โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เละ... | ธงชัย วินิจจะกูล

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 17 เม.ย. 2568 เวลา 05.27 น. • เผยแพร่ 29 มี.ค. 2568 เวลา 01.00 น.

บทความพิเศษ | ธงชัย วินิจจะกูล

เละ…

กรุณาเลือกท่อนหลังของหัวข้อข้างบนเอาเองตามแต่ถูกใจนะครับ

ผมเลือกไม่ถูกระหว่าง…จนพูดไม่ออก…อย่างเหลือเชื่อ…จนสิ้นหวัง

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีแต่ข่าวที่ชวนสิ้นหวังมากมายเหลือเกินประดังเข้ามาจนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหดหู่…จนพูดไม่ออก

การส่งผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ให้แก่รัฐบาลจีนโดยไม่แยแสต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แคร์อย่างเดียวคือรัฐบาลจีน ที่น่าสลดคือมีการปิดบังข้อมูล โกหกประชาชน จนกระทั่งถูกแฉหมดเปลือกจึงยอมรับตามที่ผู้วิจารณ์ว่ามาแทบทั้งหมด แม้แต่นักแบกที่ขานรับรัฐบาลเป็นนกแก้วนกขุนทอง ลงท้ายยังเงิบหน้าแตก

ปิดท้ายด้วยการเป็นเครื่องมือให้รัฐบาลจีนโฆษณาชวนเชื่อตบตาโลก รวมทั้งคนไทย

การเอาเงินกองทุนประกันสังคมไปใช้จ่ายอย่างน่าสงสัย ทุจริตหรือไม่ ซึ่งจนป่านนี้ก็ไม่มีการแถลงออกมาอย่างน่าพอใจว่ากระบวนการตัดสินใจเป็นอย่างไร เหตุผลอะไร มีแต่คำแก้ตัวตามสูตรว่า “ทำตามกฎหมาย” แล้ว

แถมจนป่านนี้ยังไม่ปรากฏว่ารัฐบาลจริงจังกับการตรวจสอบปัญหานี้

ก่อนหน้านั้นการจัดการกับคอลเซ็นเตอร์มิจฉาชีพ ตอกย้ำว่ารัฐบาลนี้จะลงมือต่อเมื่อถูกด่า ถูกเปิดโปงเสียก่อน (นึกถึงระบอบ ปย.กันมั้ย) รัฐบาลเริ่มด้วยการแก้ตัวปัดปัญหาว่าตัดไม่ได้บ้าง ไม่รู้ข้อมูลบ้าง แต่ลงท้ายทำตามที่ฝ่ายค้านเสนอแทบทุกขั้นตอน ต่างเพียงขั้นสุดท้ายซึ่งให้อภิสิทธิ์แก่รัฐบาลจีนเข้ามารับพลเมืองจีนกลับไปโดยข้ามกระบวนการสืบสวนว่าใครเป็นเหยื่อ ใครเป็นอาชญากร

ก่อนหน้านั้นอีกกรณีปลาหมอของคางดำ ดูจะรีบจบง่ายเหลือเกินโดยไม่มีใครต้องรับผิด หาไม่เจอว่าใครเป็นคนนำเข้า แต่มีชาวประมงรายย่อยรับเคราะห์จำนวนมาก ลงท้ายด้วยพิธีกรรมเลือดเย็นที่นายกฯ ไม่แยแสผู้เดือดร้อนที่มาขอพบในเวลาเดียวกับที่ให้เวลารับช่อดอกไม้จากนักธุรกิจประมงพันล้าน

เมื่อฝุ่นมลพิษในกรุงเทพฯ สูงจนอันตราย รัฐบาลที่กรุงเทพฯ ให้นั่งรถสาธารณะในกรุงฟรี ซื้อเวลาให้อากาศมันดีขึ้น เมื่อฝุ่นมลพิษในจังหวัดและภูมิภาคอื่นสูงจนอันตราย รัฐบาลประเทศไทยหายตัว

