โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

[END] เส้นทางสู่การเป็นเศรษฐี ของเด็กหญิงชาวนา

นิยาย Dek-D

อัพเดต 03 มิ.ย. 2568 เวลา 07.09 น. • เผยแพร่ 24 ก.พ. 2567 เวลา 07.10 น. • จิ้งจอกสะท้านหม้อไฟ
เกิดใหม่เป็นเด็กหญิงชาวนายากจนก็ว่าน่าอนาถแล้ว ยังต้องมาสู้รบปรบมือกับญาติที่ชั่วร้าย ทั้งยังต้องพยายามเอาตัวรอดในยามที่เกิดภัยแล้ง เธอมาจากยุคสมัยใหม่แต่กลับต้องมาเกิดใหม่เป็นผู้ลี้ภัยในชาติภพนี้

ข้อมูลเบื้องต้น

คำเตือนก่อนอ่านนิยาย

นิยายเรื่องนี้เกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้น ไม่อิงประวัติศาสตร์ บุคคล เวลา สถานที่เป็นเพียงสิ่งที่ผู้เขียนสร้างสถานการณ์ขึ้นมาบางสิ่งบางอย่างอาจจะไม่มีมูลความจริงอยู่ การดำเนินเรื่องอาจจะไม่สมเหตุสมผลไปบ้าง ผู้เขียนเพียงแต่หวังว่าให้ผู้อ่านได้รับความสนุกสนานตลอดตั้งแต่ตอนต้นจนถึงตอนสุดท้ายของนิยายเรื่องนี้

คำโปรย

เสิ่นอิงอิงที่คิดว่าตัวเองตายแล้ว ตื่นขึ้นมาในร่างของเด็กหญิงชาวนาอายุ 10 ขวบ ในยุคโบราณที่มีชื่อแซ่เดียวกับเธอ ที่ตายเพราะถูกลูกพี่ลูกน้องผลักเพื่อแย่งผลไม้ป่า ทำให้วิญญาณของเสิ่นอิงอิงในยุคปัจจุบันที่เดินทางข้ามเวลาเข้ามาแทนที่เด็กหญิงชาวนาที่ตายไป

หลังจากได้รับชีวิตใหม่และได้รับความทรงจำจากร่างเดิมทำให้รู้ว่าตอนนี้ยุคโบราณที่เธอเดินทางข้ามเวลามานั้นกำลังประสบกับภัยพิบัติครั้งใหญ่และทุกคนในหมู่บ้านตระกูลเสิ่นอยู่ระหว่างเดินทางเพื่อเอาชีวิตรอดจากภัยแล้งที่เกิดขึ้น เพื่อหนีจากความอดอยาก ทุกคนในหมู่บ้านจึงตัดสินใจออกเดินทางเพื่อหาที่อุดมสมบูรณ์เพื่อตั้งถิ่นฐานใหม่ โดยมีหัวหน้าตระกูลเสิ่นเป็นผู้นำ

ถึงแม้ว่าเสิ่นอิงอิงจะเสียใจที่ตัวเองไม่สามารถกลับไปแก้แค้นหญิงร้ายชายเลวคู่นั้นได้ แต่คิดว่าไม่ช้าก็เร็วคนชั่วย่อมได้รับผลกรรมที่ตามมาในชีวิตใหม่ที่ได้รับมานี้ ในโลกนี้เธอมีพ่อแม่ พี่ชายที่รักเธอสุดหัวใจ ถึงแม้ว่าปู่ย่าตายายและคนบ้านใหญ่เสิ่นจะไม่รักเธอ พวกเขาไม่เคยชอบบ้านรองของเธอ ในตอนที่แยกบ้านออกมา ท่านปู่ท่านย่าไม่แบ่งทรัพย์สินหรือแม้กระทั่งอาหารให้กับครอบครัวบ้านรอง หากไมไ่ด้หัวหน้าตระกูลเสิ่นยื่นคำขาดท่านย่าคงไม่ยอมแบ่งข้าวให้กับพวกเขา ตอนนี้อยู่ในระหว่างเดินทางอพยพเพื่อหาที่ตั้งรกรากใหม่

ในเมื่อมีโอกาสได้เกิดใหม่ เสิ่นอิงอิงจะใช้ชีวิตให้ดีและมีความสุข ในชาตินี้ยังมีคนที่รักเธอมากมาย แต่หวังว่าเธอจะไม่ตายรอบสองเพราะอดอยากหรอกนะ ตอนนี้เกิดภัยแล้ง ชาวบ้านต่างอพยพทิ้งบ้านเกิดเพื่อความอยู่รอด เช่นเดียวกับหมู่บ้านตระกูลเสิ่น การเดินทางที่เต็มไปด้วยอันตรายในครั้งนี้ชาวบ้านจากหมู่บ้านตระกูลเสิ่นจะสามารถเดินทางไปถึงที่หมายหรือไม่ เสิ่นอิงอิงจะทำเช่นไรและใช้ชีวิตเช่นไรในยุคโบราณที่ทั้งล้าหลังและแห้งแล้งเช่นนี้

ตัวละครตะกูลเสิ่น

เสิ่นหงซวน (พ่อ) อายุ 50 แต่งงานกับ ซูเหนียง (แม่) อายุ 49

เสิ่นต้าหลาง หรือ เสิ่นหงอัน อายุ 32 บุตรชายคนโต

เสิ่นเทียนหยาง หรือ เสิ่นเอ้อร์หลาง อายุ 30 บุตรชายคนรอง

เสิ่นหงเจิน หรือ เสิ่นต้าหยา อายุ 29 บุตรสาว คนเดียวบ้าน

บ้านใหญ่เสิ่น

เสิ่นหงอัน (32) แต่งงานกับ เซียวเยว่หลิง (31) มีบุตรด้วยกัน 3 คนคือ

เสิ่นหงเซวียน บุตรชายคนโต อายุ 14

เสิ่นเหมยลี่ บุตรสาว อายุ 12

เสิ่นหงผิง บุตรชาย อายุ 8

บ้านรองเสิ่น

เสิ่นเทียนหยาง (30) แต่งงานกับ หานหลิวอิง (29) มีบุตรด้วยกัน 3 คน

เสิ่นเยว่ฉี บุตรชายคนโต อายุ 12

เสิ่นเยว่เทียน บุตรชายคนที่สอง อายุ 11

เสิ่นอิงอิง บุตรสาว อายุ 10

ครอบครัวของเสิ่นหงเจิน(29)บุตรสาวคนเดียว แต่งงานกับ หลี่เจี้ยนกั๋ว(33) จากหมู่บ้านหลี่เจียชุน

