โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การต่อต้านการจารกรรม : เคมเปไทปะทะสายลับก๊กมินตั๋ง (6) พยายามจับกุมบุตรชายเซียวฮุดเสง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 19 ก.พ. 2568 เวลา 02.34 น. • เผยแพร่ 20 ก.พ. 2568 เวลา 02.00 น.

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง

การต่อต้านการจารกรรม

: เคมเปไทปะทะสายลับก๊กมินตั๋ง (6)

พยายามจับกุมบุตรชายเซียวฮุดเสง

การต่อสู้ของจีนกับกองทัพญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับความเคลื่อนไหวในการต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นในไทยมานับแต่ต้นสงคราม

กิจกรรมต่อต้านญี่ปุ่นของคนจีนกลุ่มก๊กมินตั๋งในไทยมี 5 ลักษณะ เช่น การเรี่ยไรซื้อพันธบัตรของรัฐบาลจุงกิงของเจียงไคเช็ก การสนับสนุนปัจจัยด้านต่างๆ ส่งไปยังชาวจีนที่บ้านเกิด การกลับบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อเข้าร่วมการต่อสู้กับญี่ปุ่น การลงทุนในจีน และคว่ำบาตรสินค้าญี่ปุ่น (มูราซิมา, 2539, 47)

นอกจากกิจกรรมต่อต้านญี่ปุ่นข้างต้นแล้ว จีนยังมีสายลับจีนปฏิบัติงานจารกรรมในไทยซึ่งสังกัดหน่วยงานสายลับของนายพลไต้ลี่ที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลจุงกิงของเจียงไคเช็ก โดยกลุ่มปฏิบัติการจารกรรมของจีนอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของเซียวซงขิม (萧松琴) บุตรชายของเซียวฮุดเสง-ผู้นำก๊กมินตั๋ง

ซงขิมจบการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญ และบิดาส่งไปเรียนต่อที่จีน ในช่วงนั้น เขามีตำแหน่งหน้าที่การงานสำคัญในรัฐบาลเจียงไคเช็ก เรื่องราวของเขาปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ในจีนอย่างต่อเนื่อง โดยซงขิมร่วมมือกับนายพลไต้ลี่ในปฏิบัติการของสายลับจีนในไทยด้วย

นอกจากซงขิมเป็นหัวหน้าแล้ว ยังมีนางจิวสิ่วลั้ง ภรรยาของเซียวซงขิมและหลานตงไห่ (สมุทร เลิศบูรพา) เป็นรองหัวหน้าด้วย

ในช่วงเวลานั้น ซงขิมได้เดินทางออกจากไทยไปจุงกิงในวันที่ 10 ตุลาคม 2484 ส่วนหลานตงไห่กลับเข้าในไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน ก่อนสงครามมหาเอเชียบูรพาระเบิดขึ้นไม่นาน ต่อมาเมื่อสงครามระเบิดขึ้นแล้ว มีการติดต่อทางวิทยุระหว่างไทยกับจุงกิงจนทำให้เคมเปไทจับคลื่นวิทยุแปลกปลอมได้ในราวเดือนกันยายนปีเดียวกัน (มูราซิมา, 2541, 134)

เมื่อเคมเปไทสืบทราบการจารกรรม จึงพยายามจับกุมเซียวซงเขียนแต่คลาดกันไป ต่อมาจึงไปจับกุมคนในครอบครัวที่บ้านถนนสี่พระยาของนายเซียวซงขิมแทนจนปรากฏอยู่ในเอกสารหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

ในเอกสารฝ่ายไทยบันทึกไว้ว่า ในช่วงต้นสงคราม เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2485 ครอบครัวของเซียวซงขิมมาร้องเรียนกับสารวัตรทหารไทยว่า ถูกเคมเปไทนอกเครื่องแบบ 12 คนบุกเข้าค้นบ้านด้วยอ้างว่าต้องการจับเซียวซงขิมฐานเป็นสายลับให้รัฐบาลจุงกิง แต่ไม่พบตัวจึงจับนายสันติ สีบุญเรือง ผู้หลานไปสอบสวนเพื่อเค้นที่หลบซ่อนของนายเซียวซงขิมให้จงได้

