ท่องระบบการศึกษาโอซาก้า (3): พื้นที่สนับสนุนการเลี้ยงเด็กและการเรียนรู้เด็กของญี่ปุ่น
หลังจากที่เราเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ไปเมื่อวันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ก็อาจทำให้พอจะเปรียบเทียบกับการเมืองระดับท้องถิ่นของญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการบริหารบริการสาธารณะได้อยู่บ้าง เช่นเดียวกับที่เราไม่อาจมองแยกการดำเนินการของศูนย์เด็ก โรงเรียนอนุบาล โรงเรียนประถม โรงเรียนมัธยมต้น และโรงเรียนมัธยมปลาย กับ การทำงานในเชิงพื้นที่ ระบบการศึกษาญี่ปุ่นก็แยกไม่ออกจากการกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่น
ดังที่เคยกล่าวไปแล้วว่า ท้องถิ่นในญี่ปุ่นแบ่งเป็น 2 ชั้น นั่นคือ ‘จังหวัด’ ที่เทียบรูปแบบได้กับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และ ‘เมือง’ ในรูปแบบเทศบาลเมือง ผู้บริหารเหล่านี้ล้วนมาจากการเลือกตั้งของประชาชนในท้องถิ่น มิใช่ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอที่มาจากการแต่งตั้งโยกย้ายด้วยการปูนบำเหน็จหรือลงทัณฑ์ นอกจากนั้น นายก อบจ. และนายกเทศมนตรี ยังมีวาระการบริหารที่แน่นอนทำให้ผู้บริหารสามารถวางแผนระยะยาวให้กับท้องถิ่นได้ ต่างไปจากผู้ว่าฯ และนายอำเภอที่อาจถูกโยกย้ายภายในไม่กี่เดือนจากรัฐมนตรี
นอกจากที่กล่าวไปในตอนที่ 1 และ2 บทความตอนนี้จะกล่าวถึงสิ่งสนับสนุนการเลี้ยงเด็กและการเรียนรู้อื่นๆ ของเด็กๆ ในระดับเทศบาล เพราะการเรียนรู้มิได้จบลงที่ห้องเรียนหรือสถาบันการศึกษาอย่างเดียว และการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ในระดับพื้นที่ที่ไม่ใช่โรงเรียนก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ บทความนี้จะพาไปดูว่าญี่ปุ่นส่งเสริมการเรียนรู้กันอย่างไร โดยจะเล่าผ่านเทศบาลเมือง 2 แห่งในจังหวัดโอซาก้า คือ เมืองเซ็ตสึและเมืองมัตสึบะระ
เยือนเมืองเซ็ตสึ ชมศูนย์ให้การสนับสนุนการเลี้ยงลูก และศูนย์เยาวชน
คณะของผู้เขียนได้รับโอกาสให้ไปเยี่ยมชม ‘ศูนย์ให้การสนับสนุนการเลี้ยงลูกเทศบาลเมืองเซ็ตสึ’ ศูนย์ประเภทนี้สนับสนุนเด็กและครอบครัว ให้คำปรึกษา รวมถึงอบรมให้ความรู้ในเรื่องการดูแลเด็กตั้งแต่การตั้งครรภ์ และประเด็นที่เกี่ยวกับความต้องการของผู้ปกครอง ภายในศูนย์ฯ จะมีผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก ส่วนใหญ่มีใบรับรองครูศูนย์เด็ก มีมุมหนังสือและของเล่นที่ประชาชนสามารถมาใช้บริการได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ศูนย์ฯ แห่งนี้ยังเป็นที่พึ่งของพ่อแม่มือใหม่ด้วย เนื่องจากมีแนวคิดที่มองว่า ในยุคครอบครัวเดี่ยว พ่อแม่จำนวนมากไม่รู้วิธีที่จะเลี้ยงลูก เพราะในครอบครัวเดี่ยวมักขาดญาติผู้ใหญ่ที่จะส่งต่อองค์ความรู้ในการเลี้ยงเด็กเล็ก
