โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่องระบบการศึกษาโอซาก้า (3): พื้นที่สนับสนุนการเลี้ยงเด็กและการเรียนรู้เด็กของญี่ปุ่น

The101.world

อัพเดต 17 ก.พ. 2568 เวลา 23.01 น. • เผยแพร่ 17 ก.พ. 2568 เวลา 17.02 น. • The 101 World

หลังจากที่เราเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ไปเมื่อวันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ก็อาจทำให้พอจะเปรียบเทียบกับการเมืองระดับท้องถิ่นของญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการบริหารบริการสาธารณะได้อยู่บ้าง เช่นเดียวกับที่เราไม่อาจมองแยกการดำเนินการของศูนย์เด็ก โรงเรียนอนุบาล โรงเรียนประถม โรงเรียนมัธยมต้น และโรงเรียนมัธยมปลาย กับ การทำงานในเชิงพื้นที่ ระบบการศึกษาญี่ปุ่นก็แยกไม่ออกจากการกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่น

ดังที่เคยกล่าวไปแล้วว่า ท้องถิ่นในญี่ปุ่นแบ่งเป็น 2 ชั้น นั่นคือ ‘จังหวัด’ ที่เทียบรูปแบบได้กับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และ ‘เมือง’ ในรูปแบบเทศบาลเมือง ผู้บริหารเหล่านี้ล้วนมาจากการเลือกตั้งของประชาชนในท้องถิ่น มิใช่ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอที่มาจากการแต่งตั้งโยกย้ายด้วยการปูนบำเหน็จหรือลงทัณฑ์ นอกจากนั้น นายก อบจ. และนายกเทศมนตรี ยังมีวาระการบริหารที่แน่นอนทำให้ผู้บริหารสามารถวางแผนระยะยาวให้กับท้องถิ่นได้ ต่างไปจากผู้ว่าฯ และนายอำเภอที่อาจถูกโยกย้ายภายในไม่กี่เดือนจากรัฐมนตรี

นอกจากที่กล่าวไปในตอนที่ 1 และ2 บทความตอนนี้จะกล่าวถึงสิ่งสนับสนุนการเลี้ยงเด็กและการเรียนรู้อื่นๆ ของเด็กๆ ในระดับเทศบาล เพราะการเรียนรู้มิได้จบลงที่ห้องเรียนหรือสถาบันการศึกษาอย่างเดียว และการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ในระดับพื้นที่ที่ไม่ใช่โรงเรียนก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ บทความนี้จะพาไปดูว่าญี่ปุ่นส่งเสริมการเรียนรู้กันอย่างไร โดยจะเล่าผ่านเทศบาลเมือง 2 แห่งในจังหวัดโอซาก้า คือ เมืองเซ็ตสึและเมืองมัตสึบะระ

เยือนเมืองเซ็ตสึ ชมศูนย์ให้การสนับสนุนการเลี้ยงลูก และศูนย์เยาวชน

คณะของผู้เขียนได้รับโอกาสให้ไปเยี่ยมชม ‘ศูนย์ให้การสนับสนุนการเลี้ยงลูกเทศบาลเมืองเซ็ตสึ’ ศูนย์ประเภทนี้สนับสนุนเด็กและครอบครัว ให้คำปรึกษา รวมถึงอบรมให้ความรู้ในเรื่องการดูแลเด็กตั้งแต่การตั้งครรภ์ และประเด็นที่เกี่ยวกับความต้องการของผู้ปกครอง ภายในศูนย์ฯ จะมีผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก ส่วนใหญ่มีใบรับรองครูศูนย์เด็ก มีมุมหนังสือและของเล่นที่ประชาชนสามารถมาใช้บริการได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ศูนย์ฯ แห่งนี้ยังเป็นที่พึ่งของพ่อแม่มือใหม่ด้วย เนื่องจากมีแนวคิดที่มองว่า ในยุคครอบครัวเดี่ยว พ่อแม่จำนวนมากไม่รู้วิธีที่จะเลี้ยงลูก เพราะในครอบครัวเดี่ยวมักขาดญาติผู้ใหญ่ที่จะส่งต่อองค์ความรู้ในการเลี้ยงเด็กเล็ก