เสิ่นหงเจิน (29) แต่งงานกับ หลี่เจี้ยนกั๋ว (33) มีบุตรด้วยกัน 3 คน

หลี่เจี้ยนคัง บุตรชายคนโต อายุ 11

หลี่เมิ่งจิน บุตรชายคนที่สอง อายุ 10

หลี่เมิ่งเยว่ บุตรสาว อายุ 6

ค่าเงิน

1000 อิแปะ เท่ากับ 1 ตำลึงเงิน

การนับช่วงวลา

ยามจื่อ = 23.00 - 24.59 นาที

ยามโฉ่ว = 01.00 - 02.59 นาที

ยามอิ๋น = 03.00 - 04.59 นาที

ยามเหม่า = 05.00 - 06.59 นาที

ยามเฉิน = 07.00 - 08.59 นาที

ยามซื่อ = 09.00 - 10.59 นาที

ยามอู่ = 11.00 - 12.59 นาที

ยามเว่ย = 13.00 - 14.59 นาที

ยามเซิน = 15.00 -16.59 นาที

ยามโหย่ว = 17.00 -18.59 นาที

ยามซวี = 19.00 - 20.59 นาที

ยามห้าย = 21.00 - 22.59 นาที

1 เค่อ = 15 นาที

1 ชั่วยาม = 2 ชั่วโมง

หน่วยวัดน้ำหนัก

1 จิน = 500 กรัม

1 เหลี่ยง =50 กรัม

1 ลี้ = 500 เมตร

ผลงานที่ผ่านมา

สมบัติแห่งขุนเขา 2เล่มจบ มี ebook

ทะลุมิติไปเป็นคุณแม่มือใหม่ 3เล่มจบ มี ebook

ภรรยาห้าตำลึงเงิน 2 เล่มจบ มี ebook

ฮูหยินบ้านป่า (จบแล้ว) มีebook

สามี ข้าจะเลี้ยงดูท่านเอง (จบแล้ว) มีebook

ลิขิตรักภรรยาตัวร้าย (จบแล้ว) มีebook

ข้าเก็บภรรยาได้ที่ชายหาด (จบแล้ว) มีebook

สวนฟาร์มมหัศจรรย์ยุค 80 (จบแล้ว) มีebook

หยางเสี้ยว หนูน้อยหัวใจแกร่ง (จบแล้ว) มีebook

ฟาร์มรักสีรุ้ง (จบแล้ว) มีebook

บุตรเช่นข้า หาได้ต้องการบิดาเช่นท่าน (จบแล้ว) มี ebook

หยางจื้อซี เกิดใหม่ในหมู่บ้านป่าหมอก (จบแล้ว) มี ebook

©สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ. 2558 ห้ามมิให้คัดลอก ดัดแปลง หรือเผย แพร่เนื้อหานิยายส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมด หากยังไม่ได้รับอนุญาติเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียน

จุดเริ่มต้น กับท่านแม่ทุบตีคน

“น้องสาว”

“เหมยลี่ นี่เจ้าทำอะไร ”

“ก็ไม่ได้ทำอะไรนี่ แค่คนอย่างพวกเจ้าไม่สมควรได้กินของดีๆ โดยเฉพาะน้องสาวของเจ้า” เสิ่นเหมยลี่หันหลังวิ่งออกไปทันที

“น้องสาว น้องสาว เจ้าได้ยินพี่ใหญ่หรือไม่” เยว่ฉีเขย่าตัวน้องสาว เรียกนางอยู่นานสองนานแต่กลับไม่มีเสียงขานตอบรับเลย

เสียงเรียกและแรงเขย่าทำให้เสิ่นอิงอิงพยายามอย่างหนักเพื่อลืมตาขึ้นความเจ็บปวดบริเวณหน้าผากทำให้รู้สึกปวดหัวจนแทบจะระเบิดแต่ทว่าไม่สามารถลืมตาขึ้นมาได้ ในใจคิดว่าตัวเองตายแล้วเหตุใดถึงยังมีความรู้สึกเจ็บปวดเช่นนี้ ใช่แล้วในความเป็นจริงเสิ่นอิงอิงจากศตวรรษที่21 นั้นได้ตายไปแล้วจริงๆและเสิ่นอิงอิงจากมิติคู่ขนานโลกโบราณที่ไม่มีในหน้าประวัติศาสตร์โลกก็ได้ตายไปแล้วเช่นเดียวกัน ทำให้เสิ่นอิงอิงจากยุตสมัยใหม่เดินทางข้ามเวลามาอยู่ในร่างของ เสิ่นอิงอิงเด็กหญิงวัย 10ขวบ ที่ตายระหว่างที่กำลังเดินทางอพยพจากบ้านเกิดที่เกิดภัยแล้ง เพื่อไปตั้งรกรากที่เมืองอื่น

เสิ่นอิงอิงจากยุคปัจจุบันตายเพราะคนรักและเพื่อนสนิทหักหลังระหว่างออกไปทำภารกิจทั้งสองคนร่วมมือกันสังหารเธอ ส่วนเสินอิงอิงเด็กหญิงผู้น่าสงสารต้องมาตายเพราะผลไม้ป่าเพียงลูกเดียว หลังจากที่ออกเดินทางจากบ้านเกิดมาหลายวัน วันนี้ชาวบ้านจากหมู่บ้านเสิ่นเจียชุนได้หยุดพักกลางป่า เพื่อหาอาหารและน้ำดื่มเพิ่ม

เสิ่นเยว่ฉีบังเอิญเก็บสาลี่มาได้หนึ่งลุกในป่าเขาจึงนำมามอบให้กับน้องสาวของเขา เมื่อเสิ่นเหมยลี่ที่เป็นลูกสาวของลุงใหญ่เห็นว่าอิงอิงมีสาลี่อยู่ในมือ นางจึงไม่พอใจและต้องการแย่งเอาสาลี่มาเป็นของตัวเอง ด้วยนิสัยของเสิ่นเหมยลี่เป็นคนเห็นแก่ตัว ตะกละและเกียจคร้านและชอบเอารัดเอาเปรียบนิสัยที่สืบทอดมาจากแม่ของนาง เมื่อเห็นว่าลูกสาวบ้านรองมีของกินนางก็เขามาแย่งทันที ทั้งสองคนยื้อยุดฉุดกระชากกัน

เสิ่นอิงอิงที่ทั้งตัวเล็กและอายุน้อยกว่าเสิ่นเหมยลี่ไม่สามารถสู้แรงของนางได้ จึงถูกเสิ่นเหมยลี่ผลักล้มลงหัวฟาดกับก้อนหิน หลังจากได้สาลี่แล้วเสิ่นเหมยลี่ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าญาติผู้น้องของตัวเองจะบาดเจ็บหรือไม่ จะเป็นหรือตายนางหาได้สนใจไม่ เสิ่นเหมยลี่วิ่งหนีไปพร้อมกับสาลี่ในมือ หลังจากนางกินสาลี่แล้วยังหันมาพูดอีกว่า

“นังแพศยาอย่างเจ้าสมควรแล้ว ทางที่ดีเจ้าน่าจะตายๆไปเสีย ตายๆไปทั้งครอบครัวของเจ้าเลย”

เสิ่นเยว่ฉี ที่กำลังร้องเรียกน้องสาวด้วยความตกใจ ไม่ว่าจะทำเช่นไรน้องสาวก็ไม่ลืมตาเขาได้แต่แบกน้องสาวขึ้นหลังแล้ววิ่งกลับไปหาหมอหลูทันที ส่วนเยว่เทียนนั้นเมื่อรู้ว่าเสิ่นเหมยลี่รังแกน้องสาวของเขา ก็รีบวิ่งไปตามหาเสิ่นเหวยลี่ทันที ตอนนี้เด็กชายทั้งรู้สึกโกรธแค้น ตอนก่อนออกเดินทาง

ท่านปู่กับท่านย่าที่ลำเอียงแสนลำเอียงได้ทำการแยกครอบครัว โดยไม่แบ่งทรัพย์สินอันใดให้บ้านรองเลยเพราะเห็นว่าท่านพ่อของเขาป่วยออดๆแอดๆท่านย่าจึงให้หัวหน้าหมู่บ้านเขียนหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์และมอบให้กับบ้านรองพร้อมหนังสือแยกบ้าน ให้มาเพียงธัญพืชหยาบครึ่งกระสอบเท่านั้น ตอนนี้คนบ้านใหญ่ยังมารังแกน้องสาวของเขาอีก

“เสิ่นเหมยลี่ เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้”

“อะไรกัน เสิ่นเยว่เทียนเองเหรอ เหตุใดข้าต้องฟังที่เจ้าพูด”