ช่วงที่ผู้เขียนได้ไปเยี่ยมชม เป็นวันหยุดที่ศูนย์ฯ มีกิจกรรมพิเศษ คือ เป็นวันที่คุณพ่อจะพาลูกมาที่ศูนย์ฯ นี้เพื่อทำกิจกรรมร่วมกันโดยปราศจากคุณแม่ เนื่องจากมองว่าปกติแล้วคนเลี้ยงลูกและใช้เวลากับลูกคือคุณแม่ กิจกรรมนี้จึงเป็นการฝึกให้คุณพ่อได้มีโอกาสเรียนรู้และใช้เวลากับลูก และทำให้เขามีประสบการณ์อันจะทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจภรรยาที่ต้องเป็นคนเลี้ยงลูกเป็นหลัก กิจกรรมที่ได้เข้าร่วม เช่น คุณพ่อพาลูกฟังนิทาน ครูในศูนย์ฯ พาเล่นลังกระดาษที่คุณพ่อและลูกช่วยกันทำ บ้างก็เป็นบ้าน รถไฟ หรือสิ่งก่อสร้างอื่นๆ กลุ่มคุณพ่อนอกจากจะได้เรียนรู้เรื่องการเลี้ยงลูกแล้ว ยังมีโอกาสสร้างเพื่อนใหม่ที่เป็นคุณพ่อด้วยกัน คุณพ่อบางคนมีประสบการณ์เต็มเปี่ยม ก็เป็นตัวอย่างหรือพี่เลี้ยงให้กับคุณพ่อมือใหม่ หลายคนสานสัมพันธ์เป็นเพื่อนดื่มกันต่อไป
โครงสร้างพื้นฐานเพื่อช่วยการเลี้ยงลูกเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่เทศบาลเมืองได้จัดเตรียมไว้ให้กับลูกหลานชาวเมือง มีข้อมูลแสดงให้เห็นว่าเทศบาลเมืองเซ็ตสึมีศูนย์เด็กเล็กถึง 12 แห่ง ในขอบเขตของเทศบาลกว่า 14.87 ตร.กม.[1] (เปรียบเทียบกับเมืองระดับกลางอย่าง เทศบาลนครลำปาง 22.17 ตร.กม. มีศูนย์เด็กเล็กเพียง 2 แห่ง[2])
อีกแห่งที่ไปเยี่ยมชมก็คือ ‘ศูนย์เด็กและเยาวชน’ ซึ่งเป็นพื้นที่ให้กับเด็กตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงเด็กระดับประถม ถือเป็นศูนย์สนับสนุนการเลี้ยงเด็กแบบหนึ่ง เพราะเป็นที่อยู่ที่พักหลังเลิกเรียนสำหรับเด็กที่ผู้ปกครองไม่อยู่บ้าน ออกแบบมาเป็นพื้นที่ปลอดภัยและสนับสนุนให้เด็กๆ เหล่านั้นทำกิจกรรมต่างๆ
ศูนย์เยาวชนของเทศบาลเมืองเซ็ตสึที่คณะได้ไปเยี่ยมชมนั้นสร้างออกมาเป็นอาคารรูปทรงคล้ายอาคารสวนสนุกที่เลียนแบบคฤหาสน์ในยุโรป โอบล้อมด้วยลานเปิดโล่งและสนามเด็กเล่น ส่วนพื้นที่ภายใน เมื่อแรกเข้าไปก็จะพบกับห้องโถงที่มีจุดวางกระบอกน้ำ ชั้นวางจักรยานล้อเดียวที่เป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ กลางโถงจะมีโต๊ะปิงปองที่เชื้อเชิญให้เด็กๆ มาเล่น เขาเล่าว่าถ้าเด็กมาคนเดียว เจ้าหน้าที่ก็จะมาเล่นเป็นเพื่อน ด้านข้างมีห้องเปิดโล่งหลังคาสูงประมาณอาคาร 2 ชั้นในลักษณะโรงยิมหรือห้องเอนกประสงค์ มีแป้นบาสเก็ตบอลและเวทีที่สามารถจัดการแสดงและมีกิจกรรมต่างๆ ได้ ห้องด้านหลังก็มีส่วนที่เป็นห้อง workshop และห้องเก็บอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีตั้งแต่ลังกระดาษ สี ไปจนถึงเครื่องดนตรี เพื่อตอบสนองกับกิจกรรมของเด็กๆ นั่นเอง
