงานให้ความช่วยเหลือและเป็นที่พึ่งพิงให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ปะทะกันของทหารไทยและกำลังพลกัมพูชา ซึ่งมีจุดเริ่มต้นบริเวณปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ และได้ขยายวงกว้างลุกลามเข้าสู่พื้นที่พลเรือนของฝั่งไทย ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในพื้นที่ 4 จังหวัดอีสานตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ (อ.กันทรลักษ์), จังหวัดสุรินทร์ (อ.กาบเชิง, อ.พนมดงรัก), จังหวัดบุรีรัมย์ (อ.บ้านกรวด) และจังหวัดอุบลราชธานี (อ.น้ำยืน)

หลังจากการสั่งการของ รมว.อว ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ และมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้ขานรับนโยบายอย่างรวดเร็ว โดยเปิดพื้นที่ภายในมหาวิทยาลัยจัดตั้งเป็น ศูนย์พักพิงชั่วคราว รองรับผู้อพยพที่ต้องละทิ้งบ้านเรือนเพื่อหนีภัยความไม่สงบ

"ขณะนี้มีประชาชนหลั่งไหลเข้ามาขอพักพิงแล้วกว่า 5,000 ชีวิต ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และคนชรา โดยทางมหาวิทยาลัยได้ระดมสรรพกำลังทั้งบุคลากรและนักศึกษาจิตอาสา จัดเตรียมสิ่งของจำเป็นพื้นฐานอย่างเร่งด่วน ทั้งอาหารปรุงสุก น้ำดื่ม ยารักษาโรค ชุดปฐมพยาบาล และเครื่องใช้ที่จำเป็น เพื่อมอบให้กับผู้อพยพทุกคนอย่างทั่วถึง"

จุดรับบริจาค ช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อน

นอกจากการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่แล้ว กระทรวง อว. โดยศูนย์ปฏิบัติการฯ อว.เพื่อประชาชน ยังได้เป็นศูนย์กลางในการรับบริจาคสิ่งของจากภาคประชาชน เพื่อส่งต่อไปยังผู้ประสบภัยโดยตรง ขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยร่วมส่งธารน้ำใจและความช่วยเหลือไปยังผู้ที่กำลังเดือดร้อน

โดยสามารถนำสิ่งของมาบริจาคได้ที่ จุดรับบริจาค: บริเวณชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ถนนโยธี กรุงเทพฯ ทั้งนี้ กระทรวง อว. ยืนยันว่าจะดำเนินการลำเลียงสิ่งของบริจาคทั้งหมดจากพี่น้องประชาชน ส่งตรงไปยังศูนย์พักพิงและผู้ประสบภัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนโดยเร็วที่สุด เพื่อส่งมอบกำลังใจและความช่วยเหลือให้ถึงมือผู้เดือดร้อนเพื่อแสดงให้เห็นว่า คนไทยไม่ทิ้งกัน

พม.พร้อมลงพื้นที่เยียวยาประชาชน

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากศูนย์บริหารการดูแลกลุ่มเปราะบางจากภัยพิบัติ (ศบปภ.) กระทรวง พม. กรณีสถานการณ์การปะทะในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดย ศบปภ. พม.จังหวัดศรีสะเกษ รายงานว่ามีเหตุปะทะกัน 2 จุดในอำเภอกันทรลักษ์ เบื้องต้นทราบว่า มีผู้เสียชีวิต เป็นพลเรือน 8 ราย ทหาร 1 ราย ผู้บาดเจ็บเป็นพลเรือน 15 ราย ทหาร 2 ราย โดยทีมศบปภ. พม.จังหวัดศรีสะเกษ ได้ส่งหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วลงพื้นที่เข้าไปดูแลประชาชนพี่น้องกลุ่มเปราะบางที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว ซึ่งทางจังหวัดดำเนินการเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว จำนวน 136 ศูนย์ รองรับประชาชนได้ จำนวน 80,351 คน

ด้าน ศบปภ. พม.จังหวัดบุรีรัมย์ ได้สั่งอพยพ ประชาชน 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลสายตะกู จันทบเพชร ปราสาท และบ้านกรวด ไปที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวตามแผนอพยพ ขณะที่ ทีม ศบปภ. พม.จังหวัดบุรีรัมย์ ได้จัดทีมดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง และเตรียมสถานรองรับ 24 ชั่วโมง

ทีมศบปภ. พม. จังหวัดสุรินทร์ ได้ส่งหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วลงพื้นที่เข้าดูแลช่วยเหลือและเยียวยาฟื้นฟูจิตใจประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว ซึ่งมีการเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว จำนวน 37 ศูนย์ รองรับประชาชนได้ จำนวน 80,800 คน และยังได้จัดสถานที่เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวให้กับประชาชน