ช่วงที่ผู้เขียนได้ไปเยี่ยมชม เป็นวันหยุดที่ศูนย์ฯ มีกิจกรรมพิเศษ คือ เป็นวันที่คุณพ่อจะพาลูกมาที่ศูนย์ฯ นี้เพื่อทำกิจกรรมร่วมกันโดยปราศจากคุณแม่ เนื่องจากมองว่าปกติแล้วคนเลี้ยงลูกและใช้เวลากับลูกคือคุณแม่ กิจกรรมนี้จึงเป็นการฝึกให้คุณพ่อได้มีโอกาสเรียนรู้และใช้เวลากับลูก และทำให้เขามีประสบการณ์อันจะทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจภรรยาที่ต้องเป็นคนเลี้ยงลูกเป็นหลัก กิจกรรมที่ได้เข้าร่วม เช่น คุณพ่อพาลูกฟังนิทาน ครูในศูนย์ฯ พาเล่นลังกระดาษที่คุณพ่อและลูกช่วยกันทำ บ้างก็เป็นบ้าน รถไฟ หรือสิ่งก่อสร้างอื่นๆ กลุ่มคุณพ่อนอกจากจะได้เรียนรู้เรื่องการเลี้ยงลูกแล้ว ยังมีโอกาสสร้างเพื่อนใหม่ที่เป็นคุณพ่อด้วยกัน คุณพ่อบางคนมีประสบการณ์เต็มเปี่ยม ก็เป็นตัวอย่างหรือพี่เลี้ยงให้กับคุณพ่อมือใหม่ หลายคนสานสัมพันธ์เป็นเพื่อนดื่มกันต่อไป

โครงสร้างพื้นฐานเพื่อช่วยการเลี้ยงลูกเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่เทศบาลเมืองได้จัดเตรียมไว้ให้กับลูกหลานชาวเมือง มีข้อมูลแสดงให้เห็นว่าเทศบาลเมืองเซ็ตสึมีศูนย์เด็กเล็กถึง 12 แห่ง ในขอบเขตของเทศบาลกว่า 14.87 ตร.กม.[1] (เปรียบเทียบกับเมืองระดับกลางอย่าง เทศบาลนครลำปาง 22.17 ตร.กม. มีศูนย์เด็กเล็กเพียง 2 แห่ง[2])

อีกแห่งที่ไปเยี่ยมชมก็คือ ‘ศูนย์เด็กและเยาวชน’ ซึ่งเป็นพื้นที่ให้กับเด็กตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงเด็กระดับประถม ถือเป็นศูนย์สนับสนุนการเลี้ยงเด็กแบบหนึ่ง เพราะเป็นที่อยู่ที่พักหลังเลิกเรียนสำหรับเด็กที่ผู้ปกครองไม่อยู่บ้าน ออกแบบมาเป็นพื้นที่ปลอดภัยและสนับสนุนให้เด็กๆ เหล่านั้นทำกิจกรรมต่างๆ

ศูนย์เยาวชนของเทศบาลเมืองเซ็ตสึที่คณะได้ไปเยี่ยมชมนั้นสร้างออกมาเป็นอาคารรูปทรงคล้ายอาคารสวนสนุกที่เลียนแบบคฤหาสน์ในยุโรป โอบล้อมด้วยลานเปิดโล่งและสนามเด็กเล่น ส่วนพื้นที่ภายใน เมื่อแรกเข้าไปก็จะพบกับห้องโถงที่มีจุดวางกระบอกน้ำ ชั้นวางจักรยานล้อเดียวที่เป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ กลางโถงจะมีโต๊ะปิงปองที่เชื้อเชิญให้เด็กๆ มาเล่น เขาเล่าว่าถ้าเด็กมาคนเดียว เจ้าหน้าที่ก็จะมาเล่นเป็นเพื่อน ด้านข้างมีห้องเปิดโล่งหลังคาสูงประมาณอาคาร 2 ชั้นในลักษณะโรงยิมหรือห้องเอนกประสงค์ มีแป้นบาสเก็ตบอลและเวทีที่สามารถจัดการแสดงและมีกิจกรรมต่างๆ ได้ ห้องด้านหลังก็มีส่วนที่เป็นห้อง workshop และห้องเก็บอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีตั้งแต่ลังกระดาษ สี ไปจนถึงเครื่องดนตรี เพื่อตอบสนองกับกิจกรรมของเด็กๆ นั่นเอง