ชั้นสองของศูนย์ฯ มีบอร์ดที่แสดงถึงระดับของผู้สอบผ่านการเล่น ‘เคนดามะ’ (ของเล่นที่ใช้ทักษะมือ มีรูปทรงไม้กางเขน ใช้เล่นกับลูกบอลขนาดเล็ก) ระดับประเทศ ซึ่งแบ่งเป็น 20 ระดับ แสดงให้เห็นถึงความจริงจังของการสอนและแข่งขันเกมนี้ วันที่เราไปเยี่ยมชม มีกลุ่มเด็กผู้หญิงที่กำลังช่วยกันเขียนบทละครเพื่อเตรียมแสดงให้ผู้ชมในชุมชนได้ชมกันในช่วงคริสต์มาส พวกเธอเลือกเรื่อง ‘โตโตโร่’ นอกจากเขียนบทแล้ว ยังเห็นการจัดทำเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์ประกอบฉากที่วางอยู่ในห้อง workshop ชั้นล่างอีกด้วย
บนชั้นสองยังมีห้องสมุดที่มีทั้งการ์ตูนและสารานุกรมความรู้ ดังที่กล่าวไปแล้วว่าสังคมญี่ปุ่นนั้นให้ความสำคัญกับการอ่านอย่างมาก ในแทบทุกแหล่งการเรียนรู้จะต้องมีห้องสมุด หรือมุมหนังสือใหญ่น้อยตามแต่พื้นที่และทรัพยากรของแต่ละหน่วยงานจะเอื้ออำนวย
ศูนย์เยาวชนอยู่ภายใต้องค์กรเอกชนอย่าง Social Welfare Corporation Settsu Yuwakai ซึ่งได้สร้างพื้นที่กิจกรรมให้กับเด็กๆ โดยมีแนวคิดว่าจะเป็นพื้นที่ที่เอื้อให้กับกิจกรรมของทั้งพ่อแม่และเด็ก, เด็ก และชุมชน โดยมุ่งหวังจะสร้างสภาพแวดล้อมที่ต่างจากโรงเรียนและบ้าน เพื่อสนับสนุนความเป็นอิสระของเด็กและพัฒนาความเป็นตัวเอง และยังสนับสนุนครอบครัวให้สามารถเลี้ยงดูเด็กๆ โดยการสร้างสภาพแวดล้อมให้ผู้ปกครองไม่รู้สึกว่าตนอยู่ตัวคนเดียว มีการพัฒนากิจกรรมกลุ่มที่เด็กจะสามารถเป็นผู้นำในการสร้างกิจกรรมต่างๆ และส่งเสริมกิจกรรมท้องถิ่น นักศึกษามหาวิทยาลัยในท้องถิ่น รวมไปถึงคนรุ่นก่อนที่เคยเป็นเด็กในชุมชนมาก่อนเข้ามาเป็นอาสาสมัครในกิจกรรมต่างๆ[3]
ห้องสมุดเมืองมัตสึบะระ จังหวัดโอซาก้า: พลังของเทศบาล
เราได้กล่าวถึงโรงเรียนระดับประถมและมัธยมต้นที่สังกัดเทศบาลเมืองมัตสึบะระซึ่งฉายภาพส่วนหนึ่งของการกระจายอำนาจไปแล้ว พลังของการกระจายอำนาจมาที่ประชาชนยังอาจสะท้อนได้จากรูปภาพในสำนักงานเทศบาลเมืองมัตสึบาระที่นำภาพการปฏิวัติฝรั่งเศสที่ชื่อ ‘La Liberte guidant le peuple’ ของยูจีน เดอลาครัวซ์ มาติดตั้งอยู่กลางโถงใหญ่ สอดคล้องกับฐานเสียงฝ่ายซ้ายในแถบโอซาก้าไปด้วย
