เละ... | ธงชัย วินิจจะกูล
บทความพิเศษ | ธงชัย วินิจจะกูล
เละ…
กรุณาเลือกท่อนหลังของหัวข้อข้างบนเอาเองตามแต่ถูกใจนะครับ
ผมเลือกไม่ถูกระหว่าง…จนพูดไม่ออก…อย่างเหลือเชื่อ…จนสิ้นหวัง
ไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีแต่ข่าวที่ชวนสิ้นหวังมากมายเหลือเกินประดังเข้ามาจนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหดหู่…จนพูดไม่ออก
การส่งผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ให้แก่รัฐบาลจีนโดยไม่แยแสต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แคร์อย่างเดียวคือรัฐบาลจีน ที่น่าสลดคือมีการปิดบังข้อมูล โกหกประชาชน จนกระทั่งถูกแฉหมดเปลือกจึงยอมรับตามที่ผู้วิจารณ์ว่ามาแทบทั้งหมด แม้แต่นักแบกที่ขานรับรัฐบาลเป็นนกแก้วนกขุนทอง ลงท้ายยังเงิบหน้าแตก
ปิดท้ายด้วยการเป็นเครื่องมือให้รัฐบาลจีนโฆษณาชวนเชื่อตบตาโลก รวมทั้งคนไทย
การเอาเงินกองทุนประกันสังคมไปใช้จ่ายอย่างน่าสงสัย ทุจริตหรือไม่ ซึ่งจนป่านนี้ก็ไม่มีการแถลงออกมาอย่างน่าพอใจว่ากระบวนการตัดสินใจเป็นอย่างไร เหตุผลอะไร มีแต่คำแก้ตัวตามสูตรว่า “ทำตามกฎหมาย” แล้ว
แถมจนป่านนี้ยังไม่ปรากฏว่ารัฐบาลจริงจังกับการตรวจสอบปัญหานี้
ก่อนหน้านั้นการจัดการกับคอลเซ็นเตอร์มิจฉาชีพ ตอกย้ำว่ารัฐบาลนี้จะลงมือต่อเมื่อถูกด่า ถูกเปิดโปงเสียก่อน (นึกถึงระบอบ ปย.กันมั้ย) รัฐบาลเริ่มด้วยการแก้ตัวปัดปัญหาว่าตัดไม่ได้บ้าง ไม่รู้ข้อมูลบ้าง แต่ลงท้ายทำตามที่ฝ่ายค้านเสนอแทบทุกขั้นตอน ต่างเพียงขั้นสุดท้ายซึ่งให้อภิสิทธิ์แก่รัฐบาลจีนเข้ามารับพลเมืองจีนกลับไปโดยข้ามกระบวนการสืบสวนว่าใครเป็นเหยื่อ ใครเป็นอาชญากร
ก่อนหน้านั้นอีกกรณีปลาหมอของคางดำ ดูจะรีบจบง่ายเหลือเกินโดยไม่มีใครต้องรับผิด หาไม่เจอว่าใครเป็นคนนำเข้า แต่มีชาวประมงรายย่อยรับเคราะห์จำนวนมาก ลงท้ายด้วยพิธีกรรมเลือดเย็นที่นายกฯ ไม่แยแสผู้เดือดร้อนที่มาขอพบในเวลาเดียวกับที่ให้เวลารับช่อดอกไม้จากนักธุรกิจประมงพันล้าน
เมื่อฝุ่นมลพิษในกรุงเทพฯ สูงจนอันตราย รัฐบาลที่กรุงเทพฯ ให้นั่งรถสาธารณะในกรุงฟรี ซื้อเวลาให้อากาศมันดีขึ้น เมื่อฝุ่นมลพิษในจังหวัดและภูมิภาคอื่นสูงจนอันตราย รัฐบาลประเทศไทยหายตัว