ในวันรุ่งขึ้น นางโสฬส สีบุญเรือง มาร้องเรียนอีกว่า เคมเปไทจับนายโก ซึ่งเป็นคนในบ้านไป และในวันถัดมา เคมเปไทจับนางโสฬสไปสอบสวนอีก จากนั้น เคมเปไทก็จับ น.ส.สุดใจ ชลังสุด น.ส.ชื่น โพธิ์สวัสดิ์ นางวงเดือน แจ่มพงศ์ คนในบ้านไปเค้นที่หลบซ่อนของเซียวซงขิมไปโดยพลการ ดังเอกสารสารฝ่ายไทยบันทึกว่า การกระทำของเคมเปไทที่ผ่านมามีพฤติกรรมจับกุมคนไทยไปโดยพลการหลายๆ ครั้ง และในครั้งนี้เคมเปไทก็จับกุมคนในบ้านเซียวซงขิมไปอย่างโดยพลการติดๆ กันหลายครั้ง (หจช.บก.สูงสุด 1.12.1/10 กล่อง 4)

อย่างไรก็ตาม คุณหญิงอมร สีบุญเรือง น้องสาวของเซียวซงขิมเล่าไว้ว่า ด้วยเหตุที่ครอบครัวสีบุญเรืองมีความใกล้ชิดกับการเมืองจีนมาแต่การปฏิวัติจีนตั้งแต่ครั้งบิดา (เซียวฮุดเสง) ดังนั้น พี่ชายทั้ง 2 คน คือ เซียวซงเขียนและเซียวซงขิม จึงทำงานให้กับกับเจียงไคเช็ก

เมื่อเกิดสงคราม พี่ชายทั้ง 2 คนมีบทบาทในการต่อต้านญี่ปุ่นทำให้พี่ต้องหลบหนีการจับกุมและเคมเปไทไม่สามารถจับเซียวซงขิมได้ ด้วยเขาสามารถหลบไปทางพม่ากลับไปยังจีนได้ในช่วงต้นสงคราม (อมร สีบุญเรือง, 2540, 9)

การแทรกซึมของสายลับสัมพันธมิตร

ต่อมา ในช่วงปลายสงคราม เมื่อฝ่ายญี่ปุ่นเริ่มปราชัยในหลายสมรภูมิทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรต่างส่งสายลับเข้าปฏิบัติการในไทยจำนวนมากเพื่อจารกรรมข้อมูลทางการทหาร การติดต่อกับเสรีไทย การฝึกและเตรียมการต่อสู้แบบกองโจรในแดนไทย ด้วยเหตุนี้ การต่อต้านการจารกรรมโดยกองทัพญี่ปุ่นในไทยจึงดุเดือดมากยิ่งขึ้น

ดังที่ในช่วงปลายสงคราม นายพลนากามูระบันทึกว่า ช่วงครึ่งหลังของปี 2487 นั้น สายลับสัมพันธมิตรแทรกซึมเข้ามาในไทยจำนวนมาก ด้วยเหตุที่ฝ่ายญี่ปุ่นเสียเปรียบในการรบ ทำให้สัมพันธมิตรเร่งส่งสายลับจากหลายประเทศเข้ามาในไทยเพื่อจารกรรมและเตรียมทำสงครามกองโจรกับกองทัพญี่ปุ่น ทำให้การต่อต้านการจารกรรมในไทยเป็นไปอย่างรุนแรง (นากามูระ, 2546, 155)

เคมเปไทจับสายลับจีน

ด้วยเหตุนี้ การต่อต้านการจารกรรมจากสัมพันธมิตรโดยกองทัพญี่ปุ่นในช่วงปลายสงครามดำเนินไปอย่างเข้มข้น ดังปรากฏในรายงานสารวัตรทหารฝ่ายไทยที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ดังนี้

เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2488 สารวัตรทหารผสมได้ร่วมจับกุมนายหลีเอง และนายเฮง สรีวงศ์ไทย ช่างเครื่องเรือด้วยข้อหาเป็นสายลับที่บริษัท กสิกรรมอุตสาหกรรม จำกัด สามเสน (หจช.(3) กต 1.5/27 กล่อง 1)

