โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“คดีป่าแหว่ง กับ ศาลยุติธรรม ใครต้องรับผิดชอบ”

MATICHON ONLINE

อัพเดต 10 ธ.ค. 2565 เวลา 08.38 น. • เผยแพร่ 10 ธ.ค. 2565 เวลา 08.37 น.
ดร.เกษม ศุภสิทธิ์ขรก.บำนาญศาลยุติธรรม อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดพัทยา

ดร.เกษม ศุภสิทธิ์ ผู้เขียน(น.บ.)(น.บ.ท.)(น.ม)(ร.ป.ด.)ข้าราชการบำนาญศาลยุติธรรม อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดพัทยาอดีตนักเรียนทุนสำนักงานศาลยุติธรรมในระดับชั้นปริญญาเอก พ.ศ.2554 ที่ปรึกษากรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบในสภาผู้แทนราษฎร

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2565 ผู้เขียนได้ฟังบทสัมภาษณ์ของคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ให้สัมภาษณ์ออกสื่อและสื่อมวลชนบางสำนักได้ลงข่าวมีช่วงหนึ่งกล่าวว่า “ มีการก่อสร้างบ้านขนาดใหญ่กลางหุบเขาในจังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือ ที่ระบุได้ข้อมูลมาว่ามีการใช้เงินจากหน่วยงานปราบปรามยาเสพติดของต่างประเทศเพื่อมาสนับสนุนหน่วยงานยาเสพติดของไทยแล้วนำเงินไปสร้างบ้านกลางป่าคล้ายกรณีการสร้างบ้านพักตุลาการที่จังหวัดเชียงใหม่ก่อนหน้านี้” ผู้เขียน ได้ฟังข่าวดังกล่าวแล้วรู้สึกไม่สบายใจ เพราะสื่อได้ถูกตีพิมพ์ออกไปทั่วและ

อาจทำให้ประชาชนที่อ่านข่าวทั้งในและต่างประเทศได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและ เชื่อว่าศาลยุติธรรมได้ทำสิ่งผิดกฎหมาย กรณีการก่อสร้างบ้านพักตุลาการ(ที่ป่าแหว่ง)ที่จังหวัดเชียงใหม่ จึงเป็นที่มาของการเขียนบทความนี้

“ ผู้เขียนเคยรับราชการในตำแหน่งผู้พิพากษามีระยะยาวนานถึง 21 ปี มีความสำนึกในบุญคุณของศาลยุติธรรม ที่เป็นสำนักตักศิลา บ่มเพาะความรู้และประสบการณ์ให้มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และสร้างจิตสำนึกยึดมั่นในอุดมการณ์ว่า ศาล คือ ที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน และเมื่อผู้เขียนลาออกจากราชการ ก็ได้นำวิชาความรู้ที่ได้รับมาในขณะรับราชการมาประกอบอาชีพที่ปรึกษากฎหมายและทนายความ

หลายท่านคงจำได้ว่า เมื่อหลายปีก่อนมีประเด็นถกเถียงในสังคมอย่างกว้างขวางว่า “ การสร้างบ้านพักข้าราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรมที่จังหวัดเชียงใหม่ในพื้นที่ป่าแหว่งนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่? ซึ่งประเด็นดังกล่าวมีการสร้างกระแสสังคมทำให้ศาลยุติธรรม รวมถึงอาชีพผู้พิพากษา และเจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน ซึ่งเป็นองค์กรบังคับใช้กฎหมาย เกิดความเสื่อมเสียในชื่อเสียงและหมดความน่าเชื่อถือกับสังคมเป็นอย่างยิ่ง เพราะคนในสังคมมองว่า ศาลยุติธรรมซึ่งเป็นองค์กรที่บังคับใช้กฎหมาย แต่กลับมาทำผิดกฎหมายเสียเอง แต่ความเป็นจริงแล้วหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ และคนในสังคมส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่า ผลของคดีป่าแหว่งนั้น ศาลปกครองเชียงใหม่ ได้วินิจฉัยไว้เป็นยุติว่า “ กรมธนารักษ์ มีการอนุญาตให้สำนักงานศาลยุติธรรมใช้พื้นที่ราชพัสดุแปลงพิพาท(ป่าแหว่ง) เพื่อใช้ก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 บ้านพักตุลาการ และข้าราชการศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย” ตามคดีหมายเลขดำที่ 148/2561 คดีหมายเลขแดงที่ 152/2561 ระหว่าง นายสุวิทย์ รุ่งวิสัย ผู้ฟ้องคดี กรมธนารักษ์ ผู้ถูกฟ้องคดี และ สำนักงานศาลยุติธรรม ผู้ร้องสอด ของศาลปกครองเชียงใหม่ ซึ่งได้อ่านคำพิพากษาไปแล้ว เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2565