ทหารไม่ต้องขึ้นศาลอาญา เป็นอภิสิทธิ์ทางกฎหมายอย่างถาวร ไม่ใช่ในภาวะฉุกเฉินหรือเผชิญภัยความมั่นคงแต่อย่างใด เท่ากับยกทหารเป็นอภิสิทธิ์ชนอีกกลุ่มนอกเหนือจากอภิสิทธิ์ชนชั้นสูงที่เป็นมรดกของระบอบศักดินาแล้ว ครั้งนี้ยืนยันว่ากองทัพเป็นส่วนหนึ่งของศักดินาในยุคสมัยใหม่นั่นเอง
ที่สำคัญอภิสิทธิ์เช่นนี้ละเมิดหลักกฎหมายขั้นพื้นฐาน
การถกเถียงว่าจะลงประชามติกี่ครั้งจึงจะแก้รัฐธรรมนูญได้ ลงท้ายรัฐสภาก็แสดงอย่างชัดแจ้งว่าไม่ปรารถนาให้ระบบรัฐสภาเข้มแข็งน่านับถือ สภาแบบนี้แหละที่ทำให้ฝ่ายบริหารไม่ต้องสนใจมาตอบญัตติ
สภาที่ไม่มีทั้งความกล้าหาญ ศักดิ์ศรีและความน่าเชื่อถือ ทำให้ประชาธิปไตยแบบรัฐสภาอ่อนแอ
ความชุลมุนเรื่องญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ จนกระทั่งประธานสภาต้องพลีชีพทางการเมืองทำลายความน่าเชื่อถือของตัวเองเพื่อสนองต่อผู้มีบารมีสูงกว่ารัฐสภา แต่สิ่งที่ถูกบ่อนเซาะยิ่งกว่าสถาบันประธานสภาคือหลักเกณฑ์ที่สมเหตุสมผลของกฎระเบียบและกระบวนการทางรัฐสภาทั้งหมด มิหนำซ้ำ ส.ส.พรรครัฐบาลยังช่วยกันทำให้กระบวนการทางรัฐสภาเป็นเรื่องตลกที่น่าสมเพชอีกด้วย
ยังมีความผิดปกติอีกหลายประการบ้านเมืองนี้ดำเนินอยู่ตลอดเวลาควบคู่กันไป ทั้งที่รัฐบาลโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยก็รู้อยู่เพราะเคยเป็นประเด็นหาเสียงด้วย แต่ครั้นได้อำนาจกลับใส่เกียร์ว่างไม่ทำใดๆ ทั้งสิ้น
ไม่สนใจปัญหานักโทษการเมือง ไม่ทำอะไรให้พวกเขาได้ประกันตัว ไม่แยแสแม้กระทั่งสภาพในคุก รวมทั้งการรักษาพยาบาล การใส่กุญแจข้อเท้า (ตรวน) ช่างแตกต่างจากอภิสิทธิ์ชนที่ไม่ต้องติดคุกแม้แต่วันเดียว
ไม่สนใจผลักดันการปฏิรูปกองทัพ ลดการเกณฑ์ทหาร ลดจำนวนนายพล ไม่จัดการอภิสิทธิ์ทั้งหลายของทหาร แม้กระทั่งการใช้ภาษีของประชาชนไปทำมาหากินเป็นธุรกิจระดับหมื่นแสนล้าน แถมช่วยปกป้องอภิสิทธิ์อีกสารพัด เช่น ในทางกฎหมายและทางศาล
กระบวนการคัดสรร ส.ว.อันอื้อฉาวอย่างเห็นกันโต้งๆ แต่มีอำนาจล้นเหลือเพื่อรักษามรดกของระบอบรัฐประหารและรัฐอำมาตย์ไว้
กรณีต่างๆ ที่กล่าวมา เราอาจวิเคราะห์ในแง่การเมืองก็ได้ คือดูว่ากรณีไหนบ้างที่รัฐบาลโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยมีส่วนช่วยทำให้แย่ลง
กรณีใดบ้างที่พวกเขาปล่อยให้มันแย่ลงด้วยการไม่ทำอะไรเลย
กรณีใดบ้างที่เขาสัญญาว่าจะทำแต่ไม่ทำ หรือกลับซ้ำเติมให้เลวร้ายลงไป
