โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

3 สส.ส้มวิจารณ์สนั่นคดี 'น้องเมย' ความลั่กลั่นกระบวนการยุติธรรม

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 22 ก.ค. 2568 เวลา 04.56 น. • เผยแพร่ 22 ก.ค. 2568 เวลา 10.59 น.

เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของ สส.พรรคประชาชน (ปชน.) ที่แสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษาฎีกาในศาลทหาร กรณี "น้องเมย" ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ อายุ 19 ปี นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 โรงเรียนเตรียมทหาร (ตท.) ที่เสียชีวิตอย่างปริศนา ภายหลังถูกรุ่นพี่สั่งธำรงวินัย โดยรุ่นพี่คนดังกล่าว ฎีกาพิพากษาให้จำคุก 4 เดือน 16 วัน ปรับ 15,000 บาท แต่รอลงอาญา 2 ปี เหตุจำเลยยังอายุน้อยและไม่เคยต้องโทษ เพื่อให้โอกาสปรับปรุงตนเองและรับราชการต่อไป

โดย นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ปชน. ระบุว่า ศาลทหาร กระบวนการยุติธรรมที่ลักลั่น และวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด ที่บั่นทอนภาพลักษณ์ของกองทัพ โดยกรณีการเสียชีวิตของ “เมย” ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ อายุ 19 ปี นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 โรงเรียนเตรียมทหาร หมดสติและเสียชีวิต เมื่อ 17 ต.ค.60 หลังถูกรุ่นพี่สั่งธำรงวินัย ซึ่งกระบวนการยุติธรรมของศาลทหาร ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมมาโดยตลอด โดยเริ่มตั้งแต่

ศาลทหารชั้นต้น (ช่วงปี 2561-2562): ศาลมีคำพิพากษาให้ รอการกำหนดโทษ นักเรียนเตรียมทหารรุ่นพี่ที่ถูกฟ้องร้องในคดีทำร้ายร่างกาย ส่วนคดีอื่นๆ ที่ครอบครัว "เมย" ภคพงศ์ ฟ้องร้องนั้น พนักงานสอบสวน และอัยการบางส่วนได้มีคำสั่งไม่ฟ้อง

ศาลอุทธรณ์ (คำพิพากษาในส่วนคดีแพ่ง ต.ค.2566): สำหรับคดีอาญา ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นในบางคดี ส่วนในคดีแพ่งที่ครอบครัวน้องเมยฟ้องร้อง กระทรวงกลาโหม และกองบัญชาการกองทัพไทย ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้กระทรวงกลาโหมชดใช้เงินจำนวนหนึ่งแก่ครอบครัวตัญกาญจน์

ศาลฎีกา (กรกฎาคม 2568): เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2568 ศาลทหารสูงสุด มีคำพิพากษาชั้นฎีกา ให้ยืนตามศาลชั้นอุทธรณ์ จำเลยมีความผิดทำร้ายร่างกาย ทำโทษโดยฝ่าฝืนคำสั่งกลุ่มนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร และด้วยอายุจำเลยไม่เคยได้รับโทษ การจะลงโทษจำเลยก็ไม่เป็นประโยชน์ ให้จำเลยปรับปรุงตัวรับราชการต่อไป จึงลงโทษจำคุกรุ่นพี่ 4 เดือน 16 วัน ปรับ 15,000 บาท รอลงอาญา 2 ปี

สรุปก็คือ ผู้กระทำความผิดด้วยการซ้อมทรมาน จนทำให้ “เมย” ถึงแก่ความตาย ได้รับโทษเพียงจำคุก 4 เดือน 16 วัน ปรับ 15,000 บาท รอลงอาญา 2 ปี เท่านั้นเอง

เมื่อนำเอามาเปรียบเทียบกับกรณีของการเสียชีวิตของ พลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล อายุ 18 ปี ที่ค่ายนวมินทร์ จ.ชลบุรี ที่ถูกครูฝึก และรุ่นพี่ ซ้อมทรมานจนถึงแก่ความตาย ซึ่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 มีคำพิพากษาว่าการกระทำความผิดของจำเลยทั้ง 13 คน มีความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ 2565 มาตรา 5 และมาตรา 35 วรรคสาม พิพากษาจำคุก จำเลยที่ 1 (ครูฝึก) 20 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 (ครูฝึก) 15 ปี จำคุกจำเลยที่ 1 ถึง 13 (ผู้ช่วยครูฝึก) คนละ 10 ปี

เมื่อเปรียบเทียบผลแห่งคดีของทั้ง 2 กรณี ก็สมควรที่ประชาชนจะตั้งข้อสังเกตถึงความลักลั่นของการพิจารณาคดีของศาลทหาร และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ อย่างมาก ซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภาคประชาชน ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์ของกองทัพอย่างมาก และทำให้วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดบั่นทอนความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากคำพิพากษาที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหวแล้ว ตลอดระยะเวลา 8 ปี ในการต่อสู้คดีของครอบครัวตัญกาญจน์ ต้องเผชิญกับการขัดขวาง และการข่มขู่มาโเดยตลอด การเข้าถึงหลักฐานเอกสารต่างๆ ก็ยาก พยานที่จะมาให้ข้อมูลเพื่อความเป็นธรรมแก่คุณเมย ก็ถูกข่มขู่ เรียกได้ว่ากระบวนการยุุติธรรมถูกบ่อนทำลายมาตลอดเส้นทางในทุกขั้นตอน จนกระทั่งมีคำพิพากษา

"ผมยืนยันว่า การปฏิรูปกองทัพ จำเป็นต้องกลัดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้องก่อน นั่นก็คือ“การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมของกองทัพ” ซึ่งจำเป็นต้องมีการแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559" นายวิโรจน์ ระบุ

นายวิโรจน์ ระบุอีกว่า ความยุติธรรมที่ไม่ลักลั่น การยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดเท่านั้น ที่จะทำให้กองทัพได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชน ในขณะเดียวกันก็จะเป็นกลไกในการควบคุมไม่ให้ทหารนอกรีต กระทำการอันป่าเถื่อนโหดร้ายลุแก่อำนาจ ซึ่งจะทำให้การปฏิบัติภารกิจทางการทหารของกองทัพมีความเคร่งครัดทางวินัย เคารพต่อหลักสิทธิมนุษยชน และมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น หากมีการทุจริต ทหารต้องขึ้นศาลพลเรือน!

ขณะที่ ร.ท.ธนเดช เพ็งสุข สส.กทม. พรรค ปชน. เปิดเผยถึงกรณีวันนี้ศาลทหารสูงสุดนัดอ่านคำพิพากษาคดีการเสียชีวิตของ “น้องเมย” ว่า กว่า 8 ปีของคดีน้องเมยที่ศาลตัดสินบนข้อกังขาเต็มไปหมด ตนในฐานะ สส. และศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมทหารอดรู้สึกเจ็บลึกกับคำพิพากษานี้ไม่ได้ รุ่นพี่ทำร้ายรุ่นน้องจนตาย แต่ศาลทหารกลับให้จำคุก 4 เดือน 16 วัน ปรับ 15,000 บาท และให้ “รอลงอาญา” เพราะเห็นว่าควรกลับไปรับราชการต่อ นี่ไม่ใช่ความยุติธรรม แต่คือสัญญาณเตือนว่าศาลทหารและระบบระเบียบที่ล้าหลังของกองทัพ ต้องปฏิรูปโดยด่วน

“ในฐานะคนเคยอยู่ในระบบนี้ ผมเข้าใจดีว่าคำว่า ‘ระเบียบ วินัย พี่น้อง’ สำคัญ แต่ถ้าความรุนแรงกลายเป็นเรื่องปกติ หากความอยุติธรรมถูกปกป้องด้วยเครื่องแบบ แล้วเราจะหล่อหลอมผู้นำกองทัพแบบไหนออกสู่สังคม” ร.ท.ธนเดช ระบุ

