โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทรัมป์สั่งเก็บภาษีภาพยนตร์ที่ถ่ายทำนอกสหรัฐฯ 100% สะเทือนวงการหนังทั่วโลก กดดัน Netflix, Disney หุ้นร่วงทันที

BT Beartai

อัพเดต 06 พ.ค. 2568 เวลา 03.36 น. • เผยแพร่ 05 พ.ค. 2568 เวลา 14.16 น.
ทรัมป์สั่งเก็บภาษีภาพยนตร์ที่ถ่ายทำนอกสหรัฐฯ 100% สะเทือนวงการหนังทั่วโลก กดดัน Netflix, Disney หุ้นร่วงทันที

แรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่กำลังถาโถมใส่วงการภาพยนตร์ทั่วโลกหลังโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศตั้งใจเก็บภาษีนำเข้าหนังต่างชาติในอัตรา 100%

โดยให้เหตุผลว่าอุตสาหกรรมหนังของอเมริกากำลังตายอย่างรวดเร็ว เพราะการชักจูงจากประเทศอื่นที่มอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีดึงดูดการถ่ายทำ ซึ่งรวมถึงสหราชอาณาจักรที่กลายเป็นโลเคชันยอดฮิตของหนังฟอร์มยักษ์ฮอลลีวูดหลายเรื่อง

อ้างอิงจากคำประกาศของทรัมป์ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ชี้ว่า การผลิตภาพยนตร์นอกสหรัฐฯ คือภัยคุกคามด้านความมั่นคงของชาติ และกล่าวหาว่าประเทศอื่นขโมยอุตสาหกรรมหนังของอเมริกา สั่งให้กระทรวงพาณิชย์และผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ เริ่มเดินหน้าจัดเก็บภาษีในทันที

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมหนัง

เกิดเสียงสะท้อนจากฝั่งอังกฤษทันที ฟิลิปปา ชายด์ส (Philippa Childs) หัวหน้าสหภาพแรงงานสายครีเอทีฟ เตือนว่า “นี่อาจเป็นหมัดน็อกของจริงสำหรับวงการหนังอังกฤษ ที่เพิ่งจะเริ่มฟื้นจากโควิดและวิกฤตซบเซา เรากำลังพูดถึงแรงงานฟรีแลนซ์หลายหมื่นคนที่กำลังเสี่ยงตกงาน”

และแหล่งข่าวในวงการครีเอทีฟของอังกฤษถึงกับกล่าวว่า “ถ้ามาตรการนี้เกิดขึ้นจริง อุตสาหกรรมหนังอังกฤษอาจถูกกวาดล้างทั้งหมด รวมถึงทีมงานเบื้องหลังด้วย อาจกระทบลามถึงวงการทีวี ก็คงต้องเก็บของกลับบ้านกันแล้ว”

คณะกรรมาธิการด้านวัฒนธรรม สื่อ และกีฬา จึงเรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษภายใต้การนำของ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ (Sir Keir Starmer) เร่งบรรจุปัญหานี้เข้าไปในวาระเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ

ภาพรวมอุตสาหกรรมภาพยนตร์อังกฤษกำลังเผชิญแรงกดดันใหม่จากฝั่งทรัมป์ ที่อาจเปลี่ยนภูมิทัศน์ของโลกภาพยนตร์ทั้งระบบ หากมาตรการภาษี 100% เกิดขึ้นจริง ความเสียหายจะลามไปทั้งฝั่งอังกฤษและอเมริกา และกระทบกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ระดับโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะที่บรรดาสตูดิโอใหญ่ของสหรัฐฯ กำลังหาทางขอความชัดเจนจากรัฐบาลอเมริกัน เพราะนโยบายดังกล่าวอาจส่งผลให้ต้นทุนเพิ่ม แต่การผลิตผลงานลด ฝั่งรัฐแคลิฟอร์เนียก็ออกมาคัดค้านผ่านสำนักงานผู้ว่าการว่า “ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการจัดเก็บภาษีดังกล่าว”

โดยตามข้อมูลจาก FilmLA เผยว่า การผลิตภาพยนตร์ในลอสแอนเจลิสลดลงเกือบ 40% ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า ท่าทีแข็งกร้าวของทรัมป์อาจเป็นการตอบโต้กรณีจีนจำกัดการนำเข้าหนังจากอเมริกาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

นอกจากผลกระทบเชิงอุตสาหกรรมแล้ว มาตรการเก็บภาษีหนังต่างชาติที่ทรัมป์เสนอ ยังเขย่าตลาดหุ้นของบริษัทสื่อและบันเทิงยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ โดยหุ้นของ Netflix -3%, Disney -1.4%, Warner Bros. Discovery -1% ต่างร่วงลงทันทีที่ตลาดเปิดในวันจันทร์ที่ผ่านมา

สะท้อนความกังวลของนักลงทุนว่า มาตรการภาษีนี้อาจเพิ่มต้นทุนการผลิตและบั่นทอนรายได้ในอนาคต โดยเฉพาะจากการถ่ายทำต่างประเทศ ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญของสตูดิโอฮอลลีวูด

อีกจุดที่นักวิเคราะห์หลายรายเริ่มตั้งคำถาม คือ “ความไม่ชัดเจนของมาตรการ” ทั้งในด้านขอบเขตของภาษี เช่น จะใช้กับหนังหรือซีรีส์ด้วยหรือไม่ ? จะมีผลย้อนหลังหรือเฉพาะโปรเจกต์ใหม่ ? และใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายภาษี ฝั่งสตูดิโอ ผู้จัดจำหน่าย หรือผู้บริโภค ?

ในท้ายที่สุด ช่องโหว่เหล่านี้อาจทำให้มาตรการเกิดผลย้อนกลับ หรือยิ่งซ้ำเติมอุตสาหกรรมบันเทิงสหรัฐฯ ที่กำลังเผชิญกับการแข่งขันจากหลายทิศทั่วโลกหรือเปล่า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...