โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

8 เทคนิค จัดการเวลาให้ Productive ฉบับเด็กมัธยม

Dek-D.com

เผยแพร่ 07 พ.ย. 2565 เวลา 10.23 น. • DEK-D.com
8 เทคนิค จัดการเวลาให้ Productive ฉบับเด็กมัธยม

สวัสดีค่ะ น้องๆ ชาว Dek-D.comสำหรับชีวิตวัยรุ่นวัยเรียนสิ่งที่ต้องเจอในทุกๆ วันก็คงหนีไม่พ้นเรื่องเรียนหนัก การบ้านเยอะ สอบถี่ และเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า เวลาของเราทุกคนล้วนมีเท่ากันวันละ 24 ชั่วโมง แต่น่าแปลกตรงที่บางคนกลับรู้สึกว่า มีเวลาไม่มากพอที่จะทำสิ่งต่างๆ ที่ตั้งใจไว้ ไม่ว่าจะเป็น การเรียน การทำงาน หรือแม้แต่การพักผ่อนจริงอยู่ค่ะที่เราทุกคนมีเวลาเท่ากัน แต่สิ่งที่ต่างกันอย่างแน่นอนก็คือ ‘การบริหารจัดการเวลา’นั่นเองค่ะ

การบริหารจัดการเวลา (Time Management Skills) ถือเป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญสำหรับยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงและแข่งขันกับเวลาอย่างปัจจุบันมากๆ และสำหรับน้องๆ วัยมัธยม การรู้จักวางแผนและจัดสรรเวลาเป็นสิ่งที่ควรจะต้องฝึกฝนและลงมือทำให้เป็นนิสัยเพื่อให้เราสามารถจัดการกับตารางชีวิตในแต่ละวันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

8 เทคนิค จัดการเวลาให้ Productive ฉบับเด็กมัธยม

วันนี้พี่แป้งก็เลยจะมาแบ่งปันเทคนิคการบริหารจัดการเวลาให้ Productive สำหรับเด็กมัธยมเพื่อให้น้องๆ สามารถจัดการเวลาของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีเวลาเหลือมากขึ้นหรืออย่างน้อยก็เพียงพอที่จะได้ทำทุกสิ่งที่ตัวเองต้องการค่ะ ว่าแต่จะมีเทคนิคอะไรบ้างตามมาดูกันเลย

1.รู้จักตัวเองก่อนว่าเราเป็นคนแบบไหน

เริ่มจากการสำรวจตัวเองว่าเราสามารถทำงานได้ดีหรือมีสมาธิจดจ่ออยู่ในช่วงเวลาไหนมากที่สุดบางคนเป็นนกที่ตื่นเช้า (Early Bird) กลุ่มที่ทำงานได้ดีในช่วงเช้า ส่วนบางคนอาจเป็นนกฮูกราตรี (Night Owl) กลุ่มที่ทำงานได้ดีในช่วงกลางคืน และนอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองช่วงเวลาอีกด้วยซึ่งการที่แต่ละคนมีสมาธิหรือพลังงานที่แตกต่างกันนั้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากกิจวัตรประจำวันที่แตกต่างกัน ดังนั้น การที่น้องๆ รู้ว่าตัวเองเป็นคนประเภทไหนจะช่วยให้สามารถจัดการกับตารางชีวิตในแต่ละวันได้อย่างเหมาะสมนั่นเองค่ะ

2.กำหนดเวลาในแต่ละวันด้วย Time Boxing

การทำ Time Boxing คือ การบริหารจัดการเวลาล่วงหน้า เพื่อกำหนดเวลาที่แน่นอนในการทำกิจกรรมหรือภาระงานโดยให้น้องๆ เขียนสิ่งที่ต้องทำลงในตารางเวลาของแต่ละวันเป็นรายสัปดาห์ซึ่งอาจจะเริ่มเขียนตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอนเลยก็ได้ เช่น เวลา 07.00 น. - เดินทางไปโรงเรียน หรือเวลา 18.00 น. - ทำการบ้านวิชาชีวะ เป็นต้น การทำแบบนี้จะถือว่าเป็นการกำหนดเดดไลน์ให้กับแต่ละกิจกรรมหรืองานที่เราต้องทำแถมยังช่วยให้เสร็จตามเวลาที่วางแผนเอาไว้ด้วย Time Boxing จะช่วยให้เรารู้ว่าเวลาไหนเราต้องทำอะไรบ้าง ทำให้เราสามารจัดการเวลาในแต่ละวันได้ดีขึ้น ทั้งนี้น้องๆ อย่าลืมใส่ช่วงเวลาพักผ่อนลงไปด้วยนะคะ เพื่อให้แต่ละวันมีช่วงเวลาได้คลายเครียดบ้าง และเพื่อให้เรารู้สึกสนุกกับการบริหารเวลาในแต่ละวันอีกด้วยค่ะ