ทหารไม่ต้องขึ้นศาลอาญา เป็นอภิสิทธิ์ทางกฎหมายอย่างถาวร ไม่ใช่ในภาวะฉุกเฉินหรือเผชิญภัยความมั่นคงแต่อย่างใด เท่ากับยกทหารเป็นอภิสิทธิ์ชนอีกกลุ่มนอกเหนือจากอภิสิทธิ์ชนชั้นสูงที่เป็นมรดกของระบอบศักดินาแล้ว ครั้งนี้ยืนยันว่ากองทัพเป็นส่วนหนึ่งของศักดินาในยุคสมัยใหม่นั่นเอง

ที่สำคัญอภิสิทธิ์เช่นนี้ละเมิดหลักกฎหมายขั้นพื้นฐาน

การถกเถียงว่าจะลงประชามติกี่ครั้งจึงจะแก้รัฐธรรมนูญได้ ลงท้ายรัฐสภาก็แสดงอย่างชัดแจ้งว่าไม่ปรารถนาให้ระบบรัฐสภาเข้มแข็งน่านับถือ สภาแบบนี้แหละที่ทำให้ฝ่ายบริหารไม่ต้องสนใจมาตอบญัตติ

สภาที่ไม่มีทั้งความกล้าหาญ ศักดิ์ศรีและความน่าเชื่อถือ ทำให้ประชาธิปไตยแบบรัฐสภาอ่อนแอ

ความชุลมุนเรื่องญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ จนกระทั่งประธานสภาต้องพลีชีพทางการเมืองทำลายความน่าเชื่อถือของตัวเองเพื่อสนองต่อผู้มีบารมีสูงกว่ารัฐสภา แต่สิ่งที่ถูกบ่อนเซาะยิ่งกว่าสถาบันประธานสภาคือหลักเกณฑ์ที่สมเหตุสมผลของกฎระเบียบและกระบวนการทางรัฐสภาทั้งหมด มิหนำซ้ำ ส.ส.พรรครัฐบาลยังช่วยกันทำให้กระบวนการทางรัฐสภาเป็นเรื่องตลกที่น่าสมเพชอีกด้วย

ยังมีความผิดปกติอีกหลายประการบ้านเมืองนี้ดำเนินอยู่ตลอดเวลาควบคู่กันไป ทั้งที่รัฐบาลโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยก็รู้อยู่เพราะเคยเป็นประเด็นหาเสียงด้วย แต่ครั้นได้อำนาจกลับใส่เกียร์ว่างไม่ทำใดๆ ทั้งสิ้น

ไม่สนใจปัญหานักโทษการเมือง ไม่ทำอะไรให้พวกเขาได้ประกันตัว ไม่แยแสแม้กระทั่งสภาพในคุก รวมทั้งการรักษาพยาบาล การใส่กุญแจข้อเท้า (ตรวน) ช่างแตกต่างจากอภิสิทธิ์ชนที่ไม่ต้องติดคุกแม้แต่วันเดียว

ไม่สนใจผลักดันการปฏิรูปกองทัพ ลดการเกณฑ์ทหาร ลดจำนวนนายพล ไม่จัดการอภิสิทธิ์ทั้งหลายของทหาร แม้กระทั่งการใช้ภาษีของประชาชนไปทำมาหากินเป็นธุรกิจระดับหมื่นแสนล้าน แถมช่วยปกป้องอภิสิทธิ์อีกสารพัด เช่น ในทางกฎหมายและทางศาล

กระบวนการคัดสรร ส.ว.อันอื้อฉาวอย่างเห็นกันโต้งๆ แต่มีอำนาจล้นเหลือเพื่อรักษามรดกของระบอบรัฐประหารและรัฐอำมาตย์ไว้

กรณีต่างๆ ที่กล่าวมา เราอาจวิเคราะห์ในแง่การเมืองก็ได้ คือดูว่ากรณีไหนบ้างที่รัฐบาลโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยมีส่วนช่วยทำให้แย่ลง