ในขณะนั้นเลื่องลือกันว่า การสอบสวนผู้ต่อต้านญี่ปุ่นของเคมเปไทนั้นเหี้ยมโหดและมีการทรมานอย่างพิสดารน่าสยดสยอง ดังมีผู้บันทึกว่า ระหว่างสงคราม กรรมกรชาวจีนหยุดงานประท้วงในโรงงานที่ผลิตสินค้าและชิ้นส่วนยุทโธปกรณ์ทางทหาร เคมเปไทจับกุมกรรมกรมัดมือมัดเท้าและมัดห้อยหัวลงพื้นแล้วทำการเฆี่ยนตี บ้างก็จับมัดแล้วกรอกด้วยน้ำผสมพริกตำหรือกรอกด้วยซีเมนต์เปียก ใช้สุนัขมากัดฉีกทึ้งเนื้อ กรอกน้ำสบู่ ตีด้วยไม้กระบอง หรือชอร์ตด้วยไฟฟ้าเพื่อให้สารภาพข้อมูลตามที่เคมเปไทต้องการ (เชาว์ พงษ์พิชิต, 2553, 242-243)

รวมทั้งมีคำเล่าลือในหมู่คนไทยในสมัยนั้นว่า ทหารญี่ปุ่นมีวิธีสอบสวนการพิสดาร เช่น การสูบน้ำสบู่เข้าช่องท้องทางทวารหนักจนท้องแตกตาย บ้างจับมัดที่ต้นไม้แล้วเฆี่ยนอย่างโหดเหี้ยม ตอกเล็บ วิธีการทรมานเหล่านี้สร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนมาก (ฤดี ภูมิภูถาวร, 2562, 110)

ในช่วงปลายสงคราม หน่วยจารกรรมของก๊กมินตั๋งของนายพลไต้ลี่ได้ส่งหลานตงไห่แทรกซึมเข้ามาในไทย เมื่อ 26 สิงหาคม 2487 สารวัตรทหารญี่ปุ่นจับคลื่นวิทยุได้จึงประสานงานสารวัตรทหารไทยระดมทหารถึง 104 คน ไปจับกุมศูนย์วิทยุของก็กมินตั๋งของหลานตงไห่ที่ตั้งที่เขตธนบุรีจับกุมสายลับคนหนึ่งได้และจากคำสารภาพของสายลับคนนี้ทำให้สารวัตรทหารญี่ปุ่นจับกุมชาวจีนได้อีก 45 คน (มูราซิมา, 2541, 179)

ทั้งนี้ หลวงสังวรยุทธกิจ สารวัตรใหญ่กรมสารวัตรทหาร เล่าว่า ช่วงสิงหาคม 2487 เคมเปไทสามารถจับกุมชาวจีนต่อต้านญี่ปุ่นกว่า 60 คนไว้ แต่ทางการไทยไม่ติดใจในการจับชาวจีนเหล่านี้ (อนุสรณ์หลวงสังวรฯ, 2516, 131)

ต่อมา เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2488 นางชั้น แซ่พัว มาร้องเรียนว่า นายตุ้น แซ่พัว คนงานของบริษัททำรองเท้าที่ถนนเดโช ถูกเคมเปไทจับกุมไปด้วยต้องสงสัยเป็นสายลับจากการลักลอบเข้าไปในเขตหวงห้ามของทหารญี่ปุ่น (หจช.(3) กต 1.5/27 กล่อง 1)

ปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าขบวนการเสรีไทยเล่าถึงเคมเปไทว่า เมื่อ “กองกำลังทหารญี่ปุ่นที่รุกรานเข้ามาในประเทศไทยนั้น มิได้มีแต่ทหารหน่วยรบและหน่วยพลาธิการของญี่ปุ่นเท่านั้น หากญี่ปุ่นได้มีหน่วยสารวัตรทหารพิเศษ ซึ่งญี่ปุ่นเรียกว่า เคมเปไต อันมีลักษณะเช่นเดียวกับสารวัตรทหารพิเศษของฮิตเลอร์ เยอรมัน ที่เรียกว่า เกสตาโป

สารวัตรทหารพิเศษนี้มีอำนาจจับคนที่ต้องสงสัยไปกักขัง ทรมานและเข่นฆ่าได้ ดังที่ญี่ปุ่นเคยทำมาแล้วในดินแดนจีนที่ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของญี่ปุ่น” (ปรีดี พนมยงค์, 2525, 49)

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การต่อต้านการจารกรรม : เคมเปไทปะทะสายลับก๊กมินตั๋ง (6) พยายามจับกุมบุตรชายเซียวฮุดเสง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...