เสิ่นเยว่เทียนเห็นมองเหมยลี่ที่กำลังวิ่งนำหน้าเขาอยู่ ทันใดนั้นเขาก็พุ่งตัวเข้าไปแล้วถีบนางล้มทันที จากแรงถีบทำให้เสิ่นเหมยลี่ล้มลงหน้าทิ่มฟันหักสองซี่ เสิ่นเยว่เทียนเมื่อเห็นว่าเขาได้แก้แค้นให้น้องสาวแล้วก็รีบวิ่งตามหลังพี่ชายกลับไปที่พักทันที

“ตุ๊บ! อ๊า ฟันของข้า ฟันของข้า” เหมยลี่ที่กำลังวิ่งหนีเยว่ฉี ล้มลงเพราะแรงถีบจากด้านหลัง

เสิ่นเยว่ฉีที่ตอนนี้เริ่มใจเสียเพราะมีเลือดออกที่หน้าผากของน้องสาว เลือดไหลไม่หยุดแม้ว่าเขาจะฉีกแขนเสื้อพันเอาไว้แล้ว เด็กชายแบกน้องสาววิ่งไปน้ำตาคลอหน่วยปากก็ตะโกนเรียกผู้เป็นแม่

“ท่านแม่ ท่านแม่ น้องสาวแย่แล้วขอรับ”

“พี่ใหญ่ พาน้องสาวไปหาท่านหมอหลูก่อน เดี๋ยวข้าไปบอกท่านแม่เอง ”

“ตกลง ”

หานหลิวอิงได้ยินเสียงลูกชายเรียกก็รีบออกจากเพิงที่พักทันที เมื่อเห็นลูกชายคนเล็กวิ่งเข้ามาบอกว่าลูกสาวของนางถูกลูกสาวบ้านใหญ่ผลักหัวกระแทกหินตอนนี้ยังไม่ได้สติ นางตกใจจนร้องไห้ออกมา สามีของนางร่างกายไม่แข็งแรงมาตลอดเพราะตกลงไปในหลุมกับดักของนายพรานและติดอยู่ในหลุมนั้นเป็นเวลาสองวัน กว่าจะตามหาเขาพบก็พบว่าเขาเป็นไข้จนหมดสติส่วนที่ขาเป็นแผลขนาดใหญ่ เพราะในตอนนั้นแม่สามีไม่ยอมให้เงินเพื่อจ่ายค่ารักษาทำให้ไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที เขารอดพ้นจากความตายมาได้แต่ทว่าร่างกายกลับไม่แข็งแรงเช่นเดิมแล้ว

“เกิดอันใดขึ้น เทียนเอ๋อร์เกิดเรื่องอันใดกับน้องสาวของเจ้า”

“ท่านแม่ ไปหาท่านหมอหลูก่อนขอรับ เหมยลี่แย่งผลไม้ของน้องสาวแล้วผลักนางล้มหัวกระแทกก้อนหินขอรับ”

เยว่ฉีที่พาน้องสาวมาถึงประโจมที่พักของหมอหลูที่เป็นหมอเพียงคนเดียวในหมู่บ้านเสิ่นเจียชุน บาดแผลที่หน้าผากเป็นรูขนาดใหญ่เท่าหัวแม่มือ เลือดที่ไหลออกมาจากบาดแผลทำให้คนที่พบเห็นรู้สึกหวาดกลัว หานหลิวอิงอดที่จะร้องไห้ออกมาไม่ได้ ตอนนี้อยู่กลางป่ากลางเขา

เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นกับลุกสาวตัวเองนางรู้สึกคับข้องใจเป็นที่สุด บ้านใหญ่แต่ไหนแต่ไรมาก็รังแกพวกนางบ้านรองอยู่แล้ว แม่สามีที่ลำเอียง พ่อสามีที่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่เคยให้ความยุติธรรมกับครอบครัวของนางเลย บางครั้งนางอดคิดไม่ได้ว่าสามีของนางยังใช่ลูกของพวกเขาทั้งคู่หรือไม่ โชคดีที่ยังมีหมอเดินทางมาด้วย หากท่านหมอหลูไม่ได้ร่วมเดินทางมาด้วยนางเองก็คงหมดหนทาง

“ท่านหมอลูกสาวข้าเป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ”

“ตอนนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว พวกเจ้าแค่ดูแลนางให้ดี ครั้งนี้นางเสียเลือดไปมากบวกกับร่างกายที่อ่อนแอ ขาดสารอาหาร พวกเจ้าต้องพยายามเติมเต็มให้นาง ข้าเองก็เข้าใจว่าตอนนี้พวกเรากำลังตกที่นั่งลำบาก สิ่งที่ข้าทำได้ข้าก็ได้ทำไปแล้ว โชคดีที่ยังพอมีสมุนไพรติดมาบ้าง พวกเจ้าพานางกลับไปพักผ่อนเถอะ”

“ขอบคุณท่านหมอหลูเจ้าค่ะ”

“ท่านแม่ท่านพ่อกลับมาหรือยังขอรับ”

“ยังเลย ไม่รู้ว่าพ่อของเจ้ากับคนอื่น ๆจะหาน้ำได้บ้างหรือไม่”

ยังไม่ทันที่แม่ลูกจะได้กลับไปถึงเพิงที่พัก เสิ่นเหมยลี่ก็พานางเซียวเยว่หลิงเข้ามาโวยวายเรียกค่ารักษา เสิ่นเหวยลี่บอกว่าเยว่เทียนทำร้ายนางจนฟันข้างหน้าหลุดออกมาสองซี่ ซ้ำยังบอกอีกว่าพี่น้องบ้านรองถือว่าตัวเองเป็นเด็กผู้ชายถือโอกาสรังแกนาง

“เยว่เทียนไอ้เด็กเวร ออกมาเดี๋ยวนี้ เจ้าทำร้ายลูกสาวข้าจนกลายเป็นเช่นนี้ไปแล้ว เจ้าจะต้องรับผิดชอบค่ารักษาของลูกสาวข้า”

“แล้วที่ลูกสาวของท่านผลักน้องสาวของข้าจนนางหมดสติ หน้าผากของนางเป็นรูใหญ่ เลือดไหลไม่หยุด ท่านสองคนแม่ลุกจะรับผิดชอบเยี่ยงไร ลูกสาวท่านไม่ถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อ เดิมทีผลไม้ก็เป็นข้าที่เก็บมามอบให้กับน้องสาว นอกจากลูกสาวของท่านต้องการแย่งชิงข้าวของ ของผู้อื่นหรือว่านี่เป็นท่านที่สอนมากัน” เยว่ฉีที่ปกติเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดสักเท่าไหร่ แต่วันนี้เขาคงหมดความอดทนถึงได้โต้เถียงออกมา

“เยว่ฉี ไอ้เด็กเหลือขอ ใครให้เจ้าพูดจาเช่นนี้กับผู้อาวุโส พวกเจ้ามันเด็กน่าตายมีแม่คลอดแต่ไม่มีแม่คอยสั่งสอน”

"เพียะ เพียะ เพียะ" เสียงฝ่ามือที่กระทบกับแก้มของนางเซียวเยว่หลิงหันไปตามแรงตบ หานหลิวอิงที่หมดความอดทนกับคนพวกนี้ที่คอยรังแกครอบครัวของนาง คอยรังแกลูกๆของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าวันนี้นางจะไม่จำเป็นต้องอดทนอีกต่อไปแล้ว นางเซียวเย่หลิงโดนตบจนมึนและไม่คิดว่าหานหลิวอิงที่ปกติยอมก้มหัวให้นางมาตลอดวันนี้จะกล้าตบนาง

