ความหวังประเทศไทย อยู่ตรงไหน?
ใช้แรงทำเงิน& ให้เงินทำงาน กดSubscribe รอเลย…
Youtube | Facebook | TikTok | Instagram | Line
“โดยธรรมชาติของโครงสร้างเป็นของเปลี่ยนยาก แต่ถ้าไม่เปลี่ยน มันไปต่อไม่ได้ และประเทศในโลกที่ประสบความสำเร็จ พัฒนาประเทศมาได้ ต่างแก้โครงสร้างทั้งสิ้น”
หลายคนบอกว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับ ‘ปัญหาเชิงโครงสร้าง’ ส่งผลให้ไม่สามารถเติบโตราวกับติดปีกได้เหมือนในอดีต ปัญหาดังกล่าวคืออะไร และต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถปลดล็อก ‘ประเทศไทย’ ให้สามารถเดินหน้าต่อ และเป็นประเทศแห่งความหวังของผู้คนได้
“Wealth Me Up” พูดคุยกับ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ผู้ที่มาชี้ให้เห็น ‘ต้นตอ’ ของปัญหา และ ‘ทางออก’ ที่สามารถทำได้ทันที!
เศรษฐกิจไทยเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้าง…คืออะไร?
ในมุมมองของคนทั่วไป การมองว่าปีนี้เศรษฐกิจดีหรือไม่ดี ดร.สมเกียรติอธิบายว่า “คนทั่วไปจะมองในระยะสั้นเช่นตอนนี้เป็นยังไงมีงานดีๆไหมค้าขายดีไหมเป็นปัญหาที่เหมือนเป็นปรากฏการณ์ที่เราเจอทุกวันเรารู้สึกได้แต่จริงๆปรากฏการณ์ที่เจอมันเกิดซ้ำอีกปีหน้าเศรษฐกิจก็ยังไม่ดีปีก่อนโน้นเศรษฐกิจไม่ดีแปลว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างแปลว่ามันไม่ใช่วัฏจักรเศรษฐกิจซึ่งมันมีขึ้นมีลงแต่แปลว่าต้องมีอะไรสักอย่างร่วมกันซึ่งสิ่งนั้นคือโครงสร้างเพราะฉะนั้นบางปีเศรษฐกิจอาจจะดีเช่นนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเยอะดูคึกคักแต่ทำไมนักท่องเที่ยวมาเที่ยวแล้วแต่เศรษฐกิจไม่ได้คึกคักกระจายทั่วประเทศไทยเหล่านี้คือสิ่งที่เรียกว่าโครงสร้าง”
ดร.สมเกียรติชี้ว่า ‘โครงสร้าง’ จะถูกกำหนดโดยปัจจัยพื้นฐานของประเทศ จะมีสิ่งที่สะท้อนกับปัจจัยภายนอก โดยปัจจัยภายนอกส่วนใหญ่ทำให้ประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจเปิด มีการทำการค้าและรับการลงทุนจากต่างประเทศ ได้รับผลกระทบดีไม่ดีตามต่างประเทศในระยะสั้น เช่น การเปลี่ยนผู้นำของสหรัฐฯ เป็นต้น
“เช่นตอนนี้กำลังจะยุ่งและอเมริกามีTrump ขึ้นมาไทยจะเดือดร้อนหรือเปล่านี่คือปัญหาที่ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรแต่ถ้ากี่ปีๆไม่ค่อยเปลี่ยนมันเปลี่ยนช้าๆเช่นกี่ปีๆทำไมเศรษฐกิจไม่ได้โตเร็วเหมือนในอดีตและหางานดีๆก็หาไม่ง่ายหนี้ก็ขึ้นเรื่อยๆถ้ามันต่อเนื่องแบบนี้ยาวๆแปลว่ามีอะไรร่วมกันอยู่ตัวนั้นคือ‘โครงสร้าง’”