หรือเราอาจพิจารณาสาระสำคัญเชิงสถาบันว่าเป็นเรื่องการทหาร การประมง รัฐสภา การศาล สวัสดิการประกันสังคม การต่างประเทศ สิทธิมนุษยชน ฯลฯ
แต่ข้อสังเกตที่อยากชวนให้คิดแต่ไม่เกี่ยวกับความสำเร็จล้มเหลวของรัฐบาลหรือพรรคใดเลย และไม่ใช่ปัญหาเฉพาะสถาบันหนึ่งๆ ของรัฐหรือสังคม แต่เป็นปัญหาหนักกว่านั้นที่เราท่านมักมองข้าม
ข้อสังเกตสองประการได้แก่
หนึ่ง ทุกกรณีที่กล่าวมาข้างต้นล้วนเป็นปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการใช้และกำกับอำนาจหรือ “การอภิบาล (governance)” ว่าใช้อำนาจอย่างไรจึงจะถูกต้องเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ไม่ใช่เพื่อส่วนตนและพรรคหรือพวกของตน และจะจัดการอย่างไรเมื่อเกิดความผิดพลาดในกระบวนการ
ทุกกรณีสะท้อนว่ารัฐมีส่วนทำให้การอภิบาลของสถาบันทางสังคมและการเมืองแย่ลงไปอีก (ทั้งๆ ที่เดิมก็ไม่ดีสักเท่าไหร่) จนการใช้อำนาจเป็นไปตามความปรารถนาหรือผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ ของนายทุนผูกขาด และของอภิสิทธิ์ชนนานาประเภท
ร้ายกว่านั้นคือแทบทุกกรณีมีการปกป้องคนและการกระทำที่ผิด
สอง แย่ลงอย่างไร? คือหวนกลับไปใช้ระบบอภิบาลและกระบวนการที่ตกทอดมาแต่โบราณ แทนที่จะเดินหน้าทำให้คุณภาพดีขึ้นตามมาตรฐานอารยประเทศ กลับทำให้ถอยหลังล้าสมัยยิ่งกว่าเดิม
การอภิบาลสมัยใหม่ที่ได้มาตรฐานและพึงปรารถนา กับ มรดกตกทอดของการอภิบาลแบบโบราณ ต่างกันตรงไหน?
การอภิบาลสมัยใหม่เป็นของสาธารณะ ทุกคนสามารถเข้าถึงและเป็นเจ้าของได้เท่าเทียมกัน ไม่ใช่ให้อภิสิทธิ์ชนคนไหนกลุ่มไหน ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอาวุธ ผู้มีเงิน หรือผู้มีบารมีเอาไปใช้เพื่อตนเอง หัวใจของการอภิบาลอยู่ที่กระบวนการที่ยุติธรรม น่าเชื่อถือ สมเหตุสมผล มีประสิทธิภาพ และไม่แคร์หน้าอินทร์หน้าพรหม
การอภิบาลแบบนี้ไม่ขึ้นกับตัวบุคคล (impersonal) กระบวนการและกฎหมายเป็นใหญ่กว่าบุคคล (ที่เชื่อกันว่าดี)
ต่างลิบลับกับการอภิบาลแบบเก่าซึ่งผู้มีบารมีนำไปใช้ตามอำเภอใจหรือรับใช้ผลประโยชน์ของตนได้อย่างถูกกฎหมาย (จึงไม่ถือเป็นการฉ้อฉลคอร์รัปชั่น)