ซึ่งคำพิพากษาส่วนหนึ่งวินิจฉัยว่า “ มีปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดี(หมายถึง กรมธนารักษ์) อนุญาตให้ผู้ร้องสอด(หมายถึงสำนักงานศาลยุติธรรม)ใช้พื้นที่ราชพัสดุแปลงพิพาท(หมายถึงที่ป่าแหว่ง) เพื่อใช้ก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 บ้านพักตุลาการและบ้านพักข้าราชการศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบหรือไม่ เมื่อพิจารณาหนังสือที่ ศย 012/33489 ลงวันที่ 19 กันยายน 2548 ที่ผู้ร้องสอดขออนุญาตใช้ที่ราชพัสดุต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ผู้ร้องสอดให้เหตุผลในการขออนุญาตว่า มีความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดหาพื้นที่ ก่อสร้าง บ้านพักประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 จำนวน 1 หลัง บ้านพักรองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 จำนวน 1 หลัง และบ้านพักเรือนแถวข้าราชการศาลอุทธรณ์ภาค 5 จำนวน 8 หน่วย เนื่องจากได้รับอนุมัติงบประมาณแล้วแต่ยังไม่มีพื้นที่ก่อสร้าง ในขณะที่พื้นที่ที่ราชพัสดุแปลงพิพาท(หมายถึงพื้นที่ป่าแหว่ง) ยังว่างอยู่และได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองดูแลเดิม (มณฑลทหารบกที่ 33) แล้ว ประกอบกับที่ราชพัสดุแปลงพิพาท(ที่ป่าแหว่ง)

ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบกำหนดให้เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 2 ชั้น 3 และชั้น 4 การดำเนินการก่อสร้างดังกล่าวผู้ร้องสอดไม่จำต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสียก่อนเริ่มโครงการตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ดังนั้นการที่ผู้ถูกฟ้องคดีอนุญาตให้ผู้ร้องสอดใช้พื้นที่ที่ราชพัสดุแปลงพิพาทเพื่อดำเนินการก่อสร้างอาคารดังกล่าวจึงถือว่าเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบแล้ว เมื่อผู้ร้องสอดได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ที่ราชพัสดุแปลงพิพาทเพื่อการก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 บ้านพักตุลาการและข้าราชการศาลอุทธรณ์ภาค 5 สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของโครงการดังกล่าว ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีที่ว่าการก่อสร้างอาคารของผู้ร้องสอดดังกล่าวเป็นเหตุให้มีการโค่นย้ายต้นประดู่ 29 ต้น ต้นพลวง 86 ต้น ต้นสัก 4 ต้น ต้นกระบาก 77 ต้น และไม้เนื้ออ่อนอีก 44 ต้น ทำให้เกิดเป็นพื้นที่ป่าแหว่ง อันเป็นการทำลายระบบนิเวศของพื้นที่ป่าไม้ที่สวยงามตามธรรมชาติและมีผลกระทบต่อลำห้วยแม่ชะเยืองจึงไม่อาจรับฟังได้ กรณีผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำผิดต่อพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 43 และมาตรา 44 นั้น เมื่อพิจารณาบทกฎหมายดังกล่าวแล้วเห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยคำแนะนำของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติออกกฎกระทรวง กำหนดให้พื้นที่ใดเป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ซึ่งมิใช่อำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีหรือผู้ร้องสอดที่จะต้องดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีข้างต้นจึงไม่อาจรับฟังได้

เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีอนุญาตให้ผู้ร้องสอดใช้พื้นที่ราชพัสดุแปลงพิพาท เพื่อใช้ก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 บ้านพักตุลาการและข้าราชการศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่ต้องดำเนินการตามคำขอของผู้ฟ้องคดี พิพากษายกฟ้อง”

ผู้เขียน ขอสรุปความตามคำพิพากษาสั้นๆได้ว่า “ ที่ดินป่าแห่วงที่สำนักงานศาลยุติธรรม ขอใช้ก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 บ้านพักตุลาการและข้าราชการศาลอุทธรณ์ภาค 5 นั้น ทำโดยชอบด้วยกฎหมาย และ ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ตามกระแสสังคมในช่วงเวลานั้นที่กล่าวโทษแต่อย่างใด”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...