โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

การเมืองกดค่าไฟ 3.99 บาท เขย่าฐานะการเงินกฟผ.

The Better

อัพเดต 16 เม.ย. 2568 เวลา 07.38 น. • เผยแพร่ 16 เม.ย. 2568 เวลา 09.00 น. • THE BETTER
จับตาพลังงานหารือเครียดปมร้อนลดค่าไฟไม่เกิน 3.99 บาท/หน่วย โยนกฟผ.แบกหนี้ 7 หมื่นล้านบาท เร่งศึกษารื้อสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเอกชน ลดต้นทุนค่าไฟระยะยาว 

วงหารือระหว่างกระทรวงพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(สกพ.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ถึงแนวทางการปรับลดค่าไฟฟ้าบิลรอบ เดือนพ.ค.-ส.ค. 2568 ให้ลงเหลือไม่เกิน 3.99 บาท/หน่วย ตามใบสั่งมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 1 เม.ย. จนถึงวันนี้ยังไม่ได้มีการนัดหมายอย่างเป็นทางการถึงทางออกที่จะดำเนินการต่อไป

ความเป็นไปได้ในการลดค่าไฟฟ้าให้ได้ตามเป้า วิธีการที่จัดการได้ง่ายที่สุดก็คือ การยืดจ่ายหนี้ค้างสะสมของกฟผ.ที่มีอยู่ 71,740 ล้านบาท ออกไปก่อนนั่นหมายถึง จากเดิมที่กฟผ.จะได้รับการชำระหนี้คืน 14,590 ล้านบาทในรอบบิลนี้ จากการตรึงค่าไฟฟ้าไว้ 4.15 บาท/หน่วย ก็ต้องรับภาระหนี้เก่าต่อไปเมื่อมีการปรับลดค่าไฟฟ้าลงตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้

แม้ว่าจาการคำนวณต้นทุนเชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้าในรอบบิลเดือนพ.ค.-ส.ค. จะทำให้ค่าไฟฟ้าจริงอยูที่ 3.95 บาท ซึ่งเป็นช่องว่างที่การเมืองมองว่า ดังนั้นก็ควรลดค่าไฟฟ้าลงได้อีกจากที่ต้องตรึงไว้ 4.15 บาท

สิ่งที่หลายคนเป็นกังวลคือ การแก้ปัญหาอะไรก็ตามที่ต้องให้ใครหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งมารับผิดชอบฝ่ายเดียว คงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก ประกอบกับการตรึงค่าไฟฟ้าไว้ 4.15 บาท ก็มีเหตุมีผลตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพราะไทยยังไม่ได้เจอวิกฤตเศรษฐกิจขั้นรุนแรง มองมุมกลับกันการปรับลดค่าไฟฟ้าควรเก็บเป็นกระสุนไว้ต่อสู้กับพายุวิกฤตที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมากกว่า เพราะไทยยังต้องเจอปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจอีกมาก ทั้งสงครามการค้า โดยเฉพาะการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐที่มีผลต่อการส่งออก ตลอดจนตลาดท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นกลับมาเต็มที่นัก

นอกจากนี้ยังทำให้กฟผ.ที่มีภาระหนี้กว่า 7 หมื่นล้านบาท มีปัญหาสภาพคล่อง แม้ว่าที่ผ่านมาจะสามารถบริหารจัดการโครงสร้างทางการเงินไว้ได้ แต่การเข้าไปช่วยรับภาระดูแลค่าไฟฟ้าตั้งแต่ปลายปี 2564 จนถึงปัจจุบันก็สร้างแรงกระเพื่อมต่อฐานะทางการเงินและเครดิตเรตติ้งมาโดยตลอด และอาจมีผลต่อการดูแลความมั่นคงทางพลังงานได้

สำหรับข้อเสนอของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน ที่ต้องการปรับลดต้นทุนค่าไฟฟ้า ใน 3 แนวทางโดยกำหนดกรอบเวลาการพิจารณา ภายใน 45 วัน ประกอบไปด้วย

1.การแก้ไขสัญญารับซื้อไฟฟ้า ในรูปแบบส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) และ Feed-in-tariff (FiT) และเงื่อนไขที่กำหนดให้สัญญาดังกล่าวมีการต่ออายุสัญญาในเงื่อนไขเดิมอย่างต่อเนื่องได้โดยไม่มีกำหนดสิ้นสุดสัญญา ซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 500 สัญญา และเป็นอัตราที่ใช้มานานสมควรที่จะมีการทบทวนใหม่ให้สอดคล้องกับปัจจุบัน

2.การแก้ไขค่าความพร้อมจ่าย ( AP) และค่าพลังงาน (EP) รวมทั้งเงื่อนไขข้อตกลงอื่น ๆ ในสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชน (IPP) ซึ่งทำให้ กฟผ. หรือรัฐเสียเปรียบ เนื่องจากเป็นอัตราที่สูงเกินความเป็นจริง และ 3. หาแนวทางแก้ไขปัญหา อุปสรรคทั้งในทางการบริหารและตามสัญญารับซื้อไฟฟ้าต่างๆ ที่ทำให้ศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า (SO) ไม่สามารถบริหารจัดการ การสั่งผลิตไฟฟ้า ให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ลดต่ำลงได้

ขณะเดียวกันยังสั่ง สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ไปศึกษา และเสนอแนวทางปรับโครงสร้างระบบ Pool Gas เพื่อให้ราคาก๊าซสำหรับใช้ในการผลิตไฟฟ้าให้ประชาชนมีราคาต่ำลง โดยให้ดำเนินการให้ทันการประกาศราคาค่าไฟฟ้า สำหรับรอบบิลเดือนก.ย.-ธ.ค. 2568

หากพิจารณาข้อเสนอรมว.พลังงาน หากสามารถดำเนินการได้จริงจะช่วยสนับสนุนแนวทางการปรับลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าได้อย่างถาวร เพราะเป็นเรื่องที่หลายคนไม่สบายใจกับต้นทุนค่าไฟดังกล่าวที่เกิดขึ้นมาหลายสิบปี เพียงแต่ในทางปฏิบัติต้องหารือกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ต้องมีความเห็นร่วมกัน และทำเพื่อประโยชน์ของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ‘ค่าไฟฟ้า’ ถือเป็นเป็นนโยบายประชานิยมมักถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือฝ่ายการเมืองมาทุกยุคทุกสมัย เนื่องจากเข้าถึงประชาชนได้ทุกครัวเรือน แต่ไม่ว่าจะเลือกแนวทางใดในการดูแลค่าไฟฟ้า ต้นทุนที่เกิดขึ้นจะสะท้อนไปยังค่าไฟทุกหน่วย การตรึงค่าไฟ การปรับลดค่าไฟ ในตอนนี้ ส่วนต่างค่าไฟที่เกิดขึ้นก็ต้องไปทยอยไปอยู่ในค่าไฟในอนาคต ดังนั้นการบริหารค่าไฟฟ้าต้องมองจังหวะและโอกาสที่เหมาะสมและไม่สร้างภาระให้ใครจนมากเกินไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...