กรณีใดบ้างที่พวกเขาปล่อยให้มันแย่ลงด้วยการไม่ทำอะไรเลย

กรณีใดบ้างที่เขาสัญญาว่าจะทำแต่ไม่ทำ หรือกลับซ้ำเติมให้เลวร้ายลงไป

หรือเราอาจพิจารณาสาระสำคัญเชิงสถาบันว่าเป็นเรื่องการทหาร การประมง รัฐสภา การศาล สวัสดิการประกันสังคม การต่างประเทศ สิทธิมนุษยชน ฯลฯ

แต่ข้อสังเกตที่อยากชวนให้คิดแต่ไม่เกี่ยวกับความสำเร็จล้มเหลวของรัฐบาลหรือพรรคใดเลย และไม่ใช่ปัญหาเฉพาะสถาบันหนึ่งๆ ของรัฐหรือสังคม แต่เป็นปัญหาหนักกว่านั้นที่เราท่านมักมองข้าม

ข้อสังเกตสองประการได้แก่

หนึ่ง ทุกกรณีที่กล่าวมาข้างต้นล้วนเป็นปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการใช้และกำกับอำนาจหรือ “การอภิบาล (governance)” ว่าใช้อำนาจอย่างไรจึงจะถูกต้องเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ไม่ใช่เพื่อส่วนตนและพรรคหรือพวกของตน และจะจัดการอย่างไรเมื่อเกิดความผิดพลาดในกระบวนการ

ทุกกรณีสะท้อนว่ารัฐมีส่วนทำให้การอภิบาลของสถาบันทางสังคมและการเมืองแย่ลงไปอีก (ทั้งๆ ที่เดิมก็ไม่ดีสักเท่าไหร่) จนการใช้อำนาจเป็นไปตามความปรารถนาหรือผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ ของนายทุนผูกขาด และของอภิสิทธิ์ชนนานาประเภท

ร้ายกว่านั้นคือแทบทุกกรณีมีการปกป้องคนและการกระทำที่ผิด

สอง แย่ลงอย่างไร? คือหวนกลับไปใช้ระบบอภิบาลและกระบวนการที่ตกทอดมาแต่โบราณ แทนที่จะเดินหน้าทำให้คุณภาพดีขึ้นตามมาตรฐานอารยประเทศ กลับทำให้ถอยหลังล้าสมัยยิ่งกว่าเดิม

การอภิบาลสมัยใหม่ที่ได้มาตรฐานและพึงปรารถนา กับ มรดกตกทอดของการอภิบาลแบบโบราณ ต่างกันตรงไหน?

การอภิบาลสมัยใหม่เป็นของสาธารณะ ทุกคนสามารถเข้าถึงและเป็นเจ้าของได้เท่าเทียมกัน ไม่ใช่ให้อภิสิทธิ์ชนคนไหนกลุ่มไหน ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอาวุธ ผู้มีเงิน หรือผู้มีบารมีเอาไปใช้เพื่อตนเอง หัวใจของการอภิบาลอยู่ที่กระบวนการที่ยุติธรรม น่าเชื่อถือ สมเหตุสมผล มีประสิทธิภาพ และไม่แคร์หน้าอินทร์หน้าพรหม

การอภิบาลแบบนี้ไม่ขึ้นกับตัวบุคคล (impersonal) กระบวนการและกฎหมายเป็นใหญ่กว่าบุคคล (ที่เชื่อกันว่าดี)

ต่างลิบลับกับการอภิบาลแบบเก่าซึ่งผู้มีบารมีนำไปใช้ตามอำเภอใจหรือรับใช้ผลประโยชน์ของตนได้อย่างถูกกฎหมาย (จึงไม่ถือเป็นการฉ้อฉลคอร์รัปชั่น)