“ลูกสาวของเจ้ามีค่า แต่ลูกสาวของผู้อื่นไม่มีค่ารึ เจ้าบอกว่าลูกๆของข้ามีแม่คลอดแต่ไม่มีแม่คอยสั่งสอน แล้วลุกสาวของเจ้าเล่า ทั้งขี้เกียจทั้งตะกละ ทั้งชอบเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ลูกสาวข้าบาดเจ็บตอนนี้หมดสติยังไม่ฟื้น เจ้าจะรับผิดชอบเช่นไร หรือว่าลูกที่เจ้าคลอดมาและเป็นเจ้าที่สั่งสอนให้ลูกเจ้าเป็นเช่นนี้ ข้าอยากจะรู้ว่าหากรอดพ้นภัยพิบัติในครั้งนี้ไปได้ ผู้ใดกันจะกล้ามาสู่ขอลูกสาวของเจ้า ”

“เจ้า .. เจ้า หานหลิวอิง เจ้ากล้าตบข้า ”

“เหตุใดข้าถึงจะไม่กล้าตบเจ้า เจ้าคิดว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาข้าไม่ตอบโต้เป็นเพราะข้ากลัวเจ้าเช่นนั้นรึ นั่นมันเป็นเพราะข้าไม่อยากทำให้สามีของข้าลำบากใจ พวกเจ้าแม่สามีลูกสะใภ้ถึงได้รังแกพวกเราอยู่เสมอ แต่ตอนนี้เจ้านับเป็นตัวอันใด พวกเราแยกบ้านกันแล้ว ตัดขาดความสัมพันธ์กันแล้ว เจ้าอย่าได้เอาตำแหน่งสะใภ้ใหญ่มากดขี่ข่มเหงพวกเราแม่ลูกอีก หาไม่แล้วไม่เพียงแต่ลูกสาวเจ้าฟันจะหักเจ้าเองก็จะไม่เหลือแม่แต่ฟันจะเคี้ยวข้าว ค่าหมอค่ายาของลูกข้า สามตำลึง หากเจ้าไม่จ่ายข้าพบเจอหน้าเจ้าในที่ลับตาคนเมื่อไหร่ข้าจะทุบตีเจ้า จนกว่าเจ้าจะจ่ายเงินครบสามตำลึง”

“หานหลิวอิง ใครกล้าให้ความกล้านี้แก่เจ้า เจ้ากล้าตบสะใภ้ใหญ่ได้อย่างไร ”นางซูเหนียงแม่สามี

“เหตุใดข้าจะไม่กล้าตบนาง นอกจากข้าจะกล้าตบนางแล้วข้ายังกล้าตบท่านอีกด้วย ท่านจะลองหรือไม่ ในเมื่อพวกเราตัดขาดกันแล้วท่านไม่ใช่แม่สามีของข้าอีกต่อไปทำไมข้าต้องให้หน้าพวกท่านด้วย ”

“หลิวอิง ถึงอย่างไร นางก็เป็นแม่สามีของเจ้า เจ้าควรให้ความเคารพแก่นาง” เสิ่นหงซวนพ่อสามี

“ตั้งแต่แยกบ้าน พวกท่านมอบหนังสือตัดขาด พวกเราก็ไม่เกี่ยวข้องอันใดกันอีก ท่านอย่ามาแสร้งว่าเป็นคนมีคุณธรรมหน่อยเลย ที่ผ่านมาท่านปล่อยให้พวกนางรังแกพวกเรา ครอบครัวเราทำงานหนักมาหลายปี ทำงานหนักยิ่งกว่าวัว แต่สิ่งที่ท่านตอบแทนพวกเราคือไม่เห็นว่าพวกเราเป็นคนด้วยซ้ำ พวกข้าทำงานหนัก แต่กินไม่อิ่ม หาเงินมาได้พวกท่านยึดเอาไปใช้อย่างสำราญ พวกเราไม่มีแม้กระทั่งเสื้อผ้าดีๆใส่ เช่นนี้ท่านคิอว่าท่านยังเป็นคนยุติธรรมเป็นผู้อาวุโสที่น่าเคารพอยู่รึ ท่านคิดว่าคนอื่นโง่และตาบอดจนมองไม่เห็นการกระทำของพวกท่านหรือเจ้าคะ”

“เจ้า… เจ้า.. สตรีปากคอเราะร้าย สะใภ้ใหญ่พาเหมยลี่กลับไปได้แล้ว แม่เฒ่าเจ้าเองก็กลับไปด้วย”

“เจ้าค่ะท่านพ่อ”

ตื่นขึ้นมาพร้อมกับมิติวิเศษ

หลังจากคนบ้านใหญ่กลับไปหมดแล้วเสิ่นเทียนหยางที่ออกไปหาน้ำกับชาวบ้านคนอื่นก็กลับมา เมื่อเห็นว่าลูกสาวได้รับบาดเจ็บเขารู้สึกโมโหเป็นอย่างมาก เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดท่านพ่อท่านแม่ของเขาถึงได้ จงเกลียดจงชังเขามากมายเช่นนี้ ในตอนที่เขายังเป็นเด็ก

เขาเติบโตมาด้วยการเพิ่งพาตัวเองเสียส่วนใหญ่ เขาไม่เคยได้กินอิ่ม อาหารที่เขากินเป็นเพียงเศษอาหารที่เหลือจากพี่ชายและคนอื่น ๆในครอบครัว เขาไม่เคยมีเสื้อผ้าดีๆใส่ทั้งๆที่ตอนนั้นครอบครัวของเขาไม่ได้ยากจนถึงขั้นที่ขาดแคลนอาหาร

เมื่อเขาเติบโตมาเขาทำงานหนักมากกว่าพี่ชายยังมีน้องสาวของเขาอีกคนที่ท่านแม่ไม่ชอบนาง ท่านแม่มักพูดอยู่เสมอว่าลูกสาวอีกไม่นานก็จะต้องแต่งออกไปอยู่บ้านสามี ลูกสาวที่แต่งงานแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดออกไป น้องสาวถูกท่านแม่ให้แต่งงานกับชายที่มีอายุมากกว่านางในหมู่บ้านหลี่เจียชุน

เพราะชายคนนั้นครอบครัวยากจนและไม่มีใครยอมยกลูกสาวให้แต่งเข้าบ้านเขา เมื่อครอบครัวของชายคนนั้นเสนอให้เงินสินสอดถึง 10 ตำลึง ท่านแม่รีบให้นางแต่งออกไปทันทีโดยไม่ได้จัดเตรียมสินเดิมให้นางแม้แต่น้อย เป็นเขากับภรรยาที่แอบไปหาของป่าเพื่อนำไปขายแลกเงินเพื่อซื้อเสื้อผ้าให้น้องสาวหนึ่งชุด

พี่ใหญ่เป็นคนที่ท่านแม่กับท่านพ่อรักมากที่สุด เขาไม่เคยทำงานหนัก งานในบ้านเขาแทบจะไม่หยิบจับเลย เมื่อเขาแต่งภรรยา ท่านแม่ก็เตรียมสินสอดให้เขาเป็นจำนวนมากเพื่อแต่ภรรยาเข้าบ้าน เมื่อสะใภ้ใหญ่แต่งเข้ามาก็ไม่หยิบจับงานในบ้านเลย เมื่อเขาแต่งภรรยาเข้ามา

ท่านแม่ไม่ค่อยพอใจกับภรรยาของเขามากนักเพียงแต่เขาดื้อรั้นที่จะแต่งกับนาง ตั้งแต่นั้นมาเขากับภรรยาก็ทำงานทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นงานบ้านงานไร่งานนา เมื่อเขามีลูกชาย ลูกชายของเขาได้รับการปฏิบัติไม่ดี ภรรยาของเขาถูกรังแกเขาได้แต่อดทน จนกระทั่งพี่สะใภ้ผลักภรรยาของเขาจนนางแท้งลูก เขาถึงได้แยกบ้านออกมา หากยังอดทนอยู่เกรงว่าลูกและภรรยาของเขาคงรักษาชีวิตเอาไว้ไม่ได้

