SOCIETY: รู้ไหม? กระต่ายแสนน่ารัก ครั้งหนึ่งเคยถูกเชื่อว่าเป็น ‘สัตว์นรก’ ที่เชื่อมโยงกับสิ่งชั่วร้ายและลี้ลับ .
หากให้หลับตานึกถึงกระต่าย คุณเห็นภาพอะไรบ้าง?
.
‘หางปุย ตาโต หูยาว จมูกสั่นดุ๊กดิ๊ก’ นี่คงเป็นภาพเจ้ากระต่ายที่ใครๆ คิดอยู่ในหัว แต่รู้หรือไม่ว่า…สัตว์ที่หน้าตาน่ารักเช่นนี้ เมื่อครั้งอดีต ในหลายๆ พื้นที่ รวมไปถึงหลายอารยธรรมทั่วโลก กลับมีความเชื่อโบราณที่เกี่ยวกับเจ้าน้อนตัวนี้ (โดยเฉพาะกระต่ายป่า) ที่ว่ากันว่าพวกมันเป็นสัตว์เจ้าเล่ห์ น่ากลัว และมาจาก ‘นรก’
.
เริ่มกันที่ไอร์แลนด์ ชาวไอริชเชื่อว่ากระต่ายป่า (hares) ถือเป็นสัตว์ที่เจ้าเล่ห์มาก แม้ว่ามันจะเป็นสัตว์ที่อยู่ในวงศ์ Leporidae เหมือนกับกระต่ายธรรมดา (rabbits) แต่รูปลักษณ์ของทั้งคู่กลับต่างกันลิบลับ และบางครั้งหากพูดว่ากระต่ายเฉยๆ ก็อาจทำให้เกิดความสับสนได้ว่าจะหมายถึงกระต่ายประเภทใดกันแน่
.
ด้าน เคลลี ฟิตซ์เจอรัลด์ (Kelly Fitzgerald) หัวหน้าภาควิชานิทานพื้นบ้านและชาติพันธุ์วิทยาไอริช จากมหาวิทยาลัยดับลิน (University College Dublin) ได้อธิบายความแตกต่างของกระต่ายทั้งสองชนิดในไอร์แลนด์ไว้ ดังนี้
.
กระต่ายที่เรียกว่า ‘hares’ (หรือภาษาไทยเรียกว่า กระต่ายป่า) นั้น มีขนาดที่ใหญ่กว่ากระต่ายธรรมดา (rabbits) พวกมันลืมตาดูโลกพร้อมกับสัญญาณนักสู้ในสายเลือด ส่วนกระต่ายธรรมดานั้น อ่อนโยน น่ารัก และเปราะบางกว่ามาก ที่สำคัญกระต่ายป่าเป็นสัตว์พื้นถิ่นของไอร์แลนด์ ขณะที่กระต่ายธรรมดานั้นเดินทางมายังไอร์แลนด์พร้อมกับชาวนอร์มันในศตวรรษที่ 12
.
ฟิตซ์เจอรัลด์ยังอธิบายความสัมพันธ์ด้านความเชื่อของชาวไอริชโบราณกับกระต่ายป่าต่ออีกว่า แม้กระต่ายป่าจะเป็นส่วนหนึ่งของโลกมนุษย์ (Man’s world) แต่พวกมันยังเป็นตัวแทนของความรู้สึกเหนือธรรมชาติ และสิ่งมีชีวิตที่เชื่อมโยงกับโลกอื่น (the other world) อีกด้วย ความเชื่อเหล่านี้อาจมาจากความสัมพันธ์ที่ห่างเหินกันระหว่างมนุษย์กับสัตว์ชนิดนี้ เนื่องจากชาวไอริชไม่เคยจับกระต่ายป่ามาฝึกให้เชื่องหรือเลี้ยงในบ้าน ความเชื่อจึงเข้ามาทำหน้าที่อธิบายเรื่องราวต่างๆ ที่มนุษย์ไม่รู้จัก หรือสามารถอธิบายได้
.
นอกจากนี้ ที่ไอร์แลนด์ยังมีตำนานท้องถิ่นอันโด่งดังชื่อว่า ‘The Stealing of the Milk Profit’ เป็นเรื่องราวของชาวนาเห็นกระต่ายป่าตัวหนึ่งแอบเข้ามาดูดนมแม่วัวของเขา ชาวนาผู้นั้นเลยยิงปืนใส่ขาของกระต่ายป่า มันกระโดดหนี และวิ่งกะเผลกไปจนถึงโพรงตัวเอง ชาวนาตามเข้าไปในโพรงอย่างไม่รอช้า ในใต้ดินนั้น เขากลับพบเพียงหญิงสาวกำลังนอนเจ็บปวด เลือดไหลออกจากขา และหญิงสาวคนนั้นก็คือ ‘แม่มด’ นั่นเอง ตำนานและเรื่องราวที่เชื่อมโยงกระต่ายป่ากับสิ่งมีชีวิตชั่วร้ายนั้นถูกเล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าและถ่ายทอดกันต่อๆ มาอย่างแพร่หลายในพื้นที่ยุโรปตอนเหนือ
.
ยังมีเรื่องเล่าอีกว่า มีหญิงสาวที่กลายร่างเป็นกระต่าย ในวัน May Day หรือ วันที่ 1 พฤษภาคม ซึ่งชาวไอริชเชื่อว่าเป็นช่วงเวลาที่มหัศจรรย์ที่สุด (the most magical time) ตามการนับเวลาแบบปีเซลติก (The Celtic Year) เพราะวันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูกาลเก็บเกี่ยว และเป็นเวลาที่ห่างจากวันฮาโลวีน ที่เป็นวันสิ้นสุดฤดูกาลเก็บเกี่ยวครึ่งปีพอดี ทำให้ทั้งสองวันนี้จะมีพลังงานบางอย่างที่สามารถเชื่อมต่อหรือเชื้อเชิญสิ่งมีชีวิตจากต่างโลกด้วยเช่นกัน
.