ต้นตอปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย
ดร.สมเกียรติชี้ว่า ต้นตอหลักๆ คือ เศรษฐกิจไทยเติบโตช้า เป็นผลมาจากผลิตภาพหรือความสามารถในการผลิตสิ่งต่างๆ ของคนไทยลดต่ำลง โดยการผลิตแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นคือ…
1. ปัญหาจากการลงทุน
เช่น การทำร้านอาหาร คอนโดมิเนียม และสิ่งต่างๆ ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนมีมากน้อยแค่ไหน สิ่งนี้คือ ‘ผลิตภาพ’ หรือผลตอบแทนของการลงทุน
“ลงทุนไปแล้วเจอทุนใหญ่มาเขมือบหรือเปล่า…มีสตาร์ทอัพที่สร้างนวัตกรรมใหม่ๆหรือเปล่าสิ่งนี้คือโครงสร้างของการลงทุน”
2. ผลิตภาพของแรงงาน
ซึ่งหมายถึงคนทำงานทุกภาคส่วน “แรงงานเช่นลูกจ้างพนักงานผู้ประกอบการอิสระเล็กๆเราทำแล้วได้ค่าจ้างดีหรือเปล่านี่คือผลิตภาพแรงงานค่าจ้างสูงขึ้นตามเวลาสูงขึ้นทันเงินเฟ้อไหมซึ่งสะท้อนตัวสำคัญคือทักษะ(แรงงาน) เป็นยังไง”
ดร.สมเกียรติอธิบายว่า เศรษฐกิจไทยเติบโตช้า เนื่องจาก 1. ปัญหาที่มาจากการลงทุน 2. ปัญหาแรงงาน และหากมองในระยะยาวจะเห็นว่า คนไทยที่จะเป็นแรงงานมีจำนวนลดลง เพราะโครงสร้างประชากรไทย มีคนสูงอายุมากขึ้น มีปัญหาประชากรสูงวัย
3. ปัญหาการสร้างสิ่งใหม่ๆ
“คือใส่ทุนเข้าไปเท่าเดิมใส่แรงงานเข้าไปเท่าเดิมบางประเทศจะได้ผลลัพธ์ออกมาเยอะขึ้นเพราะมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยมีนวัตกรรมมีวิธีทำมาหากินแบบใหม่ถ้าเราปรับโครงสร้างให้มันทำมาหากินง่ายใส่ทุนใส่แรงงานเข้าไปและได้ผลตอบแทนออกมาเยอะๆแสดงว่าโครงสร้างมันดี”
อย่างไรก็ตาม ดร.สมเกียรติมองว่า สถานการณ์ของไทยไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะว่าไทยสร้างของใหม่ๆ วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ไม่เยอะ
นอกจากนี้ ประเทศไทยก็ยังมีโครงสร้างที่เมื่อใส่ทุนและแรงงานเข้าไปแล้ว แต่เศรษฐกิจไม่ค่อยโต เพราะว่ามีอุปสรรค ซึ่งอุปสรรคจำนวนหนึ่งมาจากภาครัฐ มาจากรัฐบาล ซึ่งเกะกะขวางทาง ทำให้คนทำมาหากินยาก
---------------------------
“ไทยมีโครงสร้าง ที่ใส่ทุนและแรงงานเข้าไป แต่เศรษฐกิจไม่ค่อยโต เพราะว่ามีอุปสรรค ซึ่งจำนวนหนึ่งมาจากภาครัฐ และรัฐบาลที่เกะกะขวางทาง ทำให้คนทำมาหากินยาก”
---------------------------
‘ภาครัฐ’ อุปสรรคสำคัญเศรษฐกิจไทย
ปัจจุบัน ผลของปัญหาได้ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนของไทย จนกระทั่งหลายคนตั้งคำถามว่า ไทยยังมีความหวังหรือไม่ และหากเริ่มแก้ไขในวันนี้ จะทันหรือเปล่า?