Tip : การเขียน Time Boxing น้องๆ สามารถแบ่งกิจกรรมหรือภาระงานแต่ละประเภทเป็นสีเพื่อช่วยให้เห็นภาพรวมว่าสิ่งที่ต้องทำในแต่ละสัปดาห์นั้นเหมาะสมมั้ย และไม่จำเป็นจะต้องเขียนลงกระดาษเท่านั้น สามารถทำในแอปพลิเคชันต่างๆ ได้เช่นกัน

3.ทำ To do list กันพลาด

สำหรับ Time Boxing เป็นเพียงภาพรวมของแต่ละช่วงเวลาในวันๆ นึงเท่านั้นค่ะ ถ้าอยากให้การบริหารเวลาและงานแต่ละชิ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลองเพิ่มการทำ To do list เพื่อวางแผนสิ่งที่ต้องทำในส่วนย่อยแต่ละเวลาไปด้วยก็จะดีมากๆเลยค่ะ เช่น เวลา 18.00 น. - อ่านหนังสือวิชาสังคม ให้น้องๆ เขียน To do list ส่วนย่อยไปอีกว่า เราต้องอ่านเรื่องอะไรบ้าง ลิสต์หัวข้อออกมา และเมื่ออ่านเสร็จในแต่ละหัวข้อแล้วจะได้ทำการเช็กอีกครั้ง เพื่อป้องกันการหลงลืมหรือพลาดงานสำคัญไปนั่นเองค่ะ หรือใครจะลิสต์สิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันทั้งหมดออกมาเป็น To do list แทนการทำเป็นตารางเวลาก็ได้เช่นกันค่ะ

Tip : ลองหาเวลาก่อนนอนหรือตอนเช้า สัก 5-10 นาที นั่งเขียนลิสต์สิ่งต่างๆ ที่ต้องทำในแต่ละวัน โดยต้องเขียนเป็นประจำทุกวัน เพื่อให้เกิดความคุ้นชินและหลังจากทำกิจกรรมหรือภาระงานต่างๆ เสร็จ พอเราได้ขีดฆ่าแต่ละข้อไปนั้นก็จะทำให้เรารู้สึกดีอย่างแน่นอน เพราะได้ทำตามแผนที่วางเอาไว้สำเร็จ!

4.จัดลำดับความสำคัญให้ถูกต้อง

หลังจากที่เราลิสต์สิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นหัวใจของเทคนิคการบริหารเวลาเลยก็คือ"การจัดลำดับความสำคัญ"ค่ะ เราต้องรู้ว่าควรทำอะไรก่อนหลัง ต้องแยกความสำคัญของงานแต่ละชิ้นให้ได้ ซึ่งเทคนิคที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย คือ Eisenhower Matrixเป็นแนวคิดมาจาก Dwight D. Eisenhower ประธานาธิบดีคนที่ 34 ของสหรัฐฯ โดยเทคนิคดังกล่าวแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ดังนี้

  • Q1 : Urgent and important - เร่งด่วนและสำคัญเป็นสิ่งที่ต้องทำให้เสร็จในทันที ไม่สามารถรอได้ เป็นสิ่งที่มีกำหนดส่งใกล้ที่สุด หรือเป็นสิ่งที่มีคนอื่นที่เกี่ยวข้องต้องรอทำต่อจากเรา เช่น รายงานกลุ่ม อ่านหนังสือสอบ
  • Q2 : Important but not urgent - สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน เป็นสิ่งที่มีความสำคัญเหมือน Q1 แต่มีระยะเวลาในการทำที่มากกว่า เราอาจจะค่อยๆ คิดและวางแผนก่อนทำได้ เช่น มีระยะ 1 สัปดาห์ก่อนส่งงาน จึงสามารถทำทีหลังได้
  • Q3 : Urgent but not important - เร่งด่วนแต่ไม่สำคัญเป็นสิ่งที่ต้องทำทันที ถ้าไม่รีบทำอาจจะกระทบสิ่งอื่นได้ แต่สามารถมอบหมายงให้ผู้อื่นหรือขอความช่วยเหลือได้ เช่น ต้องหางานในอินเตอร์เน็ต แต่เน็ตจะโดนตัดและยังไม่ได้จ่ายเงิน เราอาจจะไหว้วานพ่อแม่ให้ช่วยทำให้ก่อนก็ได้ค่ะ
  • Q4 : Not important and not urgent - ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน เป็นสิ่งที่ทำให้เสียสมาธิ เราสามารถเก็บไว้ทำทีหลังหรือยกเลิกไปเลยได้ เช่น เล่นเกม 2 ชั่วโมง ซึ่งมันคือช่วงเวลาพักที่เป็นเวลานานโดยไม่จำเป็น สามารถตัดออกหรือลดจำนวนเวลาในการเล่นลงจะดีกว่า