แม้ว่ากระต่ายป่าจะไม่ใช่สัตว์ที่น่ากลัวสำหรับเกษตรกรไอริชโบราณ แต่พวกเขาก็ยังเคารพนับถือกระต่ายป่า ในฐานะเป็นสัตว์ที่ฉลาดและลึกลับ และไม่มีการล่าหรือกินกระต่ายป่าเป็นอาหารอีกด้วย
.
อีกหนึ่งหลักฐานที่สะท้อนว่าชาวไอริชโบราณและกระต่ายป่ามีความสัมพันธ์กันด้านความเชื่อ นั่นคือ การพบพิธีกรรมกระต่ายป่าที่ถูกฝังพร้อมกับมนุษย์ในสุสานยุคหินใหม่ที่ไอร์แลนด์ ด้วยความเชื่อที่ว่า สิ่งมีชีวิตขนฟูชนิดนี้มีความหมายแทนความอุดมสมบูรณ์ และเกี่ยวข้องกับการเริ่มต้นใหม่ จะเห็นได้ว่ากระต่ายป่าก็มีบทบาทสำคัญในพิธีกรรมแห่งความตายในสมัยโบราณ
.
ข้ามฝั่งมายังอารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์ อย่าง อียิปต์โบราณ ก็มีเรื่องเล่าและตำนานที่กล่าวกันว่ากระต่ายป่ามีความเกี่ยวข้องกับยมโลก (the underworld)
.
เป็นที่ทราบกันเป็นอย่างดีว่าชาวอียิปต์โบราณให้ความสำคัญกับชีวิตหลังความตาย โดยเฉพาะความเชื่อและพิธีกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับผู้วายชนม์ เช่น การทำมัมมี่ หรือการเซ่นไหว้ เพื่อให้ชีวิตหลังความตายนั้นยังคงดำรงอยู่ต่อไป
.
หลังจากที่ชาวอียิปต์โบราณเสียชีวิตแล้ว พวกเขาจะต้องเดินทางไปพบกับโอซิริส ผู้ปกครองแห่งความตายและโลกใต้พิภพ โอซิริสจะเป็นผู้พิพากษาว่าวิญญาณดวงไหนจะได้ไปอยู่ในดินแดนหลังความตาย หรือวิญญาณดวงไหนจะถูกสาปและกลืนกินให้ดับสูญไป
.
ด้าน นิกกี นีลเซน (Nicky Nielsen) นักอียิปต์วิทยาจากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ (Manchester University) สหราชอาณาจักร อธิบายว่า จากการสังเกตและศึกษาภาพแกะสลักที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อหลังความตายของชาวอียิปต์โบราณจะเห็นเทพเจ้าที่มีหัวเป็นกระต่ายอยู่ในกลุ่มเทพเจ้าอื่นๆ ในฉากการพิพากษาผู้วายชนม์
.
อีกทั้งยังมีเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ ‘The Complete Gods and Goddess of Ancient Egypt’ ของ ริชาร์ด เอช. วิลกินสัน (Richard H. Wilkinson) นักโบราณคดีสาขาอียิปต์วิทยา ที่อ้างอิงถึงสิ่งที่พลูทาร์ก (Plutarch) นักปรัชญา นักประวัติศาสตร์ และนักเขียนชาวโรมัน เคยบันทึกไว้ว่า ชาวอียิปต์โบราณเคารพและนับถือกระต่าย ในฐานะที่เป็นสัตว์ว่องไวและมีประสาทสัมผัสที่เฉียบแหลม และสัตว์ชนิดนี้เป็นบริวารของเทพเจ้าแห่งยมโลกบางองค์อีกด้วย
.
นอกจากนี้ วิลกินสันยังตั้งข้อสังเกตว่า รูปสลักกระต่ายป่านั้นเป็นตัวแทนของเทพีเวนู (Goddess Wenu) ที่บางครั้งก็มีการปรากฏรูปลักษณ์ประติมากรรมเป็นชาย และเข้าใจกันว่าเป็นโอซิริส นั่นแสดงให้เห็นว่า กระต่ายป่าและความตายเป็นสิ่งที่คู่กัน
.
ด้านชาวฟีนิเชียน (Phoenicians), ชาวกรีก และชาวโรมันโบราณ ก็เชื่อเกี่ยวกับกระต่ายป่าว่า มีความสัมพันธ์กับความอุดมสมบูรณ์ โดยพวกมันเป็นสัญลักษณ์ของการผสมพันธุ์และการมีชีวิตที่อุดมสมบูรณ์ และกระต่ายยังเป็นสัญลักษณ์ของการฟื้นคืนชีพของวัฒนธรรมกรีก ที่คล้ายคลึงกับความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับโอซิริสในวัฒนธรรมอียิปต์โบราณ
.
แม้แต่เรื่องเล่าร่วมสมัย นวนิยาย ภาพยนตร์ การ์ตูน หรือเกม ในปัจจุบัน ก็ยังมีการใช้คาแรกเตอร์กระต่ายเป็นตัวละครที่น่าพิศวง ลึกลับ ชวนขนลุก ให้เห็นกันเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น ‘Alice in Wonderland’ ผลงานคลาสสิกของ ลูอิส แคร์รอล (Lewis Carroll), หนังสยองขวัญเกรด B ที่ชื่อว่า ‘Night of the Lepus’ ในปี 1972, ตัวละคร Bonnie จาก ‘Five Nights at Freddy’s’ เป็นต้น
.
#SOCIETY#BrandThink#CreativeChange#Empowering#Diversity#PositiveImpact