โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

คดีมาตรา 112 ของอานนท์ นำภา กรณีปราศรัยใน #ม็อบ17พฤศจิกา หน้ารัฐสภา

iLaw

อัพเดต 10 ก.ค. 2568 เวลา 02.13 น. • เผยแพร่ 06 ก.ค. 2568 เวลา 21.04 น. • iLaw

สารบัญ

แสดง / ซ่อน

  • จับตาคำพิพากษาคดีมาตรา 112 ที่สิบของอานนท์ นำภา

  • จำคุกอานนท์ 2 ปี 4 เดือน กรณีปราศรัย #ม็อบ17พฤศจิกา รวมโทษเฉพาะมาตรา 112 27 ปี 4 เดือน

จับตาคำพิพากษาคดีมาตรา 112 ที่สิบของอานนท์ นำภา

8 กรกฎาคม 2568 เวลา 9:30 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 908 ศาลอาญานัดอานนท์ นำภาฟังคำพิพากษาคดีมาตรา 112 ปราศรัยระหว่างการชุมนุม #กูสั่งให้มึงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563ที่หน้าอาคารรัฐสภา วันดังกล่าวที่ประชุมรัฐสภามีนัดพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเจ็ดฉบับ หนึ่งในนั้นเป็นร่างของภาคประชาชนที่รวบรวมรายชื่อได้มากกว่าหนึ่งแสนรายชื่อ ทำให้คณะราษฎร 2563 จัดชุมนุมที่หน้ารัฐสภาเพื่อติดตามการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามตำรวจมีการปิดกั้นพื้นที่และใช้กำลังกับผู้ชุมนุมด้วยการฉีดน้ำแรงดันสูงและยิงแก๊สน้ำตา นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อสีเหลืองใช้กำลังทำร้ายผู้ชุมนุมคณะราษฎร 2563 ด้วยระเบิดปิงปองและกระสุนจริง

วันดังกล่าวนักกิจกรรมผลัดเปลี่ยนกันปราศรัยและเป็นเหตุในคดีนี้คือ เพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์ที่ปราศรัยถึงสถานะของศักดินาและประชาชนและอานนท์ นำภาที่ปราศรัยถึงการปรับตัวของสถาบันพระมหากษัตริย์ ต่อมาสมชาย อิสระและประดิษฐ์ ต้นจาน ประชาชนทั่วไปเข้าร้องทุกข์ต่อตำรวจสน.บางโพ จากนั้นวันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 อัยการมีความเห็นสั่งฟ้องคดี มีข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาตรา 116 และมาตรา 215 พ.ร.บ.ชุมนุมฯ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

ศาลอาญานัดสืบพยานโจทก์และจำเลยระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ถึงเดือนพฤษภาคม 2568 ก่อนจะนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ซึ่งจะมีอานนท์มาฟังคำพิพากษาเพียงคนเดียวเนื่องจากเพนกวินไม่ปรากฏตัวที่ศาล

จำคุกอานนท์ 2 ปี 4 เดือน กรณีปราศรัย #ม็อบ17พฤศจิกา รวมโทษเฉพาะมาตรา 112 27 ปี 4 เดือน

8 กรกฎาคม 2568 เวลา 9:30 น. ศาลอาญานัดอานนท์ นำภา ฟังคำพิพากษาคดีที่สืบเนื่องจากการปราศรัยในการชุมนุม “กูสั่งให้มึงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ” ที่หน้าอาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 คดีนี้จำเลยสองคน ได้แก่เพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์ จำเลยที่หนึ่งและอานนท์ จำเลยที่สอง โดยอัยการกล่าวหาในความผิดจากการชุมนุมตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 และความผิดที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาปราศรัยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 116

บรรยากาศวันนี้มีประชาชน สส. จากพรรคประชาชนและผู้สังเกตการณ์จากองค์กรสิทธิมนุษยชนอย่างน้อย 40 คนร่วมฟังคำพิพากษา เวลา 9:22 น.เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวอานนท์มาถึงห้องพิจารณาคดีที่ 908 โดยอานนท์อุ้มลูกสาวเข้ามาในห้องพิจารณาคดีและใช้เวลาอยู่ด้วยกันระหว่างการพิพากษา เวลา 9:31 น. ผู้พิพากษาสองคนขึ้นนั่งบัลลังก์และอ่านคำพิพากษาคดีอื่นก่อน จากนั้นเวลา 9:37 น. จึงเริ่มอ่านคำพิพากษา โดยสรุปดังนี้