ดร.สมเกียรติมองว่า ไทยจำเป็นต้องแก้ปัญหา ต้องอยู่ต่อไป และสู้ต่อไป “ถ้าเราไม่ได้จะย้ายไปไหนและยังอยากอยู่เมืองไทยก็ต้องทำให้เมืองไทยดีขึ้นในเชิงโครงสร้าง”
ดร.สมเกียรติได้เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนว่า “หากอยากให้เศรษฐกิจไทยดีทำมาหากินง่ายแปลว่าจะต้องไม่มองระยะสั้นเช่นบอกให้รัฐบาลเอาเงินมาแจกให้ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นเงินเดือนปริญญาตรีแต่ถ้าในตลาดแรงงานจริงพบว่าคนที่จบปริญญาตรีจำนวนมากทำงานได้เท่ากับคนจบอาชีวศึกษาคนจบอาชีวะทำงานได้เท่ากับคนจบมัธยมต้นสมมติว่าเป็นแบบนี้ต่อให้พยายามจะบิดเบือนค่าจ้างให้สูงก็คงเป็นไปไม่ได้นั่นคือการแก้ไขระยะสั้น”
ดร.สมเกียรติอธิบายต่อว่า ไม่ว่ารัฐบาลไหนเข้ามาบริหารประเทศก็จะพูดถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่า จะต้องให้ความสนใจว่า จะทำอย่างไรเพื่อให้โครงสร้างประเทศแข็งแรง
“เปรียบเทียบได้ว่าถ้าเราสุขภาพไม่ดีพักผ่อนไม่พออัดกาแฟอัดยาโด๊บดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนเข้าไปทำให้ดูคึกคักแป๊บนึงนั่นคือการกระตุ้นแต่ถ้าเป็นในเชิงโครงสร้างคือทำอย่างไรให้สุขภาพดีต่อเนื่องเช่นออกกำลังกายทุกวันทานอาหารให้ดีนอนหลับให้เพียงพอแบบนี้คือทำให้โครงสร้างของสุขภาพดีไม่ใช่ทำให้คึกคักเป็นช่วงๆ”
ดังนั้น ดร.สมเกียรติแนะนำว่า หากต้องการแก้ปัญหาโครงสร้างของประเทศ ก็ต้องกลับไปที่ต้นตอของปัญหา
“เรื่องทุนจะทำอย่างไรไม่ให้ทุนใหญ่กินทุนเล็กให้ทุนเล็กเติบโตได้ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบSMEs ค้าขายกับบริษัทใหญ่ได้รับเงินตรงเวลาไม่ใช่บริษัทใหญ่ต้นทุนการเงินต่ำอยู่แล้วยังเอาเงินSMEs ไปดองไว้อีกเช่นSMEs ขายของผ่านห้างแพลตฟอร์มกว่าจะได้เงินต้องใช้เวลา30-40 วันSMEs ก็หมุนเงินไม่ทัน”
ส่วนการแก้ปัญหาเรื่องแรงงาน ต้องทำให้แรงงานไทยมีคุณภาพดี “จะให้มีปริมาณเหมือนเดิมเป็นไปไม่ได้แล้วจะกระตุ้นให้ทุกคนช่วยกันมีลูกก็เป็นเรื่องยากมากเพราะการตัดสินใจมีลูกซับซ้อนมากถ้าเห็นว่าลู่ทางไม่ดีคนก็ไม่อยากมีลูกดังนั้นจึงเหลือวิธีการเดียวคือทำอย่างไรจึงสามารถนำแรงงานที่ควรจะมีโอกาสทำงานได้เต็มดีมาทำงานและต้องลดความสูญเปล่าหลายเรื่องที่ไม่ควรสูญเสีย”
ดร.สมเกียรติตั้งคำถามว่า ปัจจุบัน การเกณฑ์ทหารยังจำเป็นอยู่หรือไม่? “แต่ละปีมีการเกณฑ์ทหาร7 แสนคนดังนั้นหากไม่ได้ไปสู้รบกับใครจะลดลงหน่อยได้ไหม แค่นี้ก็จะเหลือผู้ชายอายุ21-22 ปีแทนที่จะไปอยู่ในค่ายทหารก็ออกมาทำงานเพราะตลาดแรงงานยังขาดคนเยอะแยะไรเดอร์คนขับมอเตอร์ไซค์ตายกันเยอะแยะลดความสูญเสียคนไทยก็จะมีแรงงานเพิ่มขึ้น”