นอกจากนี้ ศบปภ. พม.จังหวัดอุบลราชธานี ได้ให้ทีมเคลื่อนที่เร็วร่วมลงพื้นที่ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ที่จุดอพยพ อำเภอเดชอุดม โดยในวันนี้ (24 ก.ค. 68) ได้แบ่งทีมเคลื่อนที่เร็วออกเป็น 3 ชุด ประจำจุดหลักของศูนย์อพยพ ซึ่งได้ดำเนินการช่วยเหลือดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ย้ายมาอยู่ที่ศูนย์อพยพ มีบริการรับลงทะเบียนกลุ่มเปราะบาง และบริการรถเข็นวีลแชร์สำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ ซึ่งให้บริการทุกจุดรวม 30 คัน และในวันที่ 25 ก.ค. 68 ทีม ศบปภ. พม. จังหวัดอุบลราชธานี จะลงพื้นที่คัดกรอง และเก็บข้อมูลกลุ่มเปราะบาง ตามแผนงานและพื้นที่รับผิดชอบต่อไป

ขณะที่ ศบปภ. พม.จังหวัดสระแก้ว รายงานว่ายังไม่มีเหตุการณ์รุนแรง แต่ในส่วนของการเตรียมความพร้อมของจังหวัดสระแก้ว ทางผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วได้สั่งการให้ทุกหน่วยเตรียมความพร้อมและให้ทุกหน่วยงานประสานข้อมูลกันอย่างใกล้ชิด ซึ่งทีม ศบปภ. พม. จังหวัดสระแก้ว ได้เตรียมพร้อมในกรณีที่ต้องเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและให้ทุกหน่วยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตามทีม ศบปภ. พม.จังหวัดจันทบุรี และทีม ศบปภ. พม.จังหวัดตราด ไม่มีการรายงานสถานการณ์ความรุนแรง และได้ประสานงานกับทางผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานในจังหวัด กรณีเตรียมความพร้อมหากเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้ปฏิบัติตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด

เปิดศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็ก ใน4 จังหวัดชายแดน

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต รวมถึงการปิดโรงเรียนในพื้นที่เสี่ยง และการอพยพเด็ก ผู้สูงอายุ และประชาชนไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวนั้น กสศ. มีความห่วงใยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนด้านภาวะการเรียนรู้และพัฒนาการถดถอย (Learning Loss) เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว กสศ. จึงร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดน ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยอุบลธราชธานี, มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, สภาเด็กและเยาวชนเทศบาลนครอุบลราชธานี, มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ, สภาเด็กและเยาวชนเทศบาลนครศรีสะเกษ, มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์, สภาเด็กและเยาวชนเทศบาลนครสุรินทร์, มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์, มูลนิธิปัญญากัลป์ และกลุ่มอาสาสมัครการเรียนรู้ หุ้นส่วนการศึกษา กลุ่มอาจารย์ นักศึกษา เยาวชน ภาคประชาสังคม จัดตั้ง “ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อเด็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบ” เพื่อเป็นพื้นที่ฟื้นฟูจิตใจและจัดการเรียนรู้ทดแทนให้กับเด็กที่ต้องหยุดเรียน

ดร.ไกรยส กล่าวต่อว่า ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อเด็กฯ แห่งนี้จะเป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space) สำหรับเด็กและเยาวชนที่ต้องเผชิญภาวะความเครียด ความกลัว ความวิตกกังวลจากเหตุการณ์ โดยเน้นกิจกรรมการเรียนรู้ยืดหยุ่นเพื่อฟื้นฟูเยียวยาจิตใจ ป้องกันภาวะการเรียนรู้ถดถอย ส่งเสริมทักษะชีวิต สร้างความเข้าใจของเด็ก ๆ ต่อสถานการณ์ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยดำเนินงานร่วมกับครูอาสา โรงเรียน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานในพื้นที่ นอกจากชั้นเรียนขนาดเล็ก และกิจกรรมสร้างสรรค์ ศูนย์ฯ ยังจัดให้มีการดูแลจิตใจและให้คำปรึกษาเบื้องต้นสำหรับเด็กที่อาจเผชิญกับความกลัว ความเศร้า หรือความไม่มั่นคง พร้อมเชื่อมโยงการช่วยเหลือเพิ่มเติมจากเครือข่ายหากพบปัญหาซับซ้อนในด้านอื่น ๆ

“โดยเฉพาะภาวะเครียดจากเหตุการณ์รุนแรง (Post-traumatic Stress Disorder) หรือ PTSD จากการที่เด็กและเยาวชนจำนวนมากเผชิญกับผลกระทบกระเทือนจิตใจ ส่งผลต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของพวกเขา ที่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย และภาวะ PTSD ยังเป็นปัจจัยหนึ่งสามารถทำให้เด็กและเยาวชนมีปัญหาด้านอารมณ์ สังคม และการเรียนรู้ อาจนำไปสู่การหลุดออกจากระบบการศึกษา แม้สถานการณ์ยังไม่แน่นอน แต่เราต้องเร่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่เด็ก ๆ ได้เรียน เล่น และรู้สึกมั่นคงต่อเนื่อง”