เพราะการอภิบาลแบบโบราณมีรากฐานขั้นปฐมที่สุดมาจากระบอบมาเฟีย ซึ่งอิงตัวบุคคลผู้ใช้อำนาจดิบ เช่น แข็งแรงกว่าหรือมีพรรคพวกใช้กำลังมากกว่า ระบอบมาเฟียเป็นฐานของรัฐแบบชนเผ่า พัฒนาเรื่อยมาจนสร้างความชอบธรรมด้วยความเชื่อ (แทนการใช้แต่กำลัง) ด้วยการอ้างว่าตนเป็นผู้วิเศษหรือศักดิ์สิทธิ์กว่าใคร จากความเชื่อท้องถิ่นสู่ความเชื่อศาสนาที่สูงส่งกว่าและเป็นสากลกว่า

รัฐศักดินาเป็นพัฒนาการขั้นสูงสุดของการอภิบาลที่งอกเงยมาจากระบอบมาเฟีย

การอภิบาลแบบศักดินาอิงกับความดีของผู้ใช้อำนาจ หรือเป็นแบบ personal กฎหมายและกระบวนการใช้อำนาจ (ระเบียบกฎเกณฑ์ทั้งหลายของสถาบันและองค์กรทุกระดับ) สนองรองรับการอภิบาลแบบนี้

อาศัยพระเดชพระคุณและความภักดีระหว่างผู้มีอำนาจตามลำดับชั้นจากบนลงล่างหรือเรียกภาษาสมัยใหม่ก็คือ “เส้นสาย” และอาศัยการสร้าง/ตอบแทนบุญคุณระหว่างคนระดับต่างๆ กันจากบนลงมาจนถึงชาวบ้านหรือ “อุปถัมภ์” นั่นเอง

การอภิบาลแบบสมัยใหม่ (ในทางทฤษฎี) เป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ เพราะกฎเกณฑ์ กฎหมายและกระบวนการอยู่บนหลักการที่ไม่ยอมให้มีอภิสิทธิ์ชนใช้อำนาจตามอำเภอใจ

แต่สังคมไทยเปลี่ยนผ่านสู่สมัยใหม่แบบครึ่งๆ กลางๆ ใหม่กับเก่าประนีประนอม ปะทะประสาน ชักเย่อกันไปมาในทุกด้าน ไม่ว่าวัฒนธรรม ความเชื่อ การปรับเปลี่ยนของสถาบันทางสังคมและการเมืองทุกสถาบัน รวมทั้งการอภิบาลด้วย

มรดกตกทอดของการอภิบาลแบบเก่าในปัจจุบันเช่นนี้เองจึงต้องคาดหวังให้มี “คนดี” (หรือคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่) ซื่อสัตย์ จริงใจ มีศีลธรรมเป็นผู้ครองอำนาจ

“ธรรมาภิบาล” (ธรรม + อภิบาล) ที่ท่องสวดกันราวเป็นคาถาแท้ที่จริงคือเส้นสายและระบบอุปถัมภ์ หรือ “ดีล” ยุ่บยั่บไปหมดทุกสถาบันทางสังคมและการเมือง

แต่ผู้มีบารมีสมัยใหม่ได้อำนาจโดยอาวุธ ทรัพย์ หรืออิทธิพลของเครือข่ายอุปถัมภ์ เขาไม่เกรงกลัวต่อบาปและไม่มีหิริโอตตัปปะกำกับควบคุมการใช้อำนาจอย่างในสมัยเก่าอีกแล้ว

ทุกกรณีที่กล่าวมาแต่ต้นจึงสะท้อนปัญหาใหญ่โตกว่ารัฐบาลชุดหนึ่งๆ ใหญ่โตกว่ากาลปัจจุบัน

การอภิบาลที่เละเทะ ย่อมมีผลมหาศาลต่ออนาคตของสังคมไทย

คนมีอำนาจของรัฐไทยและรัฐบาลคงไม่แคร์เพราะคิดสั้นๆ แค่รักษาอำนาจของตนในวันนี้

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เละ… | ธงชัย วินิจจะกูล

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...