ดร.สมเกียรติชี้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ ทำอย่างไรให้คนที่เหลืออยู่น้อยมีทักษะที่ดี “หมายความว่าสามารถตามทันตลาดแรงงานเช่นตลาดแรงงานใช้เทคโนโลยีคนทำงานก็ต้องใช้เทคโนโลยี ตลาดแรงงานอยากได้คนมีSoft Skill ก็ต้องมีSoft Skill ทำงานเป็นทีมได้มีความคิดสร้างสรรค์”
ดังนั้น ดร.สมเกียรติแนะนำว่า ไทยต้องกลับไปมองที่พื้นฐาน คือ สร้างความสามารถ สร้างความเข้มแข็งของโครงสร้างเศรษฐกิจจริงๆ และต้องทำให้ภาครัฐเลิกเกะกะ
“ภาครัฐเกะกะด้วยกฎระเบียบล้าสมัยซึ่งทำให้ชาวบ้านทำมาหากินยากถ้าปลดล็อกพวกนี้เศรษฐกิจจะโตขึ้นมาโดยไม่ต้องออกแรงเยอะ”
ดร.สมเกียรติยกตัวอย่าง ความเกะกะของภาครัฐว่า “ไทยเป็นประเทศท่องเที่ยวมีคนจำนวนมากเข้าสู่ตลาดแรงงานเป็นหมอนวดแผนไทยซึ่งเมื่อเรียนจบหลักสูตรหมอนวดแผนไทยจะไปขึ้นทะเบียนเป็นหมอนวดและเปิดร้านนวดหรือเข้าไปทำงานในร้านนวดได้ทุกวันนี้ต้องไปขึ้นทะเบียนทีละคนแทนที่จะสามารถขึ้นได้ทั้งล็อต”
ดร.สมเกียรติมองว่า หากเรียนจบจากสถาบันที่มีมาตรฐานสูง ได้รับปริญญาหรือประกาศนียบัตรรับรองแล้ว ก็ควรได้รับการขึ้นทะเบียนโดยอัตโนมัติ“ของแบบนี้ถ้าทำจะทำให้เศรษฐกิจโตลดความสูญเสียไปปีนึง6,000 ล้านบาท”
ขณะเดียวกัน ก็ยกตัวอย่างการมีร้านอาหารขนาดเล็กจำนวนมากในประเทศไทย ซึ่งทั้งโรงแรมและร้านอาหารจะมีกฎระเบียบควบคุม ต้องใช้ใบอนุญาตหลายใบ
“จะเปิดร้านอาหารร้านนึงเพื่อทำมาหากินสำหรับคนไทยร้านอาหารเป็นธุรกิจยอดนิยมคิดอะไรไม่ออกเปิดร้านกาแฟเปิดร้านอาหารเพราะคนไทยชอบกินชอบเที่ยวและต้อนรับขับสู้คนอื่นได้ดีนักท่องเที่ยวอยากมาแต่การเปิดร้านอาหารที่อยู่ในระบบอย่างถูกกฎหมายต้องขอใบอนุญาตอย่างน้อย5 ใบต้องไปขอแต่ละที่ๆ”
นอกจากนี้ ก็ยังยกตัวอย่างการขายไข่ว่ามีกฎหมายบังคับที่ล้าสมัยเช่นกัน “สมมติเลี้ยงไก่ที่บ้านหากทำให้ถูกกฎหมายจริงๆและแต่ละวันต้องเอาไข่ไปขายที่ตลาดไม่ว่าจะแค่10-20 ฟองก็ต้องขออนุญาตทุกวันเพราะกฎหมายระบุไว้เช่นนั้นกฎหมายไทยมีกฎหมายเก่าๆโบราณๆเยอะและกฎหมายใหม่มีปัญหาก็เยอะเหมือนกันสำหรับเรื่องขายไข่นั้นกฎหมายมองว่าไข่คือซากสัตว์ตามกฎหมายควบคุมโรค”
ดร.สมเกียรติระบุว่า การกำหนดแบบนี้อาจเหมาะกับบางสถานการณ์ เช่น ยุคที่ไข้หวัดนกระบาดในยุคที่ความรู้วิทยาศาสตร์ยังไม่ดี หากมีการย้ายไก่หรือไข่ไปมา การดำเนินการทุกอย่างต้องขออนุญาต
“บางทีก็มีกฎโผล่ขึ้นมาเช่นจะส่งออกไข่ไปต่างประเทศก็ต้องขอใบรับรองว่าปลอดภัยซึ่งบางเรื่องก็เข้าใจได้แต่มันมีใบอนุญาตเยอะมากและมันเกิดปัญหาคือเมื่อมีการออกกติกาใหม่ว่ามีการกำหนดใบอนุญาตใหม่แต่กระทรวงที่เกี่ยวข้องไม่ไปแจ้งให้คนรับรู้ทั่วกันคนส่งออกกันไปสุดท้ายมีวันนึงมีการตรวจที่ศุลกากรและระบุว่าส่งออกไปโดยมีใบอนุญาตไม่ครบซึ่งกฎหมายศุลกากรระบุว่าถ้าผิดกฎหมายไม่มีทางอะลุ่มอล่วยและมีประเด็นจะฟ้องค่าเสียหายกัน2,000 กว่าล้านบาทซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐทำเองทั้งสิ้น”