5.ตั้งเป้าหมายที่สามารถทำได้จริง

เวลาวางแผนหรือตั้งเป้าหมายในแต่ละวัน อย่าตั้งเป้าหมายที่มันเกินจริงจนเราไม่สามารถทำได้เพราะเมื่อไหร่ที่เป้าหมายมันไกลเกินเอื้อม เราจะรู้สึกท้อแท้ หมดกำลังใจ และรู้สึกแย่กับตัวเองลองตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่สามารถทำได้จริงเช่น ตอนแรกวางแผนจะอ่านหนังสือวันละ 100 หน้า (แค่เห็นก็ท้อแล้ว) ลองเปลี่ยนเป็น 10-20 หน้า พร้อมทำโน้ตสรุปไปด้วย จะทำให้การอ่านมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมแน่นอน

Tip :ลิสต์สิ่งที่ต้องทำอย่างน้อย 5 อย่าง (ห้ามเกินกว่านี้)และจัดเรียงลำดับความสำคัญตามเทคนิคในข้อที่ 4 โดยเริ่มทำตั้งแต่ลำดับแรกจนเสร็จ ก่อนจะทำในลำดับถัดไป ถ้าสิ่งที่เราลิสต์ไว้ในวันนี้ไม่เสร็จก็ไม่เป็นไรให้ยกไปทำในวันถัดไปแทน และทำแบบนี้วนไปเรื่อยๆ ทุกสัปดาห์ จนเป็นเดือน เป็นปี เราจะเริ่มชินและกลายเป็นนิสัยของเราไปเองค่ะ

6.หักห้ามใจเรื่องการเล่นโซเชียลมีเดียบ้าง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าโซเชียลมีเดียได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมยุคดิจิทัลไปแล้ว จากรายงานของ Digital 2022 Global Overview ของเดือน ม.ค. 2565 สถิติจากรายงานดังกล่าว พบว่า ประเทศไทยใช้เวลาในการเล่นอินเทอร์เน็ตเฉลี่ยสูงถึงวันละ 9 ชั่วโมง 6 นาทีแม้ว่าการท่องโลกโซเชียลจะมีประโยชน์ทำให้เราสามารถติตต่อสื่อสารและติดตามข่าวสารได้อย่างง่ายดาย แต่ผลเสียในแง่ของการบริหารเวลา สื่อพวกนี้มักเป็นตัวการที่เบี่ยงเบนความสนใจในการทำสิ่งต่างๆ ของเราให้ลดลง ดังนั้น น้องๆ ต้องหักห้ามใจ และเตือนตัวเองเสมอว่า มันคือสิ่งที่กินเวลาชีวิตเราไปมหาศาล

Tip : ลองจำกัดเวลาในการเล่นโซเชียลมีเดียตั้งเวลานับถอยหลังในโทรศัพท์ เพื่อเตือนให้เราหยุดเล่น พอเตือนปุ๊บต้องหยุดทันที ห้ามต่อลองกับตัวเองเด็ดขาด! ที่สำคัญเวลาทำงานควรปิดการแจ้งเตือนโทรศัพท์หรือเก็บให้พ้นสายตาเพื่อลดสิ่งรบกวนและเพื่อให้เราสามารถจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้นานขึ้น

7.อย่าลืมให้รางวัลตัวเอง

ถ้าระหว่างที่น้องๆ ทำการบ้านหรืออ่านหนังสือ เริ่มรู้สึกเริ่มสมองล้า รับไม่ไหว พักก่อนก็ได้ค่ะ ลุกไปเดินเล่น สูดอากาศ กินขนม หรือฟังเพลงสักหน่อย เพื่อให้เรารู้สึกผ่อนคลายขึ้น แต่ต้องเตือนสติตัวเองด้วยว่าจะต้องกลับทำสิ่งที่ค้างไว้ต่อให้เสร็จ และเมื่อทำสำเร็จตามเป้าหมายทุกข้อที่จัดตารางเอาไว้ก็อย่าลืมให้รางวัลตัวเองด้วยนะคะ เพราะการให้รางวัลตัวเอง เป็นการสร้างแรงจูงใจให้เราอยากทำสิ่งที่วางแผนเอาไว้ให้สำเร็จเพื่อให้ได้รางวัลเหล่านั้นมา แถมมันยังทำให้เรามีกำลังใจและอยากทำแบบนี้ต่อไปอีกเรื่อยๆ อีกด้วยค่ะ