“อิงอิงเป็นอย่างไรบ้าง ท่านหมอว่าเยี่ยงไร”

“หมอหลูบอกว่านางพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่เพราะร่างกายอ่อนแอ ขาดสารอาหารมาเป็นเวลานาน ทำให้ร่างกายของนางฟื้นตัวได้ไม่ดีนักเจ้าค่ะ”

“เป็นเพราะข้าไม่ดีเอง ข้าขอโทษเจ้า หากข้าแยกบ้านเร็วกว่านี้เจ้าก็คงจะไม่แท้ง ลูกๆของเราคงไม่ต้องทำงานเป็นวัวเป็นม้าอยู่ทุกวัน บางครั้งข้าอดคิดไม่ได้ว่าข้าใช่ลูกของพวกเขาสองคนหรือไม่”

“ท่านพี่ มันผ่านไปแล้ว ร่างกายท่านเองก็ไม่ค่อยแข็งแรงมากนัก อย่าคิดมากเลยเจ้าค่ะ ข้าเชื่อว่าครอบครัวของเราจะต้องดีขึ้น วันนี้ข้าได้ระบายความโกรธไปบ้างแล้ว ทำให้ข้ารู้สึกสบายใจขึ้นไม่น้อย บางครั้งข้าอดคิดไม่ได้ว่าเหตุใดข้าถึงไม่ทุบตีพวกเขาให้เร็วกว่านี้ ข้าไม่น่าอดทนก้มหัวให้พวกเขาเลย บางครั้งความกตัญญูอย่างโง่เขาก็อาจจะทำให้เราตายได้นะเจ้าคะ”

“นั่นสิ ต่อจากนี้ไปพวกเราไม่เกี่ยวข้องอันใดกับพวกเขาอีก ข้าถือว่าการทำงานหนักของข้าตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาข้าได้ชดใช้ให้พวกเขาหมดแล้ว”

“ท่านพี่ตกลงหาแหล่งน้ำได้หรือไม่เจ้าคะ ตอนนี้น้ำที่เรามีเหลือน้อยเต็มทีแล้ว พวกเราเองก็เดินทางออกจากบ้านเกิดมาได้หลายวันแล้ว เสบียงอาหารของพวกเราเดิมทีก็มีไม่มากแล้ว”

“ยังหาน้ำไม่พบ แต่ข้าหาผักป่ามาได้บ้าง แล้วก็เห็ดหูหนูดำที่แห้งคาต้นไม้ เจ้าดูสิข้าหามาได้พอสมควรเจ้าเก็บเอาไว้ให้ดีๆ”

“เจ้าค่ะ ท่านพี่”

ในขณะที่พ่อแม่กำลังกังวล เสิ่นอิงอิงที่ถูกมิติวิเศษดึงวิญญาณเข้าไป ตอนนี้กำลังฟื้นฟูร่างกายและกินผลไม้ ดื่มน้ำพุวิญญาณอย่างสบายใจ ตอนนี้ร่างการต้องการรักษาอย่างเร่งด่วน ในตอนแรกที่ถูกมิติดึงจิตวิญญาณเข้ามาในครั้งแรก เสิ่นอิงอิงค่อนข้างตกใจ แต่ไม่นานนางก็สามารถทำความเข้าใจได้ ในเมื่อไม่สามารถกลับไปได้แล้ว ความแค้นที่โลกเดิมไม่สามารถกลับไปแก้แค้นได้ เช่นนั้นก็ขอเอาความแค้นทั้งหมดมาลงกับคนที่รังแกพ่อแม่พี่น้องของนางในโลกนี้ก็แล้วกัน

ปู่ย่าไม่รักใช่หรือไม่ ได้เราจะได้เห็นดีกัน ป้าสะใภ้ลุงใหญ่ ลูกพี่ลูกน้องที่เคยรังแก กดขี่ข่มเหงครอบครัวนางใช่หรือไม่ ต่อไปนี้เสิ่นอิงอิงผู้นี้จะเอาคืนอย่างสาสม เจ้าตบตีข้าหนึ่งทีเช่นนั้นข้าจะตีเจ้ากลับพันครั้ง ในมิติวิเศษนี้เต็มไปด้วยผลไม้มากมาย ยังมีที่ดินสำหรับเพาะปลูกอีก 10 หมู่

ที่ดินเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว เหลือแค่หาเมล็ดพันธุ์มาหวานลงดินเท่านั้น นางที่มาจากโลกอนาคตจะไม่ยอมอดตายในโลกโบราณแห่งนี้ ไหนๆก็มาเกิดใหม่แล้วนางจะใช้ชีวิตที่เหลือแทนเสิ่นอิงอิงคนเจ้าของร่างเดิม เพิ่มเติมคือทำให้ครอบครัวร่ำรวย พ่อแม่พี่ชายอยู่สุขสบาย ส่วนเสิ่นเหมยลี่ ที่เป็นตัวการทำให้เสิ่นอิงอิงตายนั้นคงต้องหาโอกาสเอาคืนแน่นอน

ทางด้านบ้านใหญ่เสิ่นหลังจากที่สะใภ้ใหญ่เสิ่นกลับไปด้วยความคับแค้นใจ นางไม่เคยคิดเลยว่าน้องสะใภ้ที่ตัวเองรังแกมาหลายปี วันนี้กลับกล้าตบหน้าตัวเองไม่รู้ว่าไปเอาความกล้ามาจากไหน ที่สำคัญตอนนี้ฟันหน้าของลูกสาวหลุดออกไปแล้วแบบนี้จะแต่งเข้าบ้านใครได้

“ท่านพ่อ ท่านไม่น่าเรียกข้ากลับมาเลย ตอนนี้เหมยลี่มีสภาพเป็นเช่นนี้แล้วจะทำเช่นไรเจ้าคะ วันหน้านาวยังจะแต่งออกไปได้หรือไม่ เหตุใดท่านต้องห้ามข้าด้วย เหมยลี่เป็นหลานสาวแท้ๆของท่านนะเจ้าคะ”

“แล้วเจ้าจะทำเยี่ยงไร เจ้าสู้สะใภ้รองได้รึ ตอนนี้แยกบ้านกันแล้วเจ้าไม่ดูบ้างว่าพวกเราอยู่ที่ใด กลางป่ากลางดง หาใช่ที่หมู่บ้านเจ้าคิดว่าเจ้าจะไปหาเรื่องผู้ใดก็ได้รึ ตอนที่เหมยลี่ผลักอิงอิงมีคนอื่นเห็นมากมาย เจ้ายังกล้าวิ่งไปขอค่ารักษากับพวกเขาอีก เจ้าอย่าได้ทำให้ข้าอับอายไปมากกว่านี้”

“เอ๊ะ ตาเฒ่านี่เหตุใดเจ้าถึงได้พูดเช่นนี้ นังเด็กอิงอิงนับเป็นอันใดได้ จะมาเทียบกับหลานสาวของข้าได้รึ พวกขี้แพ้นั่นตายไปก็ไม่เห็นจะเป็นอันใดนี่ ”

“เจ้าหยุดพูดได้แล้ว ตอนนี้แยกบ้านกันแล้ว เจ้าอย่าได้ลืม แล้วพวกเจ้าก็หยุดไปหาเรื่องบ้านรอง หากหัวหน้าหมู่บ้านรู้เข้าแล้วไล่ออกจากกลุ่มเดินทางเพราะพวกเจ้าก่อเรื่องวุ่นวายแล้วล่ะก็ พวกเจ้าได้เห็นดีกับข้าแน่ พวกเจ้าหัดอดทนอดกลั้นเอาไว้เสียบ้างเอาไว้ถึงเมืองที่สามารถตั้งรกรากได้แล้วจะทำอันใดก็ค่อยไปทำตอนนั้นเข้าใจหรือไม่”