---------------------------
“ภาครัฐ คือ อุปสรรคสำคัญที่มีกฎระเบียบ กติกา ที่ทำให้ธุรกิจหากินยากมากๆ และไม่ค่อยปรับ จึงกลายเป็นโครงสร้างกฎระเบียบที่ล้าสมัย”
---------------------------
ดร.สมเกียรติมองว่า การมีกฎหมายควบคุมแบบนี้ ทำให้กรุงเทพอาจไม่ได้เป็นเมืองที่มีชีวิตชีวา มีสีสัน มีคนมาเล่นดนตรีเหมือนเมืองนอก
“ประเทศเป็นเมืองท่องเที่ยวถ้าทำแบบนั้นได้ก็จะมีเสน่ห์ขึ้นอีกเยอะตอนนี้จะทำอะไรก็ทำไม่ค่อยได้ประเทศนี้จะต้องขออนุญาตขออนุมัติร้านอาหารจะขออนุญาตนู่นนี่นั่นใบอนุญาตจะออกมาไวๆก็ต้องหยอดน้ำมัน”
ดร.สมเกียรติบอกว่า โครงสร้าง คือ ของที่อยู่ค่อนข้างทนทาน ไม่ค่อยเปลี่ยน “โจทย์ก็คือต้องปรับโครงสร้างต้องไปเปลี่ยนของที่เปลี่ยนยากๆประเด็นก็คือพอมันเปลี่ยนไม่ง่ายนักการเมืองอยากทำไหมก็ไม่ค่อยอยากทำเพราะว่าจะเห็นผลงานไม่เร็วจะปรับให้สถาบันการศึกษาปรับให้โรงเรียนสอนให้เด็กไทยออกมาเก่งๆได้เร็วไหมก็จะไม่เร็วเพราะว่าจะทำให้โรงเรียนสอนดีได้ครูต้องเก่งจะต้องไปสอนครูให้เก่งจะต้องปรับปรุงคณะศึกษาศาสตร์ครุศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆและมีกลไกในการเทรนครูต่อเนื่องซึ่งยังไม่มีและหากจะสร้างใหม่ก็สร้างยาก”
---------------------------
“โดยธรรมชาติของโครงสร้างเป็นของเปลี่ยนยาก แต่ถ้าไม่เปลี่ยน มันไปต่อไม่ได้ และประเทศในโลกที่ประสบความสำเร็จ พัฒนาประเทศมาได้ ต่างแก้โครงสร้างทั้งสิ้น”
---------------------------
ปลดล็อกโครงสร้าง สู่ประเทศรายได้สูง
ดร.สมเกียรติอธิบายว่า หากดูประเทศที่เคยมีรายได้ปานกลางคล้ายกับไทย และสามารถก้าวสู่การเป็น ‘ประเทศร่ำรวย ประเทศรายได้สูง’ จะพบว่า ประเทศเหล่านี้ล้วนมีลักษณะบางอย่างร่วมกัน โดยยกตัวอย่างกรณีของ ‘สิงคโปร์’ ที่เดิมเป็นหมู่บ้านประมงเล็กๆ เคยเป็นประเทศที่รวมกับมาเลเซีย แต่ก็จำเป็นต้องแยกตัวออกมา เพราะสิงคโปร์มีประชากรส่วนใหญ่เป็นจีน ส่วนมาเลเซียมีประชากรส่วนใหญ่เป็นคนมาเลย์ ซึ่งวัฒนธรรมแตกต่างกัน เข้ากันไม่ค่อยได้ดีเท่าไหร่ โดยตอนที่แยกตัวออกมา สิงคโปร์ไม่มีแม้กระทั่งน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค จึงต้องนำเข้าน้ำจากมาเลเซีย ซึ่งมาเลเซียสามารถขึ้นค่าน้ำได้ตามอำเภอใจ
“ประวัติศาสตร์ของสิงคโปร์จะเต็มไปด้วยตัวอย่างประเภทนี้ว่าประเทศมันจะอยู่รอดหรือเปล่าและเค้าก็พบว่าถ้าจะอยู่รอดเค้าต้องทำอะไรเยอะแยะไปหมดคือไปแก้ที่โครงสร้าง”
ขณะเดียวกัน ในกรณีของ ‘เกาหลีใต้’ ดร.สมเกียรติอธิบายว่า เมื่อ 50-60 ปีก่อน คนเกาหลีใต้มีรายได้ต่อหัวเท่าๆ กับคนไทย แต่ตอนนี้เกาหลีแทบจะรวยกว่าญี่ปุ่นไปเรียบร้อยแล้ว เพราะว่าเกาหลีสร้างนวัตกรรม
