โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นายกฯจีนชี้ ‘กีดกันการค้า’ทำโลกป่วน แต่มั่นใจแดนมังกรยังเติบโตเข้มแข็ง พร้อมเดินหน้าปฏิรูป เปลี่ยนโมเดล ศก.จากพึ่งการผลิต-ส่งออก เป็นอาศัยการบริโภค

Manager Online

เผยแพร่ 25 มิ.ย. 2568 เวลา 19.04 น. • MGR Online

นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ของจีนเตือน มาตรการกีดกันการค้ากำลังทำให้ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและการค้าของโลกรุนแรงยิ่งขึ้น แต่ก็แสดงความเชื่อมั่นเศรษฐกิจจีนจะยังคงเติบโตอย่างมั่นคงและค้ำจุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านจากโมเดลที่พึ่งพิงการผลิตและส่งออก มาเป็นการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภค

นายกรัฐมนตรีจีน กล่าวเมื่อวันพุธ (25 มิ.ย.) ในพิธีเปิดประชุม เวิลด์ อิโคโนมิก ฟอรัม (ดับเบิลยูอีเอฟ) ในจีน หรือที่เรียกกันว่างาน “ซัมเมอร์ ดาวอส” ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองเทียนจิน เมืองท่าใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กรุงปักกิ่ง ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างล้ำลึก โดยเห็นชัดว่าเขากำลังพาดพิงถึงการขึ้นภาษีศุลกากรกับคู่ค้าทั่วโลกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ

ผู้นำอันดับ 2 ของแดนมังกรผู้นี้กล่าวเสริมว่า มาตรการกีดกันการค้ากำลังเพิ่มขึ้นมาอย่างสำคัญ และความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและทางการค้าของโลกก็ดุเดือดรุนแรงยิ่งขึ้น

“เศรษฐกิจโลกมีการบูรณาการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างลึกซึ้ง และไม่มีประเทศใดสามารถเติบโตหรือมั่งคั่งเพียงลำพัง” เขากล่าว และพูดต่อไปว่า “ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความยากลำบาก สิ่งที่จำเป็นไม่ใช่กฎแห่งป่าที่ผู้อ่อนแอตกเป็นเหยื่อของผู้แข็งแกร่ง แต่เป็นการร่วมมือกันและการประสบความสำเร็จร่วมกันเพื่อผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย”

คำปราศรัยครั้งนี้ของหลี่ เป็นการตอกย้ำความพยายามของจีนในการแสดงบทบาทเป็นผู้ปกป้องระบบการค้าระหว่างประเทศซึ่งยึดโยงอยู่กับกฎระเบียบ แต่กำลังถูกคณะบริหารของทรัมป์ย่ำยี รวมทั้งยังเน้นข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่กล่าวกับนายกรัฐมนตรีลอเรนซ์ หว่องของสิงคโปร์ ที่เดินทางเยือนปักกิ่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันอังคาร (24 มิ.ย.) รวมทั้งเข้าร่วมการประชุมซัมเมอร์ ดาวอส ด้วย ว่า ประเทศต่างๆ ควรต่อต้าน “การหวนคืนสู่ลัทธิวางตัวเป็นเจ้าเหนือใครๆ “และลัทธิกีดกันการค้า

ในการประชุมนี้ ยังมีผู้นำประเทศอื่นที่แสดงความไม่สบายใจเกี่ยวกับการถูกบังคับให้เลือกข้าง เป็นต้นว่า หว่อง ที่กล่าวกับ บอร์เก เบรนเด ประธานและซีอีโอดับเบิลยูอีเอฟว่า ประเทศต่างๆ ควรระมัดระวังเกี่ยวกับการละทิ้งแนวคิดในการบูรณาการทางเศรษฐกิจ

ด้าน นายกรัฐมนตรีฝั่ม มิงห์ จิ๋งห์ของเวียดนาม แสดงความคิดเห็นคล้ายกันว่า อเมริกาเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุด ขณะที่จีนเป็นแหล่งนำเข้าใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ดังนั้น เวียดนามจึงจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการต่างประเทศที่สมดุลเพื่อให้สามารถเป็นมิตรกับทุกประเทศได้

ขณะเดียวกัน ในคำปราศรัยคราวนี้ หลี่แสดงความเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจจีนยังคงสามารถรักษาอัตราเติบโต “ที่ค่อนข้างรวดเร็ว” เอาไว้ได้ อีกทั้งสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอย่างแข็งแกร่ง ในช่วงเวลาซึ่งแดนมังกรเองกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเติบโตที่นำโดยภาคการผลิต สู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภค ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า การเปลี่ยนผ่านนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลกแห่งนี้

ปัจจุบัน จีนกำลังหาทางบรรเทาความเสียหายทางเศรษฐกิจจากสงครามการค้ากับอเมริกา ผ่านการสนับสนุนด้านนโยบาย ซึ่งถือเป็นภารกิจท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากเวลาเดียวกันนี้ ปักกิ่งยังต้องพยายามเดินหน้ามาตรการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอันยากลำบาก

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่า เศรษฐกิจมูลค่า 19 ล้านล้านดอลลาร์ของจีนกำลังเผชิญเส้นทางเดิน 2 ทาง คือ รักษาอัตราเติบโตที่กำลังชะลอตัวลง ให้ยังคงอยู่ในระดับค่อนข้างสูงเอาไว้โดยใช้ภาคส่งออกที่แข็งแกร่งเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งเป็นแนวโน้มที่น่าจะเป็นไปได้น้อยลงท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้ากับโบกตะวันตก ส่วนอีกทางเลือกหนึ่งคือยอมให้เศรษฐกิจโตช้าลงยาวนานหลายปีเพื่อผลักดันการปฏิรูปที่มีเป้าหมายในการปลดล็อกศักยภาพระยะยาว ผ่านตลาดผู้บริโภคอันกว้างใหญ่ไพศาลของตัวเอง

อย่างไรก็ดี หลี่มั่นใจว่า จีนสามารถประสบความสำเร็จในทั้งสองทางเลือก โดยเขาย้ำว่าแดนมังกรจะสามารถรักษาโมเมนตัมการเติบโตที่แข็งแกร่งเอาไว้ได้ และระบุว่าในไตรมาส 2 นี้ เศรษฐกิจจีนได้แสดงให้เห็นว่ากำลังกระเตื้องขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

ปักกิ่งกำหนดเป้าหมายการเติบโตปีนี้ไว้ที่ประมาณ 5% แม้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า เป็นงานที่ยากลำบาก หากข้อตกลงสงบศึกการค้ากับวอชิงตันไม่ยืนยาวอย่างที่หวังก็ตาม

นักเศรษฐศาสตร์มองว่า จีนต้องมีนโยบายสนับสนุนภาคครัวเรือนมากขึ้นเพื่อส่งเสริมรูปแบบการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภค ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่อ่อนไหวสำหรับพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ผูกติดความชอบธรรมของตนเองกับการเติบโตระดับสูงมายาวนาน และเป็นเหตุผลสำคัญที่บรรดาผู้วางนโยบายเลื่อนการปฏิรูปนี้มาตลอดหนึ่งทศวรรษ

โรเดียม กรุ๊ป กลุ่มคลังสมองของอเมริกาที่โฟกัสความเคลื่อนไหวของจีน ระบุว่า การบริโภคในครัวเรือนของจีนในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมายังมีสัดส่วนเพียง 39% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เทียบกับอัตราเฉลี่ย 54% ในประเทศสมาชิกโออีซีดี

วันอังคารที่ผ่านมา จีนออกแนวทางที่มุ่งเน้นการใช้เครื่องมือทางการเงินส่งเสริมการบริโภค ซึ่งรวมถึงการประกาศสนับสนุนการจ้างงานและเพิ่มรายได้ของครัวเรือน

นายกรัฐมนตรีจีนทิ้งท้ายว่า รัฐบาลมีเป้าหมายในการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านประเทศจากมหาอำนาจการผลิตเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่เปิดรับธุรกิจจากประเทศต่างๆ

(ที่มา: เอเอฟพี/รอยเตอร์)

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...