ทุเรียนไทย หายใจไม่คล่องคอ เวียดนามไล่บี้ใช้ต้นทุนต่ำ-ขนส่งไวแย่งแชร์ตลาดจีน
ทุเรียนไทย 68 รับศึกรอบด้าน ฝนชุกผลผลิตออกช้า ทุเรียนเวียดนามหายใจรดต้นคอต้นทุนต่ำกว่าครึ่ง ขนส่งไวแค่ 3-4 ชม. ขณะที่ไทยขนส่งนาน 3-4 วัน ซ้ำสวนทุเรียนไทยแอบนำเข้าทุเรียนเวียดนามสวมสิทธิส่งออก ทุนจีนแห่ลงทุนล้งทุเรียนไทยทะลุ 1.5 พันล้ง แย่งมาร์เก็ตแชร์ส่วนมาเลฯเร่งโปรโมตทุเรียนมูซันคิง-หนามดำแย่งแชร์หมอนทองไทย
ทุเรียนไทยเป็นอีกหนึ่งตลาดศักยภาพที่ยังมีการเติบโตที่โดดเด่น ตามรายงานของกระทรวงพาณิชย์ พบว่า ประเทศไทยส่งออกทุเรียนสดมูลค่า 3,219.42 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2565 คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดโลกสูงถึง 93.3% โดยมีตลาดหลักคือจีน ฮ่องกง และไต้หวัน
ขณะที่ Mordor Intelligence รายงานว่าตลาดทุเรียนสดทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตจาก 10.78 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2025 เป็น 16.89 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2030 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 9.4% โดยประเทศจีนยังคงเป็นตลาดหลักที่บริโภคทุเรียนมากถึง 91% ของดีมานด์ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ตลาดทุเรียนไทยยังเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและเวียดนาม รวมถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและมาตรฐานการส่งออกที่เข้มงวด
นายธวัชชัย จุงสุพงษ์ เจ้าของ Toby’s Farm เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีการส่งออกทุเรียนไปตลาดจีน สูงถึงปีละประมาณ 1.4 แสนล้านบาทหรือประมาณ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 1 ล้านตัน และเป็นอันดับ 1 ติดต่อกันหลายปีแล้ว
อย่างไรก็ตามในปี 2568 นี้ทุเรียนไทยเจอกับความท้าทายหลายประการตั้งแต่ สภาพอากาศที่ฝนตกชุกทำให้ทุเรียนสุกช้าจากเดือนมีนาคมเป็นปลายเดือนเมษายนส่งผลให้ราคาทุเรียนปีนี้ปรับตัวขึ้นแตะกิโลกรัมละ 200 กว่าบาท
บวกกับประเด็น BY2 ซึ่งมีสาเหตุมาจากล้งของจีนใช้สารชุบสีที่คาดว่าน่าจะมีการนำเข้ามาแสนกว่าตัน ซึ่งมีความกังวลว่าอาจจะทำให้เกิดสารก่อมะเร็งและส่งผลต่อเนื่องให้ทุเรียนไทยอาจเจอปัญหาในการส่งออกที่ไม่ผ่านมาตรฐานการตรวจสอบด้านความปลอดภัยของประเทศปลายทาง ส่งผลให้บางล็อตสินค้าถูกระงับการนำเข้า และสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของทุเรียนไทยในตลาดต่างประเทศ
นอกจากนี้ยังเจอคู่แข่งที่น่ากลัวอย่างเวียดนามที่วันนี้ต้องยอมรับว่ากำลังหายใจรดต้นคอ
“ไทยส่งทุเรียนหมอนทองไปยังประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่มีการบริโภคสูงเป็นอันดับ 1 ต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่ 3-4 แม้ว่าผลผลิตทุเรียนไทยจะเพิ่มขึ้นทุกปีแต่ยังไม่เพียงพอต่อดีมานด์ของตลาดจีน สิ่งที่น่ากังวลก็คือตอนนี้“ทุเรียนเวียดนาม” กำลังหายใจรดต้นคอเรา
เนื่องจากเวียดนามมีการส่งออกทุเรียนเข้าตลาดจีนในราคาที่ต่ำกว่าทุเรียนไทย เพราะมีต้นทุนในการผลิตต่อกก.ประมาณ 19 บาท ขณะที่ทุเรียนไทยมีต้นทุนต่อกก.ประมาณ 40 บาท เพราะบ้านเราไฟฟ้าแพงและน้ำไม่มี วันนี้เราขายทุเรียนที่บ้านเรากิโลกรัมละ 200 กว่าบาทส่งออกไปประมาณกิโลกรัมละ 240-250 บาท
แต่เวียดนามขายกิโลกรัมละ 110 -120 บาทโดยประมาณ ทำให้เจ้าของสวนทุเรียนไทยบางสวนเอาทุเรียนเวียดนามเข้ามาสวมสิทธิส่งไปจีน นอกจากนี้เรายังเสียเปรียบเรื่องของการขนส่ง เวียดนามโชคดีที่มีรถไฟความเร็วสูงทำให้สามารถขนส่งทุเรียนไปจีนได้ในเวลาแค่ 3-4 ชั่วโมง ผ่าน Mekong Delta หรือสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ขณะที่ไทยใช้เวลาขนส่งไปใน 3-4 วัน”
นอกจากนี้ยังต้องเผชิญกับปัญหาที่ต่อเนื่องมายาวนานอย่าง“ล้งจีน” ที่เข้ามาลงในเมืองไทยที่วันนี้มีมากถึง 1,400-1,500 แห่ง แต่ละล้งใช้เงินลงทุนประมาณ 30 - 50 ล้านบาทอย่างต่ำ นั่นหมายความว่าความต้องการทุเรียนของจีนมีเยอะมากและทุเรียนหมอนทองของไทยยังเป็นอันดับหนึ่งที่คนจีนชอบ
ขณะเดียวกันมาเลเซียก็มีความพยายามโปรโมตทุเรียน“มูซันคิง” และ“หนามดำ” เพื่อแย่งมาร์เก็ตแชร์ในตลาดจีนไปจากหมอนทองของไทยอีกด้วย สิ่งที่ชาวสวนทุเรียนไทยต้องทำ คือพัฒนาทุเรียนให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น ขณะเดียวเดียวกันอยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยดูแลเรื่องน้ำให้กับเกษตรกรไทยด้วย