นายกฯ ลุยปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพิ่มมาตรการสกัดกั้น "กัมพูชา"รายได้หายแล้ว 30,000 ล้าน
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมติดตามมาตรการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อประชาชน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และภาพลักษณ์ของประเทศในสายตานานาชาติ
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างจริงจังในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการหลอกลวงต่างๆ ซึ่งเห็นผลชัดเจนว่าคดีลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการหลอกคนไทยไปทำงานในแก๊งอาชญากรรมไซเบอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน
พร้อมกันนี้ยังอ้างอิงข้อมูลจากสหประชาชาติที่ระบุว่า “กัมพูชา” เป็นหนึ่งในศูนย์กลางของอาชญากรรมไซเบอร์ระดับโลก ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ไทยต้องเพิ่มความเข้มข้นในมาตรการสกัดกั้น ไม่เพียงเพื่อคุ้มครองพลเมืองไทย แต่ยังเพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของประเทศ
“ถ้าเขาเสียรายได้มากเท่าไหร่ ก็หมายความว่าคนของเราปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น” นายกรัฐมนตรีกล่าว พร้อมเปิดเผยว่า ฝ่ายกัมพูชาสูญเสียรายได้จากกิจกรรมผิดกฎหมายไปแล้วประมาณ 30,000 ล้านบาท สะท้อนถึงความสำเร็จของไทยในการกวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรม
น.ส.แพทองธารยังกำชับให้ทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เดินหน้าทำงานเชิงรุกต่อเนื่อง พร้อมขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายให้เป็นหูเป็นตาแทนประชาชน เพื่อให้คนไทยรู้สึกปลอดภัยในบ้านของตน และลดจำนวนคดีลงให้ได้มากที่สุด
“รัฐบาลมีความตั้งใจอย่างสูงที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นบ้านที่อบอุ่นและปลอดภัยสำหรับทุกคน” นายกรัฐมนตรีกล่าว พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันอย่างแข็งขันจนเห็นผลเป็นรูปธรรม