ในส่วนนี้จะกล่าวถึงห้องสมุดของเทศบาลเมืองมัตสึบะระ ‘ห้องสมุด’ ถือว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาที่มีส่วนสำคัญต่อการสร้างสังคมรักการอ่าน ห้องสมุดเทศบาลนี้มีชื่อภาษาอังกฤษว่า ‘Matsubara Civic Library’ เป็นห้องสมุดที่สร้างขึ้นเมื่อปี 2020 ออกแบบโดย Maru Architect ก่อนหน้านี้ห้องสมุดหลังเดิมเคยมีโดมสำหรับติดตั้งกล้องโทรทรรศน์อยู่ด้วย แต่เก่าและโทรมมากจนต้องสร้างหลังใหม่ขึ้นมา อาคารห้องสมุดถูกสร้างโดยการออกแบบให้มีน้ำล้อมอยู่ด้านหลัง ตัวอาคารมีลักษณะคล้ายเนินเขา ล้อกับสุสานหลวงของจักรพรรดิหลายคนที่สร้างอยู่ในแถบนี้ไปด้วย แต่ความน่าสนใจของห้องสมุดนี้คือ ระบบของห้องสมุดที่ทำงานกับเมืองและผู้คนในเทศบาลแห่งนี้ ความจุของห้องสมุดแห่งนี้มีหนังสือมากถึง 300,000 เล่ม เป็นหนังสือเด็ก 40,000 เล่ม ที่รวมมังงะทั้งหลายด้วย ขณะที่หนังสือทั่วไปมีจำนวน 80,000 เล่ม และหนังสือที่จัดเก็บไว้ในห้องเก็บอีก 180,000 เล่ม หนังสือพิมพ์และวารสารกว่า 200 ปก
ทรัพยากรเช่นนี้เปิดกว้างให้คนมายืมอย่างมาก ชาวเมืองมีโควตายืมได้คนละ 30 เล่ม ยืมได้นานถึง 2 สัปดาห์ หากอยากยืมต่อแล้วยังไม่มีใครจองคิวยืมก็ต่อได้อีก 2 สัปดาห์ ที่สำคัญ ห้องสมุดเทศบาลยังทำงานกับโรงเรียนด้วย โดยให้โควตาโรงเรียนยืมได้ 500 เล่มต่อระดับชั้นเป็นเวลา 6 เดือน ถ้าครูพานักเรียนมา นักเรียนจะยืมได้อีกคนละ 2 เล่ม โดยยืม-คืนเทอมละ 1 ครั้งไปเลย จะเห็นว่าห้องสมุดทำงานสนับสนุนโรงเรียนอย่างจริงจัง ทำให้โรงเรียนไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมหาศาลซื้อหนังสือไว้ (แต่ก็มิใช่ว่าโรงเรียนจะไม่มีห้องสมุดหรือมุมอ่านหนังสือ)
ในรอบปี มีหนังสือถูกยืมไปกว่า 100,000-120,000 เล่ม ในหนึ่งเดือนจะมีโควตาซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดประมาณ 900 เล่ม เจ้าหน้าที่ห้องสมุดจะมีจำนวน 30 คน มีการคาดการณ์ว่าในรอบปี 2567 จะมีผู้เข้าใช้งานแตะระดับ 1 ล้านคน อนึ่ง เทศบาลเมืองมัตสึบาระ ที่ถือว่าเป็นเทศบาลขนาดเล็ก มีจำนวนประชากรราว 120,000 คน ดังนั้น สถิติการใช้งานห้องสมุดและการยืมหนังสือจึงสะท้อนให้เห็นถึงความคึกคักของการอ่านได้เป็นอย่างดี ห้องสมุดยังมีอาสาสมัครมาช่วยอ่านนิทานให้เด็กๆ ฟัง หรือทำหนังสืออักษรเบรลล์ให้คนตาบอดด้วย นี่คือตัวอย่างหนึ่งจากห้องสมุดทั้งหมด 5 แห่งของเทศบาลเมืองมัตสึบะระ
กลไกแบบนี้นอกจากจะส่งเสริมให้เด็กรักการอ่านแล้ว ยังทำให้อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์มีความต้องการหนังสืออย่างมหาศาลจากห้องสมุดเช่นนี้รองรับอยู่ด้วย
จากห้องสมุดสู่นิตยสารเด็ก และของเล่นเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้