ชั้นสองของศูนย์ฯ มีบอร์ดที่แสดงถึงระดับของผู้สอบผ่านการเล่น ‘เคนดามะ’ (ของเล่นที่ใช้ทักษะมือ มีรูปทรงไม้กางเขน ใช้เล่นกับลูกบอลขนาดเล็ก) ระดับประเทศ ซึ่งแบ่งเป็น 20 ระดับ แสดงให้เห็นถึงความจริงจังของการสอนและแข่งขันเกมนี้ วันที่เราไปเยี่ยมชม มีกลุ่มเด็กผู้หญิงที่กำลังช่วยกันเขียนบทละครเพื่อเตรียมแสดงให้ผู้ชมในชุมชนได้ชมกันในช่วงคริสต์มาส พวกเธอเลือกเรื่อง ‘โตโตโร่’ นอกจากเขียนบทแล้ว ยังเห็นการจัดทำเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์ประกอบฉากที่วางอยู่ในห้อง workshop ชั้นล่างอีกด้วย

บนชั้นสองยังมีห้องสมุดที่มีทั้งการ์ตูนและสารานุกรมความรู้ ดังที่กล่าวไปแล้วว่าสังคมญี่ปุ่นนั้นให้ความสำคัญกับการอ่านอย่างมาก ในแทบทุกแหล่งการเรียนรู้จะต้องมีห้องสมุด หรือมุมหนังสือใหญ่น้อยตามแต่พื้นที่และทรัพยากรของแต่ละหน่วยงานจะเอื้ออำนวย

ศูนย์เยาวชนอยู่ภายใต้องค์กรเอกชนอย่าง Social Welfare Corporation Settsu Yuwakai ซึ่งได้สร้างพื้นที่กิจกรรมให้กับเด็กๆ โดยมีแนวคิดว่าจะเป็นพื้นที่ที่เอื้อให้กับกิจกรรมของทั้งพ่อแม่และเด็ก, เด็ก และชุมชน โดยมุ่งหวังจะสร้างสภาพแวดล้อมที่ต่างจากโรงเรียนและบ้าน เพื่อสนับสนุนความเป็นอิสระของเด็กและพัฒนาความเป็นตัวเอง และยังสนับสนุนครอบครัวให้สามารถเลี้ยงดูเด็กๆ โดยการสร้างสภาพแวดล้อมให้ผู้ปกครองไม่รู้สึกว่าตนอยู่ตัวคนเดียว มีการพัฒนากิจกรรมกลุ่มที่เด็กจะสามารถเป็นผู้นำในการสร้างกิจกรรมต่างๆ และส่งเสริมกิจกรรมท้องถิ่น นักศึกษามหาวิทยาลัยในท้องถิ่น รวมไปถึงคนรุ่นก่อนที่เคยเป็นเด็กในชุมชนมาก่อนเข้ามาเป็นอาสาสมัครในกิจกรรมต่างๆ[3]

ห้องสมุดเมืองมัตสึบะระ จังหวัดโอซาก้า: พลังของเทศบาล

เราได้กล่าวถึงโรงเรียนระดับประถมและมัธยมต้นที่สังกัดเทศบาลเมืองมัตสึบะระซึ่งฉายภาพส่วนหนึ่งของการกระจายอำนาจไปแล้ว พลังของการกระจายอำนาจมาที่ประชาชนยังอาจสะท้อนได้จากรูปภาพในสำนักงานเทศบาลเมืองมัตสึบาระที่นำภาพการปฏิวัติฝรั่งเศสที่ชื่อ ‘La Liberte guidant le peuple’ ของยูจีน เดอลาครัวซ์ มาติดตั้งอยู่กลางโถงใหญ่ สอดคล้องกับฐานเสียงฝ่ายซ้ายในแถบโอซาก้าไปด้วย

