โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผวา ! น้ำมันแพง ทุบดุลการค้า ดันต้นทุนการเงินพุ่ง ฉุดเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย

Khaosod

อัพเดต 24 มิ.ย. 2568 เวลา 07.44 น. • เผยแพร่ 24 มิ.ย. 2568 เวลา 07.10 น.

พาณิชย์ หวั่นน้ำมันแพง ฉุดดุลการค้า ดันต้นทุนการเงินพุ่ง กระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า โฆษกกระทรวง
ราคาน้ำมันโลกเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจการค้าทั่วโลก โดยเฉพาะในกรณีของประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (net oil importer)

ความผันผวนของราคาน้ำมันจึงไม่เพียงสะท้อนต้นทุนพลังงานเท่านั้น หากยังแทรกซึมสู่ทุกมิติของระบบการค้า ทั้งด้านต้นทุนการผลิต ระบบโลจิสติกส์ ไปจนถึงมูลค่าการนำเข้า รวมถึงดุลการค้าของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานชี้ว่า ในปี 2566 ประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำมันดิบเฉลี่ยมากกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่สามารถผลิตได้ภายในประเทศเพียง 70,000 บาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 7% ส่วนอีกกว่า 93% จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ความไม่สมดุลด้านโครงสร้างพลังงานดังกล่าว ทำให้ประเทศไทยเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ และมีผลต่อเสถียรภาพทางการค้าโดยตรงและต่อเนื่อง

จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติ พบว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบมีความสัมพันธ์เชิงลบในระดับปานกลางกับดุลการค้าของไทย โดยมีค่าสหสัมพันธ์ (correlation coefficient) เท่ากับ -0.443 ที่ระยะเวลา lag 3 เดือน ซึ่งหมายความว่า หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นในช่วง 3 เดือนก่อน ดุลการค้าในปัจจุบันมักจะปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p-value < 0.01) ไม่ว่าจะเป็นการลดลงของการเกินดุล หรือการขาดดุลที่ทวีความรุนแรงขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่แท้จริงต่อเสถียรภาพทางการค้าของประเทศ

ข้อมูลการนำเข้าในปี 2567 ยิ่งตอกย้ำข้อสังเกตนี้ เมื่อพบว่ามูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบของไทยคิดเป็นสัดส่วนถึง 10.6% ของมูลค่าการนำเข้ารวม ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มสินค้านำเข้าหลักที่มีอิทธิพลต่อดุลการค้าโดยตรง ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงจึงเป็นแรงกดดันที่ชัดเจนต่อดุลการค้าของประเทศ

แม้ผลกระทบจะไม่แสดงทันทีในเดือนเดียวกัน แต่จะสะท้อนผ่านวงจรทางธุรกิจ เช่น การทำสัญญาระหว่างประเทศ ระยะเวลาการส่งมอบสินค้า และการลงบัญชี มักใช้เวลาประมาณ 2 - 3 เดือนกว่าจะปรากฏในข้อมูลทางเศรษฐกิจหรือระบบบัญชีดุลการค้าของประเทศอย่างเป็นทางการ

ในช่วงกลางเดือนมิ.ย. 2568 โลกต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านราคาน้ำมันอีกครั้ง จากเหตุการณ์
ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ราคาน้ำมันดิบพุ่งแตะระดับ 74 - 77 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นกว่า 10% จากเดือนก่อน ท่ามกลางความกังวลว่า หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก ราคาน้ำมันอาจพุ่งทะลุ 100 - 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ในระยะเวลาอันสั้น เพื่อบรรเทาความตึงเครียด

ด้านอุปทาน กลุ่ม OPEC+ ได้ประกาศเพิ่มกำลังการผลิตอีก 400,000 บาร์เรลต่อวัน ขณะที่ซาอุดิอาระเบียแสดงความพร้อมเพิ่มปริมาณการผลิตเพิ่มเติม หากสถานการณ์ยังคงตึงเครียด เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดและลดแรงกดดันต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความพยายามของผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในการควบคุมเสถียรภาพด้านราคาท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน

ราคาน้ำมันยังเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญในการดำเนินนโยบายทางการเงินของหลายประเทศ โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่สูงกว่ากรอบเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น ธนาคารกลางสหราชอาณาจักร (BoE) ได้แสดงจุดยืนชัดเจนในการประชุมช่วงกลางเดือนมิ.ย. 2568 ว่าจะยังไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แม้เงินเฟ้อโดยรวมจะเริ่มชะลอลงจากจุดสูงสุดในปี 2566
โดยให้เหตุผลว่า ต้องรอประเมินผลกระทบของราคาพลังงานต่อเงินเฟ้ออย่างรอบด้าน โดยเฉพาะในกรณีที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากวิกฤตตะวันออกกลาง

ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (fed) แสดงท่าทีในทำนองเดียวกัน พร้อมระบุว่า แม้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อโดยรวมจะผ่อนคลายลงในบางหมวด เช่น ที่อยู่อาศัยและอาหาร แต่ราคาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันเบนซินยังคงมีความผันผวนสูง ซึ่งอาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาสูงเกินกรอบเป้าหมาย 2% ได้อีกครั้ง หากไม่มีการควบคุมอย่างเหมาะสม

สถานการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ราคาน้ำมันไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อดุลการค้าและต้นทุนของภาคการผลิตเท่านั้น แต่ยังมีอิทธิพลต่อต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ ผู้บริโภค และภาครัฐ ผ่านกลไกของดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการลงทุน การกู้ยืม และการบริโภคในระบบเศรษฐกิจโดยรวม

ด้วยเหตุนี้ ความผันผวนของราคาน้ำมัน โดยเฉพาะในช่วงที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงควรได้รับความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด ในเชิงการกำหนดนโยบายทางการค้า รวมถึงนโยบายทางการเงินของประเทศ โดยเฉพาะในช่วง 2-3 เดือนหลังจากที่ราคาน้ำมันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าเพื่อลด ความเปราะบางทางเศรษฐกิจจากราคาพลังงาน จึงเป็นภารกิจร่วมของภาครัฐและภาคเอกชน ไม่ว่าจะผ่านการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยง (hedging instruments) การปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานในภาคการผลิต การลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า การปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ให้ประหยัดพลังงาน และการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า (early warning system) ที่บูรณาการข้อมูลราคาพลังงานเข้ากับการวิเคราะห์และคาดการณ์ทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ การรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจการค้าของไทยภายใต้แรงกดดันจากตลาดพลังงานโลก จำเป็นต้องอาศัยการกำหนดนโยบายที่ยืดหยุ่น รอบคอบ และบูรณาการระหว่างภาคส่วน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนและความผันผวนในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ผวา ! น้ำมันแพง ทุบดุลการค้า ดันต้นทุนการเงินพุ่ง ฉุดเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...