ผู้เขียนขอออกนอกเรื่องไปกล่าวถึงนิตยสารเด็กเสียหน่อย รายการ ‘ดูให้รู้’ [4] ได้พาผู้ชมไปเยี่ยมสำนักพิมพ์ Shogakukan สำนักพิมพ์นี้ก่อตั้งเมื่อปี 2465 ด้วยการออกนิตยสารด้านการศึกษาที่มีเป้าหมายเป็นเด็กระดับประถม ต่อมาในปัจจุบันได้ขยายไปสู่ขอบเขตที่หลากหลายมากขึ้น มีทั้งหนังสือภาพ หนังสือคู่มือเน้นภาพประกอบ พจนานุกรม สารานุกรม มังงะ วรรณกรรม หนังสืออ้างอิง และอื่นๆ ในปี 2566 มียอดขาย 108,700 ล้านเยน หรือราว 24,000 ล้านบาท[5] ผลงานของสำนักพิมพ์นี้ที่คนไทยรู้จักกันดีคือ มังงะยอดนิยมเรื่อง ‘โดราเอมอน’ และ ‘โคนัน’
นิตยสารสำหรับเด็กระดับชั้น ป.1 มีชื่อว่า Shōgaku Ichinensei มุ่งเน้นให้เด็กรู้ว่าการอ่านหนังสือเป็นเรื่องสนุก เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กรักการอ่าน โดยเนื้อหาจะต้องสัมพันธ์กับกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียน แต่อันที่จริงแล้ว ญี่ปุ่นเริ่มผลิตนิตยสารให้กับเด็ก ป.5 ก่อนเพื่อเตรียมพร้อมในการสอบเข้าโรงเรียนในระดับที่สูงขึ้น ตามมาด้วยชั้น ป.6 สำหรับเด็กระดับชั้น ป.1 นั้นมาทีหลังสุด
อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้นิตยสารของชั้นอื่นไม่เหลือแล้ว ด้วยผลกระทบจากการเข้าถึงสื่อออนไลน์ได้มากขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งประชากรเด็กน้อยลง แต่ที่ยังยืนหยัดผลิตสำหรับเด็ก ป.1 อยู่ก็เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเด็กๆ ที่กำลังจะเปลี่ยนสถานที่จากโรงเรียนอนุบาลหรือศูนย์เด็กไปสู่โรงเรียนระดับประถมศึกษา ซึ่งเด็กๆ อาจจะยังกลัวอยู่ นิตยสารเชื่อว่าจะช่วยเปิดโลกและทำให้เด็กๆ คลายความกังวลหรือความกลัวและแทนที่ด้วยความสนุกสนานแทน
นิตยสารนี้ ประกอบด้วยความรู้และการสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต มีทั้งบทอ่าน เกม และแบบฝึกอยู่ภายใน ที่สำคัญคือมีของแถมเป็นของเล่นเสริมการเรียนรู้ของเด็กๆ อีกด้วย เช่น ของแถมเป็นตู้หยอดเหรียญ ส่วนใหญ่เป็นของเล่นที่เป็น ‘ตัวต่อกระดาษ’ ที่พ่อแม่จะร่วมกันต่อ
ฉบับที่ขายดีทุกวันนี้จะสัมพันธ์กับช่วงเวลาต่างๆ เช่น ฉบับต้อนรับเปิดเทอมขายได้มากถึง 156,000 เล่ม แต่ในยุคที่ ‘พีก’ เช่นในปี 2516 มียอดขายถึง 1.28 ล้านเล่ม เพราะช่วงนั้นมีอัตราเด็กเกิดใหม่สูง ราคาขายฉบับปัจจุบันอยู่ที่ 1,200 เยน แต่ฉบับที่มีของพิเศษจะอยู่ที่ราคา 2,000 เยน ซึ่งมักจะเป็นโอกาสพิเศษอย่างเช่นต้อนรับเปิดเทอม
นิตยสารเด็กจึงเป็นสื่อสำคัญที่ช่วยสร้างชุมชนการอ่านในหมู่เด็กและเยาวชนได้อย่างดี มิตินี้ได้แสดงให้เห็นถึงตลาดของหนังสือเด็กที่สนับสนุนการเรียนรู้ โดยอยู่ในความสัมพันธ์เชิงการค้าที่เป็นตัวป้อนเข้าไปในบ้านของเด็กๆ และห้องสมุดที่มีอยู่ทั่วไป