เพราะการอภิบาลแบบโบราณมีรากฐานขั้นปฐมที่สุดมาจากระบอบมาเฟีย ซึ่งอิงตัวบุคคลผู้ใช้อำนาจดิบ เช่น แข็งแรงกว่าหรือมีพรรคพวกใช้กำลังมากกว่า ระบอบมาเฟียเป็นฐานของรัฐแบบชนเผ่า พัฒนาเรื่อยมาจนสร้างความชอบธรรมด้วยความเชื่อ (แทนการใช้แต่กำลัง) ด้วยการอ้างว่าตนเป็นผู้วิเศษหรือศักดิ์สิทธิ์กว่าใคร จากความเชื่อท้องถิ่นสู่ความเชื่อศาสนาที่สูงส่งกว่าและเป็นสากลกว่า
รัฐศักดินาเป็นพัฒนาการขั้นสูงสุดของการอภิบาลที่งอกเงยมาจากระบอบมาเฟีย
การอภิบาลแบบศักดินาอิงกับความดีของผู้ใช้อำนาจ หรือเป็นแบบ personal กฎหมายและกระบวนการใช้อำนาจ (ระเบียบกฎเกณฑ์ทั้งหลายของสถาบันและองค์กรทุกระดับ) สนองรองรับการอภิบาลแบบนี้
อาศัยพระเดชพระคุณและความภักดีระหว่างผู้มีอำนาจตามลำดับชั้นจากบนลงล่างหรือเรียกภาษาสมัยใหม่ก็คือ “เส้นสาย” และอาศัยการสร้าง/ตอบแทนบุญคุณระหว่างคนระดับต่างๆ กันจากบนลงมาจนถึงชาวบ้านหรือ “อุปถัมภ์” นั่นเอง
การอภิบาลแบบสมัยใหม่ (ในทางทฤษฎี) เป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ เพราะกฎเกณฑ์ กฎหมายและกระบวนการอยู่บนหลักการที่ไม่ยอมให้มีอภิสิทธิ์ชนใช้อำนาจตามอำเภอใจ
แต่สังคมไทยเปลี่ยนผ่านสู่สมัยใหม่แบบครึ่งๆ กลางๆ ใหม่กับเก่าประนีประนอม ปะทะประสาน ชักเย่อกันไปมาในทุกด้าน ไม่ว่าวัฒนธรรม ความเชื่อ การปรับเปลี่ยนของสถาบันทางสังคมและการเมืองทุกสถาบัน รวมทั้งการอภิบาลด้วย
มรดกตกทอดของการอภิบาลแบบเก่าในปัจจุบันเช่นนี้เองจึงต้องคาดหวังให้มี “คนดี” (หรือคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่) ซื่อสัตย์ จริงใจ มีศีลธรรมเป็นผู้ครองอำนาจ
“ธรรมาภิบาล” (ธรรม + อภิบาล) ที่ท่องสวดกันราวเป็นคาถาแท้ที่จริงคือเส้นสายและระบบอุปถัมภ์ หรือ “ดีล” ยุ่บยั่บไปหมดทุกสถาบันทางสังคมและการเมือง
แต่ผู้มีบารมีสมัยใหม่ได้อำนาจโดยอาวุธ ทรัพย์ หรืออิทธิพลของเครือข่ายอุปถัมภ์ เขาไม่เกรงกลัวต่อบาปและไม่มีหิริโอตตัปปะกำกับควบคุมการใช้อำนาจอย่างในสมัยเก่าอีกแล้ว
ทุกกรณีที่กล่าวมาแต่ต้นจึงสะท้อนปัญหาใหญ่โตกว่ารัฐบาลชุดหนึ่งๆ ใหญ่โตกว่ากาลปัจจุบัน
การอภิบาลที่เละเทะ ย่อมมีผลมหาศาลต่ออนาคตของสังคมไทย
คนมีอำนาจของรัฐไทยและรัฐบาลคงไม่แคร์เพราะคิดสั้นๆ แค่รักษาอำนาจของตนในวันนี้
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เละ… | ธงชัย วินิจจะกูล
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com