เสิ่นอิงอิงตื่นขึ้นมากลางดึกนางรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำแต่ตอนนี้จะไปมีห้องน้ำที่ไหนกัน นี่มันกลางป่าชัดๆคนอื่น ๆหลับกันหมดแล้ว เหลือแค่ชายฉกรรจ์หลายคนที่รับหน้าที่เฝ้าเวรยามในสตอนกลางคืน หนึ่งในคนเหล่านั้นมีท่านพ่อของนางด้วย

“ท่านพ่อ เจ้าคะ”

“อิงอิงลูก ตื่นแล้วหรือ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ยังเจ็บอยู่หรือไม่ ร่างกายของเจ้ายังมีตรงไหนอีกที่ได้รับบาดเจ็บ”

“ท่านพ่อ ข้าดีขึ้นมากแล้ว แต่ตอนนี้ข้าอยากปลดทุกข์เจ้าค่ะ คือข้าอยากปล่อยเบา”

“ตกลง พ่อจะพาเจ้าไป ตามพ่อมาทางนี้”

“เจ้าค่ะ”

ความจริงแล้วเสิ่นอิงอิงไม่ได้อยากจะปลดทุกข์แต่มันเป็นเพียงข้ออ้างที่จะนำเอาบางสิ่งบางอย่างออกมาจากมิติเพื่อนำมาซ่อนเอาไว้ก่อน จากนั้นพรุ่งนี้นางค่อยติดตามพี่ชายทั้งสองไปเก็บฟืน แล้วแกล้งทำเป็นว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ สิ่งที่เสิ่นอิงอิงนำออกมาจากมิติคือ เผือก ที่บังเอิญมีอยู่ในมิติอยู่แล้ว

เสิ่นอิงอิงย้ายเผือกสิบกว่าต้นออกมาจากมิติ จากนั้นก็กลับไปหาเสิ่นเทียนหยางที่รออยู่ไม่ไกล โชคดีที่โลกนี้ก็มีเผือกเช่นเดียวกัน นางจะได้ไม่ต้องแต่งเรื่องโกหกมากนักหากมีของที่กินได้แต่คนที่โลกนี้ไม่รู้จัก นอกจากเผือกแล้วยังมีมันเทศ มันฝรั่ง แต่มันฝรั่งนั้นค่อนข้างจะหายากสักหน่อย

เช้าวันต่อมา หลังจากกินอาหารเช้าง่ายๆแล้ว วันนี้พวกเขาจะพักที่นี่อีกหนึ่งคืนและจะออกเดินทางในวันพรุ่งนี้ตอนเช้ามืด หมู่บ้านเสิ่นเจียชุนมีชาวบ้านทั้งหมด ประมาณ 60 ครัวเรือน แต่มีบางครอบครัวที่ออกเดินทางไปอาศัยอยู่กับญาติพี่น้องในเมืองอื่น ทำให้ตอนนี้เหลือชาวบ้านที่ร่วมเดินทางในครั้งนี้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น โชคดีที่มีเด็กและคนชราไม่มากนัก ทำให้การเดินทางไม่นับว่าล่าช้าสักเท่าไหร่ แต่ปัญหาของพวกเขาก็คือไม่สามารถหาแหล่งน้ำได้

สิ่งที่เสิ่นอิงอิงพอใจมากที่สุดคือ เมื่อครอบครัวของใครหาอาหารมาได้ ก็ให้เก็บเอาไว้ไม่จำเป็นที่จะต้องเอาออกมาแบ่งปันผู้อื่นเว้นเสียแต่ว่าแต่ละครอบครัวมีความสัมพันธ์ที่ดีและมีการพูดคุยตกลงในการกินและการหาอาหารร่วมกัน ครอบครัวของเสิ่นเทียนหยางนั้นนับว่ายากจน

ไม่มีครอบครัวไหนอยากกินและหาอาหารร่วมกับพวกเขา ยกเว้นครอบครัวของสหายทั้งสองคนของเสิ่นเทียนหยาง แต่ทว่าพวกเขาเองก็เป็นครอบครัวที่ยากจนเช่นเดียวกัน นอกจากจะแบ่งของที่หามาได้เท่าๆกันแล้วก็ไม่ได้กินอาหารร่วมกัน โดยสหายของเสิ่นเทียนหยางอ้างว่าพวกเขามีสมาชิกในครอบครัวมากกว่าเสิ่นเทียนหยาง ไม่อยากเอาเปรียบสหายเพียงแค่แบ่งของที่หามาได้เท่าๆกันก็ถือว่าดีมากแล้ว

เช้าวันต่อมาเสิ่นอิงอิงที่ไม่ยอมฟังคำทัดทานของหานหลิวอิงผู้เป็นแม่ลุกขึ้นและแบกตะกร้าไม้ไผ่วิ่งตามหลังพี่ชายทั้งสองคนเข้าไปในป่า ความจริงแผลบนหัวของนางหายตั้งแต่เมื่อคืนแล้วแต่ที่ยังเอาผ้าพันเอาไว้เพื่อปกปิดความจริงเท่านั้น ด้วยแผลขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อวานมันเป็นไปไม่ได้ที่แผลจะหายดีในชั่วข้ามคืน ถ้าหากมีคนรู้เข้าคงได้คิดว่านางเป็นภูตผีปีศาจและคงจับนางไปเผาทั้ง ทีนี้แหละได้ตายรอบสองแน่ๆ

เผือก กับแหล่งน้ำ

เสิ่นเทียนหยางวันนี้ยังเข้าป่าไปหาแหล่งน้ำกับชาวบ้านคนอื่นเช่นเคย เสิ่นอิงอิงตามพี่ชายทั้งสองไปหาของป่าเก็บฟืน โดยมีเพียงท่านแม่เท่านั้นที่เฝ้าเพิงที่พัก ด้านข้างเพิงของพวกเขาเป็นเพิงของครอบครัวสหายทั้งสองคนของเสิ่นเทียนหยาง พวกเขาตั้งเพิงที่พักอยู่คนละด้านกับบ้านใหญ่เสิ่น

หานหลิวอิงไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับคนบ้านนั้นอีก นางจึงให้สามีทำเพิงที่พักให้ห่างจากพวกเขาหน่อยจะได้ไม่ต้องมีเรื่องให้หงุดหงิดใจ แต่ไม่คิดเลยว่าลูกสาวของนางจะถูกลูกสาวบ้านนั้นทำร้ายจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่ที่หานหลิวอิงไม่รู้ก็คือลูกสาวตัวจริงของนางได้ตายไปแล้วจริงๆ ตอนนี้เสิ่นอิงอิงคือวิญญาณของคนที่มีชื่อเดียวกับลูกสาวของนาง ที่บังเอิญตกตายในเวลาเดียวกันทำให้ดวงวิญญาณของนางเดินทางข้ามเวลาย้อนมาในยุคโบราณที่ล้าหลังแห่งนี้

ในขณะที่พวกผู้ใหญ่เข้าป่าหาแหล่งน้ำ ล่าสัตว์ พวกเด็กๆก็เข้าป่าหาฟืนขุดผักป่าเช่นเดียวกัน แต่เพราะฝนไม่ตกเป็นเวลานานแล้วทำให้พวกเขาไม่สามารถหาผักป่าได้มากนัก ถึงแม้ว่าป่าแห่งนี้จะไม่ถึงกับแห้งแล้งมากเท่ากับป่าใกล้กับบ้านเกิดของพวกเขา แต่เพราะมีผู้คนอพยพเดินทางผ่านมาทางนี้ก่อนแล้ว ทำให้ผักป่าที่มีอยู่ถูกคนที่เดินทางผ่านมาทางนี้เก็บไปจนเกือบหมดแล้ว เมื่อมีคนมาก แต่อาหารมีน้อยอีกไม่นานคงมีการปล้นชิงอาหารกันเป็นแน่

“พี่ใหญ่ พี่รอง ข้าคิดว่าพวกเราไปทางนี้จะดีกว่า ข้ารู้สึกว่าพวกเราต้องเจออะไรดีๆ แน่”

“ถ้า น้องสาวบอกว่าดี เช่นนั้นก็ทำตามที่น้องสาวว่าเถอะ”

“พี่ใหญ่ พี่รอง วันนี้พวกเราจะต้องหาของกินได้แน่นอนเจ้าค่ะ ”

“เช่นนั้นน้องสาวนำทางเถอะ ท่านแม่บอกเอาไว้ว่าให้พวกเรารีบกลับ ”

“เจ้าค่ะ”

เสิ่นอิงอิงเดินนำหน้าพี่ชายทั้งสองเข้าไปในป่าหลังจากเดินวกไปวนมาก็มาถึง ป่าบริเวนที่นางเอาเผือกจากมิติมาปลูกเอาไว้ ซึ่งตอนนี้ต้นเผือกได้เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเล็กน้อยและใบเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เสิ่นอิงอิงเห็นเช่นนี้แล้วนางอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ในที่สุดก็ไม่ต้องหาข้ออ้างมาสร้างเรื่องโกหกแล้ว สภาพของต้นเผือกที่เป็นเช่นนี้เหมาะกับสถานการณ์ในตอนนี้มาก เพราะฝนไม่ตกเป็นเวลานานทำให้ต้นไม้ใบหญ้าเริ่มแห้งตาย ต้นไม้ใหญ่ใบเริ่มร่วงหล่น

“พี่ใหญ่ พี่รอง ดูนี่สิเจ้าคะ ท่านว่าพวกนี้ดูคุ้นๆหรือไม่เจ้าคะ เหมือนข้าจะเคยเห็นที่ภูเขาในหมู่บ้านของพวกเรามาก่อน เพียงแต่ที่ป่าแห่งนี้จะต้นใหญ่กว่าเท่านั้น”

“ข้าก็ว่ามันเหมือนเผือกนะขอรับพี่ใหญ่”

“ถ้าอยากรู้ว่ามันจะใช่เผือกหรือไม่ พวกเราแค่ลงขุดขึ้นมาดู เร็วเข้ารีบขุดก่อนที่คนอื่นๆจะเดินผ่านมาทางนี้ หากว่าเป็นเผือกจริงๆ นั่นจะเป็นผลดีกับครอบครัวของพวกเรา ตอนนี้อาหารของบ้านเราเหลือน้อยเต็มทีแล้ว ท่านพ่อเองก็สุขภาพไม่ดี”

“เช่นนั้นพวกเราลงมือขุดเลยเจ้าค่ะ”

“ข้าว่ามันจะต้องเป็นเผือกแน่ๆ ก่อนหน้านั้นพวกเราไม่มีโอกาสได้กินสักเท่าไหร่ ข้าจำได้ว่าท่านพ่อได้มาแค่สองหัว ท่านย่าเก็บเอาไว้ให้บ้านท่านลุงใหญ่กิน พวกเราไม่ได้กินทั้งๆที่คนหาเผือกเจอคือท่านพ่อของพวกเรา” เสิ่นเยว่เทียนพูดออกมาด้วยความโมโห

“พี่รองอย่าโมโหไปเลยเจ้าค่ะ ตอนนี้พวกเราหาเผือกเจอแล้ว ที่สำคัญหมู่บ้านไม่ได้บอกว่าขอที่หามาได้ให้เอาไปรวมกันนี่เจ้าคะ ใครสามารถหาของกินได้ย่อมเก็บเอาไว้ให้ครอบครัวตัวเอง ท่านอย่าลืมบ้านเราคือครอบครัวที่จนที่สุดในหมู่บ้าน แต่ท่านวางใจได้ข้าจะทำให้บ้านของพวกเรารวยที่สุดในอนาคตแน่นอน”

“ข้าเชื่อใจน้องสาว ”

สามคนพี่น้องช่วยกันขุดเผือกออกมาได้ หก หัวใหญ่จากนั้นเสิ่นอิงอิงพาพี่ชายทั้งสองเดินเข้าป่าไปเรื่อย ๆ วันนี้นางตั้งใจว่าจะหาอาหารให้มากขึ้น เสิ่นอิงอิงค่อนข้างมั่นใจว่ามันนี้จะต้องได้อะไรดีๆกลับไปแน่ ระหว่างที่ลูกๆทั้งสามคนไปหาของป่า ทางด้านพ่ออย่างเสิ่นเทียนหยางก็เข้าป่าไปหาแหล่งน้ำกับสหายทั้งสองเช่นเดียวกัน

“เทียนหยาง พวกเราเดินเข้าป่ามาไกลมากแล้วนะ เจ้าว่าพวกเรายังจะสามารถหาน้ำได้หรือไม่” ฟู่หมิง

“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน พวกเราทำได้แค่ลองดู ตอนนี้น้ำใกล้จะหมดแล้ว อีกทั้งน้ำที่หาพบก็จะต้องแบ่งส่วนให้กับหมู่บ้านครึ่งหนึ่งอีกด้วย”

“เทียนหยางเจ้าไม่ใช่บอกว่าวันนี้อิงอิงอวยพรให้พวกเราโชคดีก่อนออกเดินทางหรือ” ไป๋เฉียนโจว

“นั่นสิ ข้าหวังว่าลูกสาวจะอวยพรให้พวกเราโชคดี เดิมทีข้าคิดว่าจะต้องเสียลูกสาวไปแล้ว ยังดีที่นางไม่เป็นอันใดมาก”

“ข้าว่านะ บ้านใหญ่ก็ทำเกินไปจริงๆ เด็กคนนั้นเสิ่นเหมยลี่ นิสัยถอดแบบพี่สะใภ้ของเจ้ามาทุกกระเบียดนิ้วเลย ”

“ช่างเถอะ ต่อไปนี้ก็ต่างคนต่างอยู่ น้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลอง ถือว่าต่างคนต่างอยู่ก็แล้วกัน”

ทั้งสามคนเดินเข้าไปในป่าลึก จนมาถึงถ้ำขนาดใหญ่ เสิ่นเทียนหยางไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย เขาเดินนำหน้าสหายทั้งสอง เมื้อเดินเข้ามาถึงส่วนกลางของถ้ำก็พบกับแอ่งน้ำขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ที่สำคัญมีน้ำอยู่เต็มแอ่ง น่าจะเป็นแอ่งน้ำที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

“เฉียนโจ อาหมิง ที่นี่มีแอ่งน้ำ อีกทั้งมีน้ำอยู่เต็มแอ่ง ไม่น้อยเลย ตอนนี้พวกเรารีบตรวจดูว่าน้ำมีพิษหรือไม่ ”

“เช่นนั้นเอาเข็มเงินที่หมอหลูให้มา ทดสอบพิาก่อน จากนั้นเราค่อยมาชิมดูว่าน้ำนี่มีรสชาติเช่นไร สามารถนำไปดื่มได้หรือไม่”

“ตกลง ”

“เข็มเงินไม่เปลี่ยนสี เช่นนั้นข้าจะลองชิมดูก็แล้วกัน”