ร.ท.ธนเดช ระบุอีกว่า ขอเรียกร้องให้กระทรวงกลาโหมแสดงความจริงใจ ด้วยการจัดให้มีการเยียวยาแก่ครอบครัวของคุณภคพงศ์อย่างโปร่งใสและเร่งด่วน ศาลทหารต้องเปิดให้ตรวจสอบและปฏิรูปโครงสร้าง ตามข้อเสนอของก้าวไกลมาถึงพรรคประชาชน คือคดีอาญาที่ทหารเป็นคู่ความ ให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติผ่านศาลปกครองและศาลยุติธรรม โรงเรียนเตรียมทหารต้องยกเครื่องวัฒนธรรมที่เอื้อให้เกิดความรุนแรงและพร้อมพัฒนาการสร้างคนให้ทันยุคสมัย ต้องมีระเบียบป้องกันและคุ้มครองสิทธินักเรียน ไม่ให้ใครต้องตายโดยไม่มีใครรับผิดหรือไม่ได้รับความยุติธรรม

“วันนี้ผมไม่ได้พูดแค่ในฐานะ ส.ส. แต่พูดในฐานะรุ่นพี่คนหนึ่งที่ไม่อยากเห็นรุ่นน้องต้องตายเปล่าอีกคน” ร.ท.ธนเดช ระบุ

ส่วน นายชยพล สะท้อนดี สส.กทม. พรรค ปชน. ระบุว่า ผลการพิจารณาคดีการเสียชีวิตของนักเรียนเตรียมทหาร พิจารณาคดี 8 ปี ตัดสินโทษ 4 เดือน 16 วัน ปรับ 15,000 บาท รอลงอาญา 2 ปี ที่ผ่านมา กมธ.ทหาร ทำงานทางความคิด พูดคุย และแนะนำกองทัพตลอดมาเรื่องการรักษาสิทธิ์ของกำลังพล เรื่องความสำคัญของสิทธิมนุษยชนของกำลังพล ที่ถึงแม้เราจะเน้นย้ำไปทางพลทหาร เพราะเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดในกองทัพ แต่ก็จะพูดเสมอว่าไม่ว่าจะเป็นนายทหารชั้นยศไหนก็ควรต้องไปรับการคุ้มครองไม่ต่างกัน

กรณีของ#น้องเมย ผมในฐานะของศิษย์เก่า รร.ตท. ไม่สามารถรับได้กับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น สถาบันแห่งนี้คือจุดเริ่มต้นของการปลูกฝังนายทหารชั้นสัญญาบัตรที่จะจบไปเป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยงานภายใต้กระทรวงกลาโหมต่อในอนาคต มันจึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่ต้องปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้อง ปลูกฝังนิสัยการเป็นนายทหารที่ดี มีความรับผิดชอบต่ออำนาจ ต่อหน้าที่ทหาร-ตำรวจอาชีพ ต่อสิทธิมนุษยชน ต่อภาษีของประเทศ ต่อระบอบประชาธิปไตย แต่กลายเป็นสถานที่แห่งนี้เองที่กลับเกิดการใช้อำนาจอย่างขาดความยั้งคิดจนเกิดการเสียชีวิตขึ้นได้

นอกจากนี้ กระบวนการยุติธรรมที่ถูกตัดสินโดยศาลทหาร ที่ญาติผู้เสียชีวิตไม่สามารถตั้งทนายได้ มีเพียงอัยการว่าความแทน แต่ฝั่งทหารสามารถตั้งทนายได้ จนได้บทสรุปออกมาว่า “ลงโทษจำเลยไปก็ไม่เป็นประโยชน์ ให้จำเลยปรับปรุงตัวรับใช้ชาติต่อไปจะเป็นประโยชน์มากกว่า” แล้วไหนจะเรื่องของอวัยวะที่ญาติไม่สามารถรับคืนได้ เราจะเชื่อถือกระบวนการยุติธรรมแบบนี้ได้อย่างไร