8.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

เชื่อว่าน้องๆ หลายคนอยากจะใช้เวลาแต่ละวันให้คุ้มค่าที่สุด เลยเลือกใช้เวลาตอนกลางคืนสะสางงาน อ่านหนังสือ หรือแม้แต่ดูซีรีส์จนดึกดื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะการนอนน้อยหรืออดนอนจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ไม่สดชื่น สมองล้า แถมยังทำให้จัดการเวลาได้ไม่ดีพออีกด้วย การนอนหลับให้เพียงพอจำเป็นต่อร่างกายมาก เพราะการนอนหลับเต็มอิ่มจะทำให้เรารู้สึกกระปรี้กระเปร่าในตอนเช้า และช่วยให้กระบวนการต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รู้หรือไม่?สมองของมนุษย์สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่เพียงแค่ 3 ชั่วโมงเท่านั้น คือ ช่วงเวลา 9.00-12.00 น.ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่น้องๆ น่าจะกำลังเรียนหนังสือในคาบเช้าอยู่ ส่วนช่วงเวลาหลังจากนี้สมองยังคงทำงานปกติ แต่ประสิทธิภาพการทำงานจะลดลงเรื่อยๆทำให้ระหว่างวันเราอาจรู้สึกง่วงนอน สมองล้า และหมดเอเนอร์จี้ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเรียนอย่างแน่นอน แต่ๆ ไม่ต้องกังวลค่ะ เพราะพี่แป้งมีตัวช่วยดีๆ ที่จะปลุกสมองให้ตื่น พร้อมรับมือกับทุกคาบเรียนมาแนะนำ! ตัวช่วยที่ว่าก็คือ…

"Limitless ลูกอมตาตื่น"

“Limitless ลูกอมตาตื่น” เป็นผลิตภัณฑ์ที่ Dek-D ร่วมมือกับ Sappe ที่พี่แป้งฟันเฟิร์มเลยว่า ตอบโจทย์วัยรุ่นวัยเรียนทุกคนแน่นอน! เพราะลูกอมเม็ดนี้มีรสมะนาวเปรี้ยวจี๊ดที่ทำให้ตาตื่น พร้อมสารสกัดจากชาเขียวที่มาเติมความสดชื่นให้ร่างกายอมปุ๊บ หายง่วงปั๊บ แถมยังมีวิตามินบี 6 และบี 12 ที่มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของระบบประสาทและสมอง ปิดท้ายด้วยวิตามินซีที่มาช่วยเสริมทัพความปัง

บอกเลยว่า อมแค่เม็ดเดียวแต่คุณประโยชน์อัดแน่นเต็มคาราเบล!ต่อให้จะเรียนหนัก ปั่นการบ้านดึก อ่านหนังสือจนเกือบเช้า ก็ไม่ต้องหวั่น เพราะมีตัวช่วยปลุกสมอง ปลุกความสดชื่น ปลุกเอเนอร์จี้ พร้อมใช้ชีวิตอย่าง Productive ตลอดทั้งวันแน่นอน ที่สำคัญ ซองเล็กพกพาง่าย สบายกระเป๋า ราคาเบาๆ เพียงแค่ 29 บาท (1 ซอง = 8 เม็ด)เด็กมัธยมทานได้ เด็กมหาลัยทานดี ราคาสบายกระเป๋าแบบนี้ ไม่ลองไม่ได้แล้ว! สามารถสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ : https://shopee.co.th/sappe.official

8 เทคนิคจัดการเวลาที่พี่แป้งนำมาแชร์ในวันนี้ สำหรับเทคนิคข้อที่ 2 และ 3 น้องๆ สามารถเลือกและปรับใช้ตามความเหมาะสมหรือไลฟ์สไตล์ของตัวเองเลยส่วนข้อที่เหลือพี่แป้งแนะนำให้ลองทำตามทุกข้อค่ะ เพื่อให้เราสามารถบริหารจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด!

และถ้าหมั่นทำเป็นประจำ จนกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันแล้ว พี่แป้งเชื่อว่าทุกคนจะเป็นนักบริหารเวลาที่เก่งมากๆ เลยล่ะค่ะ เพียงแค่รู้จักแบ่งเวลาให้เป็น ชีวิตก็จะมีความสุขมากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีโอกาสประสบความสำเร็จ และสามารถบรรลุเป้าหมายในชีวิตได้ตามที่ตั้งใจไว้ได้มากขึ้นอีกด้วยค่ะ ^^

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...