ขณะนี้ เครือข่ายอาสาสมัครได้ลงพื้นที่สำรวจความต้องการและจำเป็นเร่งด่วนในแต่ละศูนย์อพยพฯ ของทั้ง 4 จังหวัด เช่น สื่อการเรียนการสอน อุปกรณ์จำเป็นต่าง ๆ และร่วมออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับบริบท เช่น ดนตรีบำบัด กิจกรรมสร้างความเข้าใจสถานการณ์ สร้างความสัมพันธ์ และส่งเสริมจินตนาการ โดยศูนย์ฯ จะตั้งใกล้พื้นที่พักพิงชั่วคราว พร้อมแผนขยายความช่วยเหลือไปยังพื้นที่อื่น ๆ เพื่อไม่ให้เด็กคนใดต้องเสียโอกาสจากความขัดแย้ง หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call center กสศ. โทร. 02-079-5475

ดูแลเด็ก ลดความตกใจ ภาวะความเครียด

รศ.ประจวบ จันทร์หมื่น ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ศูนย์อพยพ 4 จุด ในจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งได้รับผลกระทบจากกรณีพิพาทบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พบว่า หลังเหตุการณ์ในช่วงเช้าวันที่ 24 กรกฎาคม โรงเรียนหลายแห่งต้องปิดอย่างไม่มีกำหนด ส่วนประชาชนจำนวนมากจำเป็นต้องอพยพไปอาศัยในศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยคาดการณ์ไม่ได้เลยว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป ซึ่งถึงตรงนี้นับว่าทุกคนในพื้นที่ชายแดนล้วนได้รับผลกระทบจากสงคราม โดยเฉพาะถ้าพูดถึงเด็ก ๆ ที่แม้ไม่ได้แสดงออกทางพฤติกรรมให้เห็น

แต่ลึกลงไปในการรับรู้ของเด็กเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ มีโอกาสมากที่จะทิ้งร่องรอยไว้ในความทรงจำระยะยาว ในบางพื้นที่เช่นที่อำเภอโนนคูณ เป็นเรื่องดีที่มีหน่วยงานที่เข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเด็ก จึงมีทีมงานเข้าไปดูแลจัดกิจกรรมเพื่อให้เด็ก ๆ ได้ผ่อนคลาย เช่น วาดภาพหรือเล่นเกมต่าง ๆ ส่วนที่อำเภอกันทรารมย์ ที่มีจำนวนเด็กถึง 111 คน จากคนในศูนย์พักพิงราว 400 คน นอกจากยังต้องการการดูแลช่วยเหลือที่เหมาะสมสำหรับเด็กแล้ว ก็ยังต้องการสิ่งของจำเป็น เช่น ผ้าอ้อมสำเร็จรูป สำหรับเด็กเล็กจำนวนมาก

“สิ่งหนึ่งที่บอกได้ว่าเด็กจะเจอแน่ ๆ คือความตกใจ เพราะเหตุการณ์นี้กำลังเปลี่ยนชีวิตประจำวันของเขา ทั้งการนอน การกิน การเล่น หรือการไปโรงเรียน นั่นจะทำให้เกิดความกังวลหรือความเครียดสะสมระดับลึก ซึ่งในวันข้างหน้าอาจกลายเป็นบาดแผลที่จะทิ้งร่องรอยไว้ในความทรงจำระยะยาว ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นสำหรับเด็กตอนนี้ คือการดูแลเอาใจใส่ ซึ่งเครือข่ายคณะทำงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เราคุยกันว่าจะลงพื้นที่ไปหาเด็ก ๆ ไปเล่น ไปพูดคุยกับเขา คือเรามองว่าในภัยพิบัติใดก็ตาม เด็ก ๆ คือผู้ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด จึงจำเป็นมาก ๆ ที่ต้องมีพื้นที่และกิจกรรมเพื่อดูแลฟื้นฟูจิตใจ”

รศ.ประจวบ ย้ำว่า หลังลงพื้นที่ศูนย์อพยพทั้ง 4 แห่ง คณะทำงานจะนำข้อมูลกลับมาเพื่อออกแบบกิจกรรม และวางแผนการดูแลที่ครอบคลุมเด็กในทุกช่วงวัย ทุกสภาวะอาการ และไม่เพียงเด็ก ๆ เท่านั้น หากการรับฟังปัญหาและช่วยอำนวยความสะดวกให้กับครูและโรงเรียนในพื้นที่ก็ถือเป็นความสำคัญเร่งด่วนเช่นกัน โดยเท่าที่คุยกับครูในพื้นที่ ทุกคนต่างกังวลว่าสถานการณ์อาจรุนแรงขึ้น และจะทำให้เด็กกลุ่มนี้ถูกตัดขาดจากการเรียนรู้ หรือบางคนอาจหลุดจากระบบการศึกษาไปเนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...