“เทียนหยางเจ้าแน่ในรึ ร่างกายของเจ้าไม่ค่อยดี เช่นนั้นให้ข้าเป็นคนลองชิมน้ำจะดีกว่า” ฟู่หมิง รีบอาสาชิมน้ำแทนเทียนหยางทันที

“ขอบใจเจ้ามาก ฟู่หมิง ”

ขอบใจอันใดกัน พวกเราโตมาด้วยกัน แทบจะใส่กางเกงตัวเดียวกันอยู่แล้ว เรื่องแค่นี้เอง"

หลังจากฟู่หมิงชิมน้ำในแอ่งหินแล้วเขารู้สึกว่าน้ำหวานมาก ดื่มแล้วสดชื่นไม่มีเพียงแต่น้ำจะไม่มีพิษเท่านั้นยังทำให้ร่างกายคลายความเหนื่อยล้าได้อย่างน่าประหลาดใจ

“น้ำนี่ปลอดภัย ดื่มแล้วสดชื่นมาก”

“เช่นนั้นพวกเรารีบตักน้ำกลับไปเถอะ ส่วนที่เหลือค่อยพาคนในหมู่บ้านมาตัก ”

“ตกลง ความจริงแล้วข้าไม่อยากจะจากบ้านเกิดไปเลย พอเราเดินทางไปถึงเมืองข้างหน้า ก็จะมีชาวบ้านบางส่วนที่แยกออกไป เพราะมีญาติอยู่ในเมือง ส่วนใครจะแยกย้ายไปที่ใดก็แล้วแต่ความสมัครใจ หัวหน้าหมู่บ้านเองบอกว่าจะหาที่ตั้งรกรากที่เมืองแห่งนี้ แต่ข้ากลัวว่าพวกเราจะหาที่ลงหลักปักฐานน่ะสิ ตอนนี้มีผู้คนมากมายอพยพหนีความแห้งแล้ง ข้ากลัวว่าพวกเราจะไม่สามารถเข้าไปในเมืองได้ด้วยซ้ำ”

“ถ้าเกิดว่าพวกเราไม่สามารถเข้าไปในเมืองได้จริงๆ ข้าจะพาลูกเมียเดินทางกลับบ้านเกิดอย่างน้อยๆเรายังมีบ้าน มีที่นา มีภูเขา ถึงแม้ว่าจะแห้งแล้งไปบ้าง ข้าเชื่อว่าต้องมีทางรอด ถ้าเกิดเราเข้าไปในเมืองไม่ได้ ไม่สามารถผ่านประตูเมืองเข้าไปได้ พวกเราจะเดินทางต่อได้เยี่ยงไร มีเพียงเดินทางผ่านป่าและภูเขาเท่านั้น แต่ในป่าย่อมมีสัตว์ป่าดุร้ายไม่ว่าทางไหนก็อันตรายทั้งนั้น” เสิ่นเทียนหยางได้แต่ถอนหายใจ

“อย่าเพิ่งคิดมากเลย ตอนนี้พวกเราก็ทำเต็มที่แล้ว หากพวกเจ้าเดินทางกลับบ้านเกิด ข้าเองก็จะกลับด้วย” ฟู่หมิง

“ข้าเองก็จะไปกับพวกเจ้าด้วยเข่นเดียวกัน” ไป๋เฉียนโจว

ทางด้านเสิ่นอิงอิงกับพี่ชายทั้งสอง หลังจากที่ขุดเผือกทั้งหมดแล้ว พวกเขาเดินเข้าไปในป่าลึกก็พบเข้ากับทุ่งมันเทศโดยไม่คาดฝัน ทั้งสามพี่น้องรีบขุดมันเทศด้วยความรวดเร็ว ทุ่งมันเทศมีประมาณหนึ่งหมู่ ทั้งสามคนขุดมันเทศจนเต็มตะกร้าที่นำมา แต่ความจริงแล้วเสิ่นอิงอิงได้แอบเก็บมันเทศเข้าไปในมิตินับร้อยชั่ง

“พี่ใหญ่ พี่รอง ข้าจะรอท่านอยู่ตรงนี้ ท่านไปเรียกพี่ชายบ้านลุงฟู่กับพี่ชายบ้านลุงไป๋มาขุดเถอะ ทั้งสองครอบครัวล้วนเป็นสหายที่ดีของท่านพ่อและช่วยเหลือพวกเรามาโดยตลอด ข้าว่าหากพวกเราขุดกันสามคนวันนี้ก็คงขุดไม่หมด ท่านพ่อท่านแม่จะเป็นห่วงเอาได้”

“ตกลงน้องสาวตอนที่พวกเราแยกกันไปหาฟืน ก็ได้นัดสถานที่พบกันแล้วนี่ก็ใกล้เวลานัดเต็มทีแล้ว ข้าจะไปรอพวกเขาที่นั่น เยว่เทียนเจ้าไปรอพวกเขา ส่วนข้าจะเอามันเทศไปเก็บแล้วเอาตะกร้ามาเพิ่ม”

“ขอรับพี่ใหญ่ น้องสาวเจ้าแน่ในนะว่าอยู่คนเดียวได้”

“แน่ใจเจ้าค่ะ พวกท่านอย่าลืม ข้าไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว ข้าเคยตายมาครั้งหนึ่งแล้วจะไม่ยอมตายเป็นครั้งที่สองอีกเจ้าค่ะ”

“เพ้ย ถุย ถุย เจ้าพูดอันใด ตายเตยอันใดกัน อย่าพูดคำอัปมงคลเช่นนี้อีก”

“เจ้าค่ะ”

หลังจากพี่ชายทั้งสองออกจากป่าลึกไปแล้ว เสิ่นอิงอิงก็เริ่มที่จะ ขุดมันเทศอีกครั้งนางเก็บเข้าไปในมิติ ไม่เว้นแม้แต่เถามันเทศ ในใจนางคิดว่าตอนนี้ถ้าบ้านตัวเองมีเกวียนวัว หรือเกวียนลาก็คงจะดี ตอนนี้ท่านพ่อกับท่านแม่ต้องผลัดกันเข็นรถเข็นโดยมีพวกพี่ชายคอยช่วย โชคดีที่รถเข็นที่ท่านพ่อทำขึ้นมีขนาดใหญ่ สามารถใส่เครื่องนอนและของจำเป็นได้หมด

“เฮ้อ ชีวิตหนอชีวิต เกิดใหม่ทั้งทีก็ต้องมาปากกัดตีนถีบ พระเจ้าท่านเกลียดชังข้าใช่หรือไม่ ข้าที่ตายมาด้วยความตับแค้นใจเพราะคนทรยศทั้งสอง นอกจากท่านไม่เห็นใจข้าแล้ว ท่านยังกลั่นแกล้งข้าให้มาเกิดในร่างเด็กบ้านก็แสนยากจน ญาติๆก็ว่าร้ายแล้ว แต่สภาพตอนนี้ยิ่งร้ายกว่า นอนกลางดินกินกลางทราย อาหารขาดแคลน อีกหน่อยคงได้กินเปลือกไม้ ท่านช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย”

เสิ่นอิงอิงขุดมันเทศไป บ่นไป ส่วนคนข้างบนนั้นก็ได้แต่ก่นด่าว่านางไม่รู้จักพอ ให้มาเกิดใหม่ในวัยเด็กจะได้ใช้ชีวิตให้ยืนยาวมากขึ้น ชาติที่แล้วไม่มีครอบครัวเป็นลูกกำพร้า ชาตินี้ให้ครอบครัวที่รักนาง ถึงแม้จะยากจน แต่ก็ได้มอบมิติวิเศษให้แล้ว นางยังกลัวอดตายอีก หากว่านางอดตายจริงๆก็นับว่าสมควรแล้ว

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...