"ผมถามจริง ๆ พวกคนที่ขัดขวางไม่ให้ตั้งคำถาม ไม่ให้ตรวจสอบกองทัพและโรงเรียนเตรียมทหาร เพราะบอกว่ากองทัพและสถาบันจะเสียชื่อเสียง คุณคิดว่าคุณรักวงการนี้แค่คนเดียวเหรอ คุณคิดว่ารักด้วยการปกปิด แทนที่จะช่วยกันพัฒนาให้วงการดีขึ้น มันคือทางออกที่ดีของวงการที่เรารักจริง ๆ เหรอ" นายชยพล ระบุ

นายชยพล ระบุอีกว่า ไม่ได้พยายามเรียกร้องให้ผู้กระทำผิดต้องรับโทษจนชีวิตพัง แต่เราก็ต้องถามด้วยเหมือนกันว่าเราควรปล่อยให้คนที่ไม่สามารถยับยั้งชั่งใจการใช้อำนาจจนเกิดการเสียชีวิตเป็นนายทหาร-ตำรวจต่อไปด้วยเหรอ มันปลอดภัยหรือไม่กับการให้คนแบบนี้สามารถจับอาวุธและมีอำนาจต่อไปโดยที่ยังไม่รับโทษที่เหมาะสมต่อวัยและบริบทความผิดที่เกิด แล้วทำไมคดีนี้ไม่สามารถเข้ารับการพิจารณาด้วยมาตรฐานที่เหมือนกับคนทั่วไปได้ ทำไมต้องเป็นศาลทหาร

รร.ตท. ก็คือโรงเรียนม.ปลาย ผบ.รร.ตท.ในยุคที่ผมอยู่เคยพูดไว้ว่าถึงแม้เราจะเป็นนักเรียนเตรียมทหาร แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กับการเป็นทหารคือการเป็นนักเรียน การให้ความสำคัญกับการเรียนรู้เพื่อเป็นประชากรที่มีคุณภาพก็สำคัญไม่ต่างจากการเป็นนายทหารที่ดี หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในโรงเรียนมัธยมอื่น ที่รุ่นพี่ลงโทษรุ่นน้องจนเกิดการเสียชีวิต คิดว่าสภาพโรงเรียนจะเป็นอย่างไร? ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมคนถึงสอบเข้ารร.ตท.กันน้อยลง ไปดูยอดคนสอบเข้าโรงเรียนที่สลักไว้ที่ป้ายหน้าห้องสมุดตรงข้ามหอประชุมโรงเรียนเตรียมทหารได้เลย จากสมัยที่ผมสอบที่มี 2-3 หมื่นคน ทุกวันนี้เหลือเท่าไหร่

ฝากไปถึงผู้บังคับบัญชา อย่ามาพูดใหญ่พูดโตว่าดูแลบุคลากรอย่างดี รุ่นน้องโรงเรียนตัวเองยังให้ความยุติธรรมไม่ได้ แล้วไม่ต้องมาพูดจาน้อยใจว่าคนอยากเป็นทหารน้อยเพราะกลัวลำบาก ความจริงคือเขากลัวเป็นเหยื่อของระบบมากกว่า และฝากไปถึงพ่อแม่ญาติพี่น้องของนักเรียนทหารทุกสถาบันที่ชอบมาแซะผมในช่องทางต่าง ๆ ว่าทำลายชื่อเสียงของวงการ พวกคุณไม่รู้หรอกว่าลูกหลานพวกคุณต้องเสี่ยงชีวิตกับเรื่องอะไรอยู่บ้าง

มันไม่ใช่ความเสี่ยงทางการงาน แต่คือความเสี่ยงจากความอันตรายของระบบที่ไม่ยอมจะปรับตัว พวกคุณแค่ต้องการปกป้องความภูมิใจที่ได้มีลูกหลานเป็นทหารโดยไม่สนใจเลยว่ากำลังส่งพวกเขาไปเจอกับอะไร พวกคุณควรต้องช่วยตั้งคำถามด้วยซ้ำเพื่อให้ชีวิตของพวกเขาปลอดภัยจนเป็นนายทหาร-ตำรวจที่ดีต่อในอนาคตได้ ไม่ใช่ปล่อยให้เขาต้องเสี่ยงชีวิตกับความบกพร่องของระบบที่ไม่สามารถถูกตรวจสอบได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...