ไทยขาดดุลการค้าจีน พุ่งสูงสุด! เป็นประวัติการณ์
(วันนี้ 30 พ.ค.68) ไทยยังคงเผชิญภาวะขาดดุลการค้ากับจีนอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา ขาดดุลการค้ากับจีนถึง 45,364 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.-เม.ย.) ไทยขาดดุลการค้ากับจีนแล้ว 19,232 ล้านดอลลาร์ จากการนำเข้าสินค้าจากจีนที่สูงถึง 31,564 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ส่งออกไปจีนมีมูลค่าเพียง 12,331 ล้านดอลลาร์
เฉพาะในเดือนเมษายน 2568 การส่งออกของไทยไปจีนอยู่ที่ 3,549 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่การนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างมากแตะระดับ 8,820 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการนำเข้าสินค้าจากจีนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้ไทยขาดดุลการค้าในเดือนดังกล่าวถึง 5,271 ล้านดอลลาร์
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า สินค้านำเข้าจากจีนที่เพิ่มขึ้นสูงสุด 5 อันดับแรกในเดือนเมษายน ได้แก่
1.เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ มูลค่า 1,667 ล้านดอลลาร์ (+110.6%)
2.เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 848.2 ล้านดอลลาร์ (+37.8%)
3.เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน 658.6 ล้านดอลลาร์ (+21.6%)
4.คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ 506.8 ล้านดอลลาร์ (+35.1%)
5.เคมีภัณฑ์ 496.8 ล้านดอลลาร์ (ลดลง -11.0%)
สินค้าส่งออกยังมีทิศทางผสม
สนค.รายงานว่า การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม 4 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัว 18.7% โดยเฉพาะสินค้าไอที แผงวงจรไฟฟ้า และอัญมณี ขณะที่สินค้าเกษตรหดตัวแรงต่อเนื่อง -19.6% โดยเฉพาะผลไม้สด ข้าว อาหารทะเล และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง
ตลาดสหรัฐยังคงเป็นจุดแข็ง โดยการส่งออกขยายตัวถึง 23.8% และได้ดุลการค้ากว่า 13,994 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 4 เดือนแรกปี 2568 ซึ่งนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่า การเจรจาภาษีกับสหรัฐมีความคืบหน้าและคาดว่าจะจบภายในกรอบ 90 วัน
ตลาดสหรัฐยังเป็นแรงหนุนสำคัญ หากสามารถเจรจาให้ไทยได้อัตราภาษีเทียบเท่าคู่แข่ง จะช่วยเพิ่มศักยภาพส่งออกได้มาก นายพิชัยกล่าว พร้อมย้ำว่า ภาคการส่งออกไทยยังแข็งแกร่ง และขยายตัวได้ในหลายตลาดสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป อาเซียน และ CLMV
แม้ตัวเลขการส่งออกของไทยดูสดใสในระยะสั้น แต่ภาวะขาดดุลการค้าจีนอย่างต่อเนื่องกำลังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ทั้งจากการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า การขาดมูลค่าเพิ่มในประเทศ และความไม่แน่นอนของภาษีนำเข้าสหรัฐ หากไทยไม่สามารถยกระดับการผลิตและการเจรจาการค้าได้ทันภายในครึ่งปีหลัง พายุเศรษฐกิจอาจเริ่มก่อตัวรุนแรงกว่าที่คาดไว้