‘อาสาสมัคร’ พลังของคนในชุมชน พลังแฝงในการดูแลและอุ้มชูเด็กๆ และเยาวชน
ไม่เพียงพลังขององค์กรส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่ยังมีอาสาสมัครที่เข้ามาช่วยเหลือในหลากหลายกิจกรรม ส่วนหนึ่งคือผู้สูงอายุ ไม่น้อยก็คือสมาชิกในชุมชนที่ยังมีความผูกพัน ซึ่งได้แบ่งปันแรงกาย ความคิด และด้านอื่นๆ ที่พอจะสนับสนุนกันได้ เราจะเห็นอาสาสมัครเข้ามาช่วยในห้องสมุดเด็กหรือห้องสมุดทั่วไปผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การเล่านิทานเด็ก การเป็นวิทยากรกิจกรรมต่างๆ ยังไม่ต้องนับว่า องค์กรเอกชนจำนวนไม่น้อยมีภารกิจสนับสนุนเด็กและเยาวชนโดยมีรากฐานมาอย่างยาวนานหลายสิบปี
การช่วยเหลือดูแลเด็กและผู้ปกครองเป็นเรื่องสำคัญ เช่นเดียวกับการรณรงค์เรื่องสิทธิของเด็กเพื่อลดความรุนแรงต่อเด็กในครอบครัวก็ยังเป็นงานหนักที่เหล่าอาสาสมัคร สหภาพแรงงานครู และผู้คนจำนวนหนึ่งยังคงให้ความสำคัญ
สำนวนที่ว่า “เลี้ยงเด็กหนึ่งคน ต้องใช้คนทั้งหมู่บ้าน” [6] จึงไม่ได้ห่างไกลเกินความจริงเลย เมื่อเทียบกับข้อมูลที่ได้มาเมื่อได้มาเยือนโอซาก้า
[1] City Settsu, Osaka. “City Profile”. Retrieved 10 February 2025 from https://www-city-settsu-osaka-jp.translate.goog/shisei/shoukai/profile/9867.html?x_tr_sl=ja&x_tr_tl=en&_x_tr_hl=ja
[2] กองยุทธศาสตร์และงบประมาณ, เทศบาลนครลำปาง, แผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ.2566-2571) (ม.ป.ท. , ม.ป.ป.), หน้า 1-1 และ 1-15
[3] Settsu City No. 1 Children’s Center. “Features and Policies”. Retrieved 10 February 2025 from https://settsu–jidoucenter-org.translate.goog/about/tokutyou/?x_tr_sl=auto&x_tr_tl=en&x_tr_hl=th&x_tr_pto=wapp
[4] Thai PBS. “เด็กญี่ปุ่นฉลาดได้ด้วยของเล่นแถมฟรี ร้อยปีสร้างชาติไม่เกินจริง | ดูให้รู้ Dohiru [CC]”. สืบค้นเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2568 จาก https://www.youtube.com/watch?v=ct_wzCijYUk (24 พฤศจิกายน 2567)
[5] Shogakukan. “company profile”. Retrieved 11 February 2025 from https://www.shogakukan.co.jp/en/company
[6] รุอร พรหมประสิทธิ์. ““เลี้ยงเด็ก 1 คนใช้คนทั้งหมู่บ้าน” วลีนี้มีที่มาอย่างไร และเพราะอะไรแค่เพียงการเลี้ยงเด็กสักคน เราทุกคนจึงมีส่วนสำคัญ”. Mappa. สืบค้นเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2568 จาก https://mappamedia.co/posts/it-takes-village-to-raise-a-child-proverb (19 มิถุนายน 2567)