โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เศรษฐกิจอิหร่านบนขอบเหว ราคาแพงที่ต้องจ่ายจากสงคราม 2 ทศวรรษ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 23 มิ.ย. 2568 เวลา 18.37 น. • เผยแพร่ 24 มิ.ย. 2568 เวลา 01.29 น.

การหยุดยิงระหว่างอิสราเอล-อิหร่านที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศอาจนำมาซึ่งสันติภาพ แต่ราคาแพงที่อิหร่านต้องจ่ายจากสงครามและการถูกคว่ำบาตร 2 ทศวรรษ ได้ทิ้งเศรษฐกิจของประเทศไว้บนขอบเหวแห่งการล่มสลาย

จากยักษ์น้ำมันที่เคยผลิต 3.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน กลายเป็นชาติที่ส่งออกได้เพียง 102,000 บาร์เรล ท่ามกลางเงินเฟ้อ 40% และประชาชนยากจน 50% เศรษฐกิจอิหร่านวันนี้อยู่ในสภาพที่เลวร้ายกว่าช่วงสงครามอิหร่าน-อิรักในทศวรรษ 1980

เมื่อย้อนดูผลจากการที่อิสราเอลเปิดฉากสงครามกับอิหร่าน ได้จุดชนวนให้ตะวันออกกลางลุกเป็นไฟ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอิหร่าน และการตอบโต้ของเตหะราน ได้ทำให้ตลาดพลังงานสั่นคลอนและส่งสัญญาณเตือนภัยสำหรับเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อิสราเอล และทั่วโลกไปก่อนหน้านี้

ควันลอยขึ้นหลังจากการโจมตีของอิสราเอลในเตหะรานอิหร่าน 18 มิถุนายน 2025

ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลกและก๊าซธรรมชาติเหลว 1 ใน 4 กำลังตกอยู่ในอันตรายจากการถูกปิด และแม้แต่ความเป็นไปได้เพียงเล็กน้อยที่จะเกิดสถานการณ์เช่นนี้ก็ทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

สำหรับสหรัฐฯ ซึ่งแบกรับภาระหนี้ 37 ล้านล้านดอลลาร์ เงินเฟ้อเรื้อรัง และความเหนื่อยล้าจากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างเต็มรูปแบบในความขัดแย้งครั้งนี้อาจหมายถึงการฆ่าตัวตายทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์

่ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาต้นทุนของสงครามและความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่ออิหร่าน ซึ่งถือหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการคว่ำบาตรมาหลายปีเช่นกัน

อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลของอิหร่านได้รับผลกระทบอย่างไร

ตามข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ Kpler ระบุว่าไม่กี่วันที่ผ่านมา การส่งออกน้ำมันของอิหร่านดูเหมือนจะลดลงอย่างมาก น้ำมันดิบและคอนเดนเสทรวมของอิหร่านคาดว่าจะอยู่ที่ วันละ 102,000 บาร์เรล (bpd) ที่สำคัญ การส่งออกจากเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นจุดที่อิหร่านส่งออกน้ำมันมากกว่า 90 % ดูเหมือนจะหยุดชะงักโดยสิ้นเชิงตั้งแต่วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน โดยไม่มีเรือบรรทุกน้ำมันจอดทอดสมออยู่ที่เกาะคาร์กในวันจันทร์ ตามข้อมูลติดตามเรือด้วยดาวเทียมจาก LSEG

ตามข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานแห่งสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่า ปี 2025 อิหร่านผลิตน้ำมันดิบเฉลี่ยวันละ 3.4 ล้านบาร์เรล โดยมีจีนเป็นผู้ซื้อรายหลักจากต่างประเทศ น้ำมันส่วนใหญ่ที่อิหร่านผลิตจะใช้บริโภคภายในประเทศ

อิหร่านได้ระงับการผลิตก๊าซบางส่วนที่แหล่งก๊าซ South Pars ในอ่าว หลังจากถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธจากอิสราเอล โดยแหล่งก๊าซ South Pars ซึ่งอิหร่านมีร่วมกับกาตาร์นั้น ถือเป็นแหล่งก๊าซที่ใหญ่ที่สุดในโลก และผลิตก๊าซราว 80 % ของปริมาณก๊าซทั้งหมดของอิหร่าน ขอบเขตของความเสียหายที่เกิดขึ้นกับแหล่ง South Pars ที่ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด

นอกจากนี้ อิสราเอลยังได้โจมตีโรงกลั่นน้ำมัน Shahr Rey ชานกรุงเตหะราน รวมถึงคลังเก็บเชื้อเพลิงรอบเมืองหลวง โดยผลกระทบทั้งหมดต่อการผลิตยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด

มาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านมีบทบาทอย่างไร

ปัจจัยหลายประการ รวมถึงการคว่ำบาตรและการบริหารจัดการทางการเมืองที่ล้มเหลว ได้ทำให้ประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวชีอะห์ อยู่บนขอบเหวของหายนะทางเศรษฐกิจ

อิหร่านเผชิญมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ หลังการปฏิวัติอิสลามและเหตุการณ์จับตัวประกันที่สถานทูตสหรัฐฯ ในปี 1979 ต่อมาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของตน เพื่อกดดันให้อิหร่านยอมรับข้อตกลงด้านโครงการนิวเคลียร์ รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ บารัก โอบามา ได้ชักชวนประเทศเศรษฐกิจสำคัญทั่วโลกให้ลดหรือหยุดการซื้อน้ำมันจากอิหร่าน โดยใช้มาตรการคว่ำบาตรระลอกใหม่

มาตรการคว่ำบาตรเหล่านั้นถูกผ่อนคลายหลังจากอิหร่านบรรลุข้อตกลง แผนปฏิบัติการร่วมอย่างครอบคลุม (JCPOA) ในปี 2015 กับสหรัฐฯ รัสเซีย จีน ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป

ปีถัดมา อิหร่านสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมได้วันละ 2.8 ล้านบาร์เรล แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรอีกครั้งในปี 2018 ระหว่างดำรงตำแหน่งสมัยแรก และได้เพิ่มมาตรการใหม่เพื่อกดดันประเทศอื่น ๆ ให้หยุดซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่านอีกครั้ง

ผลลัพธ์ตามข้อมูลของ EIA ระบุว่า อิหร่านทำรายได้จากการส่งออกน้ำมันเพียง 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ในช่วงปี 2022 และ 2023 ซึ่งเทียบเท่าการส่งออกน้ำมันดิบราว วันละ 200,000 บาร์เรล หรือคิดเป็นไม่ถึง 10% ของระดับในปี 2016

ผลจากมาตรการคว่ำบาตรคือ รายได้เงินตราต่างประเทศของอิหร่านลดลงอย่างมาก แม้อิหร่านจะสามารถหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจล่มสลายได้บางส่วน ด้วยการพึ่งพาจีนซึ่งเป็นผู้ซื้อรายหลักและเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ยังทำการค้ากับอิหร่าน

การสูญเสียรายได้จากมาตรการคว่ำบาตรได้ตัดโอกาสการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวของประเทศ และกระทบต่อความสามารถของรัฐบาลเตหะรานในการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่ชำรุดทรุดโทรม

ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน เน้นย้ำมาตลอด ถึงความรุนแรงของสถานการณ์เศรษฐกิจที่ประเทศกำลังเผชิญ โดยระบุว่าสถานการณ์ของอิหร่านในปัจจุบันนั้นท้าทายยิ่งกว่าช่วงสงครามอิหร่าน อิรักในช่วงทศวรรษ 1980

ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียนแห่ง อิหร่านกล่าวระหว่างการแถลงข่าวร่วมกับนายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟแห่งปากีสถาน (ไม่ปรากฏในภาพ) ในกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่านเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2025

ท่ามกลางประเทศในตะวันออกกลาง อิหร่านยังคงเป็นศูนย์กลางของความสนใจในสื่อระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโครงการนิวเคลียร์และเครือข่ายกลุ่มตัวแทน (proxy forces) ที่แพร่กระจายไปทั่ว เเต่สิ่งที่ถูกมองข้ามคือ ความยากลำบากทางเศรษฐกิจ ที่ประเทศนี้ต้องเผชิญ โดยตัวชี้วัดด้านสวัสดิการส่วนใหญ่ลดลงถึงระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

ชายคนหนึ่งกำลังเดินอยู่บนถนนท่ามกลาง ความขัดแย้งระหว่าง อิหร่านและอิสราเอลในกรุงเตหะราน

การทบทวนผลประกอบการทางเศรษฐกิจของอิหร่านในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาชี้ให้เห็นถึงรูปแบบของการตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ตัวชี้วัดเหล่านี้สะท้อนอะไร และเหตุใดอิหร่านจึงประสบกับเส้นทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลงอย่างต่อเนื่อง

ตัวชี้วัดเศรษฐกิจมหภาคบอกอะไรบ้าง

ตามรายงาน World Economic Outlook ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่เผยแพร่ในเดือนตุลาคม 2024 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ตามราคาตลาดของอิหร่านในปี 2024 อยู่ที่ประมาณ 434.24 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อพิจารณาจากประชากรเกือบ 90 ล้านคนของประเทศและดัชนีสวัสดิการต่าง ๆ ตัวเลขนี้กลับมีความสำคัญลดลงอย่างมาก โดยอิหร่านร่วงลงมาอยู่อันดับที่ 117 ของโลกในด้าน GDP ต่อหัว นอกจากนี้ อันดับของอิหร่านในดัชนี Legatum Prosperity ซึ่งประเมินองค์ประกอบเชิงโครงสร้างของความมั่งคั่งในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ก็สะท้อนสถานการณ์อันไม่เอื้ออำนวยของประเทศ โดยอยู่ในอันดับที่ 126 จาก 167 ประเทศ