ในส่วนนี้จะกล่าวถึงห้องสมุดของเทศบาลเมืองมัตสึบะระ ‘ห้องสมุด’ ถือว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาที่มีส่วนสำคัญต่อการสร้างสังคมรักการอ่าน ห้องสมุดเทศบาลนี้มีชื่อภาษาอังกฤษว่า ‘Matsubara Civic Library’ เป็นห้องสมุดที่สร้างขึ้นเมื่อปี 2020 ออกแบบโดย Maru Architect ก่อนหน้านี้ห้องสมุดหลังเดิมเคยมีโดมสำหรับติดตั้งกล้องโทรทรรศน์อยู่ด้วย แต่เก่าและโทรมมากจนต้องสร้างหลังใหม่ขึ้นมา อาคารห้องสมุดถูกสร้างโดยการออกแบบให้มีน้ำล้อมอยู่ด้านหลัง ตัวอาคารมีลักษณะคล้ายเนินเขา ล้อกับสุสานหลวงของจักรพรรดิหลายคนที่สร้างอยู่ในแถบนี้ไปด้วย แต่ความน่าสนใจของห้องสมุดนี้คือ ระบบของห้องสมุดที่ทำงานกับเมืองและผู้คนในเทศบาลแห่งนี้ ความจุของห้องสมุดแห่งนี้มีหนังสือมากถึง 300,000 เล่ม เป็นหนังสือเด็ก 40,000 เล่ม ที่รวมมังงะทั้งหลายด้วย ขณะที่หนังสือทั่วไปมีจำนวน 80,000 เล่ม และหนังสือที่จัดเก็บไว้ในห้องเก็บอีก 180,000 เล่ม หนังสือพิมพ์และวารสารกว่า 200 ปก

ทรัพยากรเช่นนี้เปิดกว้างให้คนมายืมอย่างมาก ชาวเมืองมีโควตายืมได้คนละ 30 เล่ม ยืมได้นานถึง 2 สัปดาห์ หากอยากยืมต่อแล้วยังไม่มีใครจองคิวยืมก็ต่อได้อีก 2 สัปดาห์ ที่สำคัญ ห้องสมุดเทศบาลยังทำงานกับโรงเรียนด้วย โดยให้โควตาโรงเรียนยืมได้ 500 เล่มต่อระดับชั้นเป็นเวลา 6 เดือน ถ้าครูพานักเรียนมา นักเรียนจะยืมได้อีกคนละ 2 เล่ม โดยยืม-คืนเทอมละ 1 ครั้งไปเลย จะเห็นว่าห้องสมุดทำงานสนับสนุนโรงเรียนอย่างจริงจัง ทำให้โรงเรียนไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมหาศาลซื้อหนังสือไว้ (แต่ก็มิใช่ว่าโรงเรียนจะไม่มีห้องสมุดหรือมุมอ่านหนังสือ)

ในรอบปี มีหนังสือถูกยืมไปกว่า 100,000-120,000 เล่ม ในหนึ่งเดือนจะมีโควตาซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดประมาณ 900 เล่ม เจ้าหน้าที่ห้องสมุดจะมีจำนวน 30 คน มีการคาดการณ์ว่าในรอบปี 2567 จะมีผู้เข้าใช้งานแตะระดับ 1 ล้านคน อนึ่ง เทศบาลเมืองมัตสึบาระ ที่ถือว่าเป็นเทศบาลขนาดเล็ก มีจำนวนประชากรราว 120,000 คน ดังนั้น สถิติการใช้งานห้องสมุดและการยืมหนังสือจึงสะท้อนให้เห็นถึงความคึกคักของการอ่านได้เป็นอย่างดี ห้องสมุดยังมีอาสาสมัครมาช่วยอ่านนิทานให้เด็กๆ ฟัง หรือทำหนังสืออักษรเบรลล์ให้คนตาบอดด้วย นี่คือตัวอย่างหนึ่งจากห้องสมุดทั้งหมด 5 แห่งของเทศบาลเมืองมัตสึบะระ

กลไกแบบนี้นอกจากจะส่งเสริมให้เด็กรักการอ่านแล้ว ยังทำให้อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์มีความต้องการหนังสืออย่างมหาศาลจากห้องสมุดเช่นนี้รองรับอยู่ด้วย

จากห้องสมุดสู่นิตยสารเด็ก และของเล่นเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้

ผู้เขียนขอออกนอกเรื่องไปกล่าวถึงนิตยสารเด็กเสียหน่อย รายการ ‘ดูให้รู้’ [4] ได้พาผู้ชมไปเยี่ยมสำนักพิมพ์ Shogakukan สำนักพิมพ์นี้ก่อตั้งเมื่อปี 2465 ด้วยการออกนิตยสารด้านการศึกษาที่มีเป้าหมายเป็นเด็กระดับประถม ต่อมาในปัจจุบันได้ขยายไปสู่ขอบเขตที่หลากหลายมากขึ้น มีทั้งหนังสือภาพ หนังสือคู่มือเน้นภาพประกอบ พจนานุกรม สารานุกรม มังงะ วรรณกรรม หนังสืออ้างอิง และอื่นๆ ในปี 2566 มียอดขาย 108,700 ล้านเยน หรือราว 24,000 ล้านบาท[5] ผลงานของสำนักพิมพ์นี้ที่คนไทยรู้จักกันดีคือ มังงะยอดนิยมเรื่อง ‘โดราเอมอน’ และ ‘โคนัน’

นิตยสารสำหรับเด็กระดับชั้น ป.1 มีชื่อว่า Shōgaku Ichinensei มุ่งเน้นให้เด็กรู้ว่าการอ่านหนังสือเป็นเรื่องสนุก เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กรักการอ่าน โดยเนื้อหาจะต้องสัมพันธ์กับกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียน แต่อันที่จริงแล้ว ญี่ปุ่นเริ่มผลิตนิตยสารให้กับเด็ก ป.5 ก่อนเพื่อเตรียมพร้อมในการสอบเข้าโรงเรียนในระดับที่สูงขึ้น ตามมาด้วยชั้น ป.6 สำหรับเด็กระดับชั้น ป.1 นั้นมาทีหลังสุด

อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้นิตยสารของชั้นอื่นไม่เหลือแล้ว ด้วยผลกระทบจากการเข้าถึงสื่อออนไลน์ได้มากขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งประชากรเด็กน้อยลง แต่ที่ยังยืนหยัดผลิตสำหรับเด็ก ป.1 อยู่ก็เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเด็กๆ ที่กำลังจะเปลี่ยนสถานที่จากโรงเรียนอนุบาลหรือศูนย์เด็กไปสู่โรงเรียนระดับประถมศึกษา ซึ่งเด็กๆ อาจจะยังกลัวอยู่ นิตยสารเชื่อว่าจะช่วยเปิดโลกและทำให้เด็กๆ คลายความกังวลหรือความกลัวและแทนที่ด้วยความสนุกสนานแทน

นิตยสารนี้ ประกอบด้วยความรู้และการสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต มีทั้งบทอ่าน เกม และแบบฝึกอยู่ภายใน ที่สำคัญคือมีของแถมเป็นของเล่นเสริมการเรียนรู้ของเด็กๆ อีกด้วย เช่น ของแถมเป็นตู้หยอดเหรียญ ส่วนใหญ่เป็นของเล่นที่เป็น ‘ตัวต่อกระดาษ’ ที่พ่อแม่จะร่วมกันต่อ

ฉบับที่ขายดีทุกวันนี้จะสัมพันธ์กับช่วงเวลาต่างๆ เช่น ฉบับต้อนรับเปิดเทอมขายได้มากถึง 156,000 เล่ม แต่ในยุคที่ ‘พีก’ เช่นในปี 2516 มียอดขายถึง 1.28 ล้านเล่ม เพราะช่วงนั้นมีอัตราเด็กเกิดใหม่สูง ราคาขายฉบับปัจจุบันอยู่ที่ 1,200 เยน แต่ฉบับที่มีของพิเศษจะอยู่ที่ราคา 2,000 เยน ซึ่งมักจะเป็นโอกาสพิเศษอย่างเช่นต้อนรับเปิดเทอม