“เกาหลีมีสินค้าเทคโนโลยีมีSamsung มีบริษัทที่สามารถสร้างนวัตกรรมระดับโลกได้มีบริษัทยาใหม่ๆบริษัทการเงินใหม่ๆมีFintech มีอะไรต่างๆเต็มไปหมดประเทศไทยไม่ได้มีบริษัทเทคโนโลยีแบบนี้ทำไมเกาหลีสร้างพวกนี้ขึ้นมาได้เพราะถ้าเกาหลีไม่ทำเกาหลีก็จะไปไม่รอดเกาหลีใต้อยู่กับประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่ค่อยน่ารักคือเกาหลีเหนือซึ่งทุกวันนี้อยากจะยิงจรวดก็จะยิงและจะเกิดสงครามเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ถ้าเกาหลีใต้ไม่พัฒนาประเทศให้เข้มแข็งเกาหลีก็จะไปไม่รอด”
ดร.สมเกียรติตั้งคำถามว่า ถ้าประเทศไทยไม่แก้ปัญหาโครงสร้าง จะสามารถอยู่ได้หรือไม่? พร้อมตอบเองว่า
“ไทยก็สามารถอยู่ได้ซึ่งคือสาเหตุที่(ไทย) ไม่ต้องแก้โครงสร้างแต่ก็จะถอยลงไปถอยลงไปมันไม่ได้เกิดความรู้สึกว่ามันเป็นวิกฤตมันเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องปรับเพราะฉะนั้นก็จะกระตุ้นเศรษฐกิจปะผุเล็กๆน้อยๆไปและสุดท้ายก็พบว่าโครงสร้างที่เป็นอยู่ไม่เคยปรับโครงสร้างมันอยู่กับโลกใหม่ยากขึ้นทุกวันเช่นอุตสาหกรรมต่างๆถูกDisrupt ไปเยอะAI มารถEV มากระแทกไทยล้วนๆเกิดภัยธรรมชาติขึ้นมาน้ำท่วมภาคเหนือคนภาคเหนือจำนวนมากไม่เคยคิดว่าจะเกิดน้ำท่วมก็เกิดไปเรียบร้อยน้ำทะเลกำลังสูงขึ้นๆอีก30 ปีก็จะกินพื้นที่ไม่น้อยในพื้นที่กรุงเทพฯตอนล่างภาคกลางตอนล่างปริมณฑลอาจจะอยู่ใต้ทะเลเหมือนกับบางขุนเทียนที่กำลังเกิดอยู่”
ดร.สมเกียรติมองว่า หากไทยไม่ปรับอะไร ตอนนี้ยังสามารถอยู่ได้ แต่อีก 30 ปีอยู่ไม่ได้
“ปัญหาโครงสร้างส่วนใหญ่เป็นแบบนี้ไม่ใช่ไม่ทำวันนี้แล้วตายวันนี้เดือดร้อนวันนี้แบบแสนสาหัสมันเดือดร้อนเล็กๆแต่เมื่อเวลาผ่านไปมันจะเจ็บมากขึ้นมันจะลำบากมากขึ้นมันจึงต้องการพลังในการปรับโครงสร้างถ้าทำโดยการปรับโครงสร้างประเทศจะเดินต่อไปได้”
ดร.สมเกียรติอธิบายว่า ในยุคเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเอเชีย หรือวิกฤตต้มยำกุ้งปี 1997 ในปีนั้น เกาหลีใต้ได้ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ เพราะตระหนักว่า โครงสร้างแบบเดิมจะทำให้ประเทศเดินต่อไปไม่ได้
“สิ่งที่รัฐบาลเกาหลีใต้ทำคือเอากฎระเบียบต่างๆมาทบทวนดูว่าอะไรที่มันทำให้ปรับตัวไม่ได้เพราะกฎระเบียบมันถ่วงไว้มันดึงไว้ไม่ให้ตามโลกใหม่เกาหลีใต้จัดการกฎหมายไปประมาณครึ่งหนึ่งโยนทิ้งเพราะมันล้าสมัย”
การดำเนินยกเครื่องกฎหมายครั้งใหญ่ทำให้เกาหลีใต้สามารถเติบโตแบบก้าวกระโดดได้ หลังจากปี 1997 มีการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ มากมาย เพราะกฎหมายดีขึ้นเยอะ
ดร.สมเกียรติเล่าว่า สำหรับไทยก็มีพยายามเช่นกัน โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) หน่วยงานธุรกิจ หอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เรียกร้องให้รัฐบาลปรับโครงสร้าง โดยการแก้ไขกฎระเบียบที่มีปัญหา ที่เรียกว่า ‘ทำกิโยตