โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

"วิธีการปฐมพยาบาลในภาวะสงคราม"เบื้องต้น ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิต

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 20.41 น.
วิธีการปฐมพยาบาลในภาวะสงครามเบื้องต้น ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิต

การปฐมพยาบาลในภาวะสงคราม หรือที่รู้จักกันในแนวคิด Tactical Combat Casualty Care (TCCC) เป็นหลักการที่พัฒนาขึ้นโดยกองทัพและหน่วยแพทย์ฉุกเฉินทางยุทธวิธี เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้บาดเจ็บในสถานการณ์ที่เป็นอันตราย และมีความเสี่ยงสูง

ตัวอย่างการปฐมพยาบาลในภาวะสงคราม

- สิ่งแรกที่ต้องทำคือหาพื้นที่ปลอดภัย หรือที่กำบังที่มั่นคง เพื่อป้องกันตนเอง และผู้บาดเจ็บจากการถูกยิงเพิ่มเติม

-เช็กการการหายใจ จับชีพจร ของผู้ได้รับบาดเจ็บ

-การห้ามเลือด เนื่องจากส่วนใหญ่จะมีผู้ป่วยบาดเจ็บจากการ ถูกยิง หรือทำร้ายร่างกาย ทำให้เสียเลือดมาก การห้ามเลือดโดยการใช้สายรัด หรือผ้ากดห้ามเลือด

-การดูแลทางเดินหายใจ ได้แก่การให้นอนหงาย ดูดเสมหะ

-การใส่ ปลอกคอ เนื่องจากอาจมีผู้ป่วยตกจากที่สูง หรือได้รับอุบัติเหตุบริเวณคอ

-การดามแขน ขา ที่มีกระดูกหัก การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอย่างถูกวิธี

-การให้ยาเพื่อลดความเจ็บป่วย ขณะรอส่งต่อไปทำการรักษา

3 วิธีการห้ามเลือด ตามหลักการปฐมพยาบาล

1. การกดบาดแผลโดยตรง

เป็นวิธีที่ใช้กันแพร่หลาย เนื่องจากสามารถระงับการไหลของเลือดจากบาดแผลได้อย่างได้ผล ซึ่งวิธีนี้ใช้นิ้วมือกดลงบนบาดแผลโดยตรงหรือใช้ผ้าสะอาดปิดปากแผลแน่น ๆ

2. ยกอวัยวะที่มีบาดแผลให้สูงกว่าระดับหัวใจ

เป็นการห้ามเลือดโดยการลดแรงการไหลของเลือดให้ช้าลง ซึ่งควรใช้วิธีนี้ควบคู่ไปกับเทคนิคการใช้แรงกด

3. การขันชะเนาะ หรือสายรัดห้ามเลือด

วิธีการทำไม่ควรให้ชิดบาดแผลจนเกินไป ไม่รัดแน่นหรือหลวมเกินไป เมื่อรัดแล้วให้ยกปลายแขนหรือปลายขา และคลายสายรัดออกเป็นพัก ๆ

ข้อควรระวัง การรัดแต่ละครั้งไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมง หากรัดนานเกินไปอาจทำให้อวัยวะขาดเลือดไปเลี้ยงได้

การเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดถือเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว ถ้าเรารู้วิธีการปฐมพยาบาลและห้ามเลือด จะเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตมากขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...