นิตยสารเด็กจึงเป็นสื่อสำคัญที่ช่วยสร้างชุมชนการอ่านในหมู่เด็กและเยาวชนได้อย่างดี มิตินี้ได้แสดงให้เห็นถึงตลาดของหนังสือเด็กที่สนับสนุนการเรียนรู้ โดยอยู่ในความสัมพันธ์เชิงการค้าที่เป็นตัวป้อนเข้าไปในบ้านของเด็กๆ และห้องสมุดที่มีอยู่ทั่วไป

‘อาสาสมัคร’ พลังของคนในชุมชน พลังแฝงในการดูแลและอุ้มชูเด็กๆ และเยาวชน

ไม่เพียงพลังขององค์กรส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่ยังมีอาสาสมัครที่เข้ามาช่วยเหลือในหลากหลายกิจกรรม ส่วนหนึ่งคือผู้สูงอายุ ไม่น้อยก็คือสมาชิกในชุมชนที่ยังมีความผูกพัน ซึ่งได้แบ่งปันแรงกาย ความคิด และด้านอื่นๆ ที่พอจะสนับสนุนกันได้ เราจะเห็นอาสาสมัครเข้ามาช่วยในห้องสมุดเด็กหรือห้องสมุดทั่วไปผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การเล่านิทานเด็ก การเป็นวิทยากรกิจกรรมต่างๆ ยังไม่ต้องนับว่า องค์กรเอกชนจำนวนไม่น้อยมีภารกิจสนับสนุนเด็กและเยาวชนโดยมีรากฐานมาอย่างยาวนานหลายสิบปี

การช่วยเหลือดูแลเด็กและผู้ปกครองเป็นเรื่องสำคัญ เช่นเดียวกับการรณรงค์เรื่องสิทธิของเด็กเพื่อลดความรุนแรงต่อเด็กในครอบครัวก็ยังเป็นงานหนักที่เหล่าอาสาสมัคร สหภาพแรงงานครู และผู้คนจำนวนหนึ่งยังคงให้ความสำคัญ

สำนวนที่ว่า “เลี้ยงเด็กหนึ่งคน ต้องใช้คนทั้งหมู่บ้าน” [6] จึงไม่ได้ห่างไกลเกินความจริงเลย เมื่อเทียบกับข้อมูลที่ได้มาเมื่อได้มาเยือนโอซาก้า

[1] City Settsu, Osaka. “City Profile”. Retrieved 10 February 2025 from https://www-city-settsu-osaka-jp.translate.goog/shisei/shoukai/profile/9867.html?x_tr_sl=ja&x_tr_tl=en&_x_tr_hl=ja

[2] กองยุทธศาสตร์และงบประมาณ, เทศบาลนครลำปาง, แผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ.2566-2571) (ม.ป.ท. , ม.ป.ป.), หน้า 1-1 และ 1-15

[3] Settsu City No. 1 Children’s Center. “Features and Policies”. Retrieved 10 February 2025 from https://settsu–jidoucenter-org.translate.goog/about/tokutyou/?x_tr_sl=auto&x_tr_tl=en&x_tr_hl=th&x_tr_pto=wapp

[4] Thai PBS. “เด็กญี่ปุ่นฉลาดได้ด้วยของเล่นแถมฟรี ร้อยปีสร้างชาติไม่เกินจริง | ดูให้รู้ Dohiru [CC]”. สืบค้นเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2568 จาก https://www.youtube.com/watch?v=ct_wzCijYUk (24 พฤศจิกายน 2567)

[5] Shogakukan. “company profile”. Retrieved 11 February 2025 from https://www.shogakukan.co.jp/en/company

[6] รุอร พรหมประสิทธิ์. ““เลี้ยงเด็ก 1 คนใช้คนทั้งหมู่บ้าน” วลีนี้มีที่มาอย่างไร และเพราะอะไรแค่เพียงการเลี้ยงเด็กสักคน เราทุกคนจึงมีส่วนสำคัญ”. Mappa. สืบค้นเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2568 จาก https://mappamedia.co/posts/it-takes-village-to-raise-a-child-proverb (19 มิถุนายน 2567)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...