ความผิดที่เกี่ยวเนื่องกับการร่วมชุมนุมในที่แออัดเสี่ยงต่อการแพร่โรค – ข้อเท็จจริงในทางนำสืบจำเลยทั้งสองขึ้นปราศรัยในเวลาต่างกัน จำเลยที่หนึ่งปราศรัยสองช่วงในเวลา 15:00 น.และ 20:30 น. จำเลยที่สองปราศรัยในเวลา 20:47 น. ในเรื่องการชุมนุมในพื้นที่แออัด ไม่ปรากฏว่า มีจำเลยที่สองอยู่ในที่ชุมนุม ปรากฏเฉพาะจำเลยที่หนึ่งเท่านั้น การตีความสถานที่แออัดตามกรมควบคุมโรคส่วนหนึ่งคือ เป็นพื้นที่ที่หนาแน่นน้อยกว่าหนึ่งตารางเมตร ตีความในทำนองที่ว่า มีการยืนเต็มพื้นที่จนไม่สามารถเว้นระยะห่างทำให้เกิดความแออัด แต่ในความเป็นจริงตามภาพถ่ายการชุมนุมมีลักษณะเปิดโล่ง อากาศถ่ายเท มีผู้ชุมนุมบางคนไม่สวมแมสก์ แต่ก็ถือว่า จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ และข้อกำหนดและประกาศที่ออกตามความในกฎหมายทั้งสองข้างต้น

ความผิดชุมนุมโดยไม่แจ้งการชุมนุมตามพ.ร.บ.ชุมนุมฯ - โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการชุมนุมสาธารณะโดยไม่แจ้งก่อนล่วงหน้า 24 ชั่วโมง มาตรา 4 กำหนดนิยาม “ผู้จัดการชุมนุม” หมายความว่า ผู้จัดให้มีการชุมนุมสาธารณะ และให้หมายความรวมถึงผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะ และผู้ซึ่งเชิญชวนหรือนัดให้ผู้อื่นมาร่วมการชุมนุมสาธารณะโดยแสดงออกหรือมีพฤติการณ์ทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้จัดหรือร่วมจัดให้มีการชุมนุมนั้น มาตรา 3(6) กำหนดว่า พ.ร.บ.ชุมนุมฯไม่ใช้บังคับในเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ คดีนี้เกิดขึ้นในช่วงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินขยายออกไปเป็นคราวที่เจ็ดจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 จึงไม่อาจนำพ.ร.บ.ชุมนุมฯ มาใช้บังคับได้และไม่พบว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯมีบทบัญญัติที่มีเนื้อหาตามพ.ร.บ.ชุมนุมฯหรือให้นำมาใช้บังคับโดยอนุโลม

ทั้งนี้ในทางนำสืบของโจทก์มีการเผยแพร่การนัดชุมนุมผ่านเพจเฟซบุ๊ก “เยาวชนปลดแอก” ไม่ปรากฏว่าใครโพสต์และจำเลยมีความเกี่ยวข้องอย่างไร ลำพังแค่จำเลยนำภาพไปโพสต์และเขียนข้อความประกอบว่า “ไปครับ เจอกัน” หาอาจตีความขยายว่า เป็นผู้จัดนัดหมายได้ไม่ ฉะนั้นแล้ว พ.ร.บ.ชุมนุมฯไม่ใช้บังคับภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการชุมนุม ย่อมไม่มีหน้าที่ในการแจ้งการชุมุนม ดูแลการชุมนุมและไม่มีหน้าที่ในการจัดหามาตรการป้องกันโรค

ความผิดฐานยุยงปลุกปั่นตามมาตรา 116 – เวลา 15:00 น. ของวันเกิดเหตุจำเลยที่หนึ่งปราศรัยทำนองว่า คณะราษฎร 2563 มาล่าช้าและไม่ได้สวมเสื้อสีเหลือง จะสร้างแนวรบประชาธิปไตย เราจะสู้อย่างสันติ ไม่ได้มีลักษณะในการยุยงให้เกิดความรุนแรง จำเลยที่หนึ่งมีการห้ามความรุนแรง เรียกให้มวลชนเดินตามรถเครื่องเสียง มีการปะทะแต่ไม่ได้เกิดจากการยุยงของจำเลย ทั้งจะนับการกระทำรุนแรงของผู้ชุมนุมบางคนเป็นการกระทำของจำเลยไม่ได้ ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า ผู้ถูกยิงทั้งหกคนเป็นผู้ชุมุนมฝ่ายคณะราษฎร 2563 แสดงให้เห็นว่า กลุ่มที่ใช้ความรุนแรงไม่ใช่กลุ่มคณะราษฎร 2563 นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากแก๊สน้ำตา 32 คน คำพิพากษาระบุด้วยว่า การฝ่าแนวกั้นแบริเออร์ นำเครื่องกีดขวางออกจากเส้นทางไม่นับว่าเป็นการใช้ความรุนแรง จึงไม่นับเป็นการชุมนุมมั่วสุม ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ 2560 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง

ในส่วนจำเลยที่สองปราศรัย พิจารณาจากคำปราศรัยเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีลักษณะของการกดดันและไม่สามารถบังคับให้สภาลงมติอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ข้อเท็จจริงในวันดังกล่าวร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนไม่ผ่านความเห็นชอบของสภา ส่วนถ้อยคำปราศรัยของจำเลยที่สองตามคำฟ้องนั้นถือเป็นการจาบจ้วง ล่วงเกิน หมิ่นประมาท แต่ไม่อาจทำให้ผู้ชุมนุมเกิดความกระด้างกระเดื่องได้ การปรบมือไม่ใช่การจะทำให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน อย่างไรก็ตามการที่จำเลยทั้งสองเชิญชวนให้ไปชุมนุมวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 แม้ไม่ปรากฏในทางนำสืบของโจทก์ว่า ประชาชนในวันเกิดเหตุไปตามคำชักชวนแต่ถือว่า มีเจตนาพิเศษ เข้าข่ายการกระทำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116

ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ – จำเลยที่หนึ่งปราศรัยว่า “…สัปปายะสภาสถานซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่อัปลักษณ์สุด ๆ น่าจะเป็นรัฐสภาที่อัปลักษณ์สุด ๆ ทุกคน เมื่อตอนที่ยังมีแสงก็น่าจะได้เห็นถึงยอดเจดีย์สีทอง นั้นคือยอดปราสาท ถ้ามันเอาปราสาทมาครอบสภา นั้นคือการที่ศักดินาเอาพระบาทไปเหยียบหัวประชาชน และจะไม่มีวันอีกต่อไป จะไม่มีอีกต่อไปที่เราจะกลายเป็นฝุ่นใต้ตีนให้เขาเหยียบ ให้เขาย่ำ ให้เขาขยี้ ให้เขาเอาน้ำไปฉีด เอาแก๊สไปยิงใส่ ให้ลิ่วล้อมาทําร้ายร่างกายจะต้องไม่มีอีกต่อไป…” ในทางนำสืบมีพยานสฤษดิ์ ธัญกิจจานุกูล ผอ.กองกฎหมาย มหาวิทยาลัยราชภัฎ สวนดุสิต ระบุว่า การปราศรัยของจำเลยที่หนึ่งไม่เป็นการหมิ่นประมาท กิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เห็นว่า ไม่มีข้อความที่สื่อถึงรัชกาลที่สิบ ไม่ได้กล่าวถึงพระนามโดยตรง ขณะที่ประดิษฐ์ ต้นจาน ผู้ร้องทุกข์เห็นว่า เข้าข่ายมาตรา 112 พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การปราศรัยของจำเลยเป็นคำพูดที่จะไม่ยอมให้บุคคลทำร้าย ไม่ใช่ความผิดตามมาตรา 112

จำเลยที่สอง ปราศรัยถึงการที่สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ปรับตัว กล่าวถึงการเซลฟี่และกล่าวทำนองว่า ผู้ถูกกล่าวถึงมีพฤติกรรม “ปลอม” เห็นว่า ถ้อยคำที่จำเลยที่สองปราศรัยไม่ได้ระบุชัดว่าสื่อถึงผู้ใด แต่ข้อความที่ว่า ไม่ปรับตัวและแจกลายเซ็น ประกอบเอกสารหมาย ล. 6 และ ล. 7 ย่อมแสดงให้เห็นว่า ถ้อยคำปราศรัยสื่อถึงรัชกาลที่สิบ ส่วนเรื่องเซลฟี่คือพระองค์เจ้าสิริวัณณวลี ทำให้เข้าใจว่า รัชกาลที่สิบกับพระองค์เจ้าสิริวัณณวลีเสแสร้งแกล้งทำ ไม่มีความจริงใจ ทำให้ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง ที่จำเลยอ้างว่า จุดมุ่งหมายของการแสดงออกคือความต้องการให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่อย่างยั่งยืน ไม่ได้มีเจตนาล้มล้าง ถ้ามีเจตนาเช่นนั้นสามรถทำในเชิงวิชาการไม่ใช่กระทำการปราศรัยจาบจ้วง พิเคราะห์แล้วที่โจทก์นำสืบสามารถรับได้โดยปราศจากข้อสงสัย

การกระทำของจำเลยที่สองเป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 มาตรา 116 จำคุกจำเลยทั้งสองหกเดือน มาตรา 112 ลงโทษจำคุกจำเลยที่สองสามปี ในทางนำสืบจำเลยให้การเป็นประโยชน์ลดโทษจำคุกหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 อานนท์เหลือโทษจำคุกตามมาตรา 116 สี่เดือนและมาตรา 112 สองปี

คดีนี้นับเป็นคดีมาตรา 112 คดีที่สิบของอานนท์ที่ศาลจะมีคำพิพากษาจากทั้งหมด 14 คดี โดยรวมแล้วเขามีโทษจำคุกรวมกัน 26 ปี 16 เดือน หรือประมาณ 27 ปี สี่เดือน

อ่านข้อมูลคดีเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...