ตัวชี้วัดเศรษฐกิจมหภาคอื่น ๆ

สะท้อนภาพในเชิงลบเช่นกัน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ค่าเงินเรียลของอิหร่านอ่อนค่าลงอย่างรุนแรงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดมืดสูงกว่า 920,000 เรียลต่อดอลลาร์ในปี 2024 อัตราเงินเฟ้อในช่วงเวลาเดียวกันพุ่งเกิน 40% ขณะที่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และการเข้าถึงสิ่งจำเป็นพื้นฐานลดลงอย่างมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อมาตรฐานการครองชีพอย่างรุนแรง

ข้อมูลทางการระบุว่า ในปี 2024 ประมาณ 33% ของประชากรอิหร่านอยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลบางแห่งชี้ว่า ตัวเลขนี้อาจเกินกว่า 50% ขณะเดียวกัน อัตราว่างงานของเยาวชนแตะระดับ 19.4% โดยชายอายุ 25 ถึง 40 ปีครึ่งหนึ่งไม่มีงานทำและไม่ได้หางาน

แม้จะมีแหล่งสำรองพลังงานไฮโดรคาร์บอนจำนวนมาก แต่อิหร่านก็เผชิญกับวิกฤตพลังงานอย่างรุนแรงในปี 2024 ประเทศมีไฟฟ้าขาดแคลนประมาณ 14,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นสัดส่วนสำคัญของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ในช่วงฤดูหนาว ความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงทำให้ไม่สามารถตอบสนองความต้องการก๊าซธรรมชาติรายวันได้ถึง 25% การขาดแคลนดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคอุตสาหกรรม โดยทำให้การผลิตลดลงประมาณ 30 ถึง 40%

ในเวลาเดียวกัน ปัญหาการพร่องของแหล่งน้ำก็ยิ่งเด่นชัด โดยเฉพาะในกรุงเตหะรานซึ่งอ่างเก็บน้ำหลักมีระดับน้ำต่ำในระดับวิกฤต ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำหลักของเมืองลดลงเหลือเพียง 7% ของความจุสูงสุด

ปัญหาที่สำคัญที่สุด

หนึ่งในความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ต่อเนื่องและสำคัญที่สุดต่อเศรษฐกิจอิหร่านในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา คืออัตราเงินเฟ้อที่สูงในเชิงโครงสร้าง ซึ่งไม่เพียงแต่บั่นทอนเสถียรภาพด้านราคาเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบเชิงลบต่อการกระจายรายได้ สวัสดิการสังคม และความสามารถในการคาดการณ์เศรษฐกิจ

นับตั้งแต่ปี 2007 การขาดวินัยทางการคลัง การขยายตัวทางการเงินโดยไร้การควบคุม และการปฏิรูปเงินอุดหนุนที่ล้มเหลว ล้วนส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อกลายเป็นปัญหาฝังลึก ในทศวรรษ 2010 การคว่ำบาตรระหว่างประเทศยิ่งทำให้ปัญหาดังกล่าวเลวร้ายขึ้น โดยจุดชนวนให้เกิดวิกฤตค่าเงินและเผยให้เห็นความเปราะบางของโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้า

แม้การเจรจานิวเคลียร์จะมอบเสถียรภาพทางเศรษฐกิจชั่วคราว แต่อิหร่านก็ไม่สามารถฟื้นตัวในระยะยาวได้ เนื่องจากขาดการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ต่อมาเหตุการณ์อย่างการถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ (JCPOA) ในปี 2018 และการรื้อระบบเงินอุดหนุน ก็ยิ่งเร่งแรงกดดันเงินเฟ้อให้รุนแรงขึ้น แม้จะมีการใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดในปี 2022 และ 2023 แต่อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในช่วง 40–50% ซึ่งบ่งชี้ว่า ตัวขับเคลื่อนหลักไม่ใช่แรงกดดันจากฝั่งอุปสงค์ แต่เกิดจากความไม่สมดุลทางการคลังและข้อจำกัดทางฝั่งอุปทาน

ราคาสินค้าและบริการจำเป็น โดยเฉพาะอาหาร ที่อยู่อาศัย และพลังงาน ที่พุ่งสูงขึ้นได้กัดเซาะอำนาจซื้ออย่างรุนแรง และเพิ่มความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ การต่อสู้กับเงินเฟ้อในอิหร่านจึงเป็นประเด็นหลายมิติที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องมีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ครอบคลุมและมีรากฐานทางสถาบัน

อีกหนึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญ คือความล้มเหลวในการสร้างโอกาสการจ้างงานที่เพียงพอ แม้จะมีประชากรวัยหนุ่มสาวที่เพิ่มขึ้น โดยกลุ่มอายุ 15-34 ปี คิดเป็นประมาณ 45% ของประชากรทั้งหมด ตลาดแรงงานของประเทศไม่สามารถรองรับแรงกดดันทางประชากรนี้ได้ แม้จำนวนประชากรจะเพิ่มขึ้น 8.4 ล้านคน แต่จำนวนผู้มีงานทำกลับล้าหลังอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บัณฑิตมหาวิทยาลัยจำนวนมากไม่ได้เข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งหมายถึงทุนมนุษย์ที่ตกค้างอยู่นอกระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ

แม้จะมีรายได้จากน้ำมันจำนวนมาก แต่อิหร่านกลับล้มเหลวในการพัฒนาภาคการผลิตที่สามารถสร้างการจ้างงานอย่างยั่งยืน เนื่องจากทรัพยากรของรัฐและเอกชนส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้กับการบริโภคและการนำเข้า การขยายตัวของการศึกษาในระดับอุดมศึกษา แม้จะเพิ่มขึ้นในเชิงปริมาณ แต่กลับไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ทำให้ปัญหาว่างงานของผู้มีการศึกษายิ่งเลวร้ายลง

การวิเคราะห์เส้นทางพัฒนาเศรษฐกิจของอิหร่านระยะยาวยังเผยให้เห็นถึงความอ่อนแอในเชิงโครงสร้างของการค้าต่างประเทศ ในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 ประเทศดำเนินนโยบายเศรษฐกิจพึ่งตนเองในเชิงอุดมการณ์ และไม่ให้ความสำคัญกับการบูรณาการเข้าสู่เศรษฐกิจโลก แนวทางที่มุ่งสู่ภายในเช่นนี้ถูกซ้ำเติมในทศวรรษ 2010 ด้วยการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ ซึ่งจำกัดขีดความสามารถทางการค้าของอิหร่านอย่างรุนแรง

ผลที่ตามมาคือ อิหร่านสูญเสียอิทธิพลในตลาดพลังงานและโลจิสติกส์ของภูมิภาค ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยังคงอยู่นอกการแข่งขันในระดับนานาชาติ อิหร่านจึงพลาดโอกาสในการปรับปรุงเทคโนโลยีและการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ความพึ่งพาการค้ากับพันธมิตรจำนวนน้อยยังเพิ่มความเปราะบางทางเศรษฐกิจ เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค

ความท้าทายด้านการค้าของอิหร่านจึงไม่สามารถแก้ได้ด้วยการยกเลิกคว่ำบาตรเพียงอย่างเดียว ความสำเร็จของยุทธศาสตร์การพัฒนาในระยะยาวขึ้นอยู่กับการสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก และบูรณาการกับระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยปลอดจากข้อจำกัดทางอุดมการณ์

ตามประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ของอิหร่านกับระบบเศรษฐกิจโลกขับเคลื่อนโดยการค้าขายเป็นหลัก โดยเน้นการส่งออกน้ำมันดิบและนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรม ในทางปฏิบัติ อิหร่านพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจภายนอกที่มุ่งเน้นการค้าระยะสั้นโดยพึ่งพาการส่งออกน้ำมัน ปัญหาการดึงดูด FDI ที่ล้มเหลวอย่างต่อเนื่องไม่เพียงขัดขวางการบูรณาการเข้าสู่กระแสเงินทุนโลก แต่ยังสะท้อนถึงจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

นโยบายรัฐที่พยายามให้ความสำคัญกับการนำเข้าสินค้าทุนมากกว่าสินค้าอุปโภคบริโภคก็ไม่สามารถสนับสนุนโครงสร้างทุนเชิงผลิตในระยะยาวได้ ขณะที่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จำนวนมากใช้ FDI ขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก

อิหร่านกลับยังคงอยู่นอกขอบของการเปลี่ยนแปลงนี้ ซึ่งยิ่งเลวร้ายลงจากการขาดความโปร่งใส การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินที่อ่อนแอ และโครงสร้างพื้นฐานเชิงสถาบันที่ไม่พัฒนา

ช่วงเวลาที่กระแสเงินทุนโลกกระจายตัวมากขึ้นทั้งในเชิงภูมิศาสตร์และภาคธุรกิจ อิหร่านยังคงถูกกีดกันอย่างเป็นระบบ และแม้จะมีศักยภาพในการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ แต่กลับไม่สามารถแสดงตัวว่าเป็นตลาดที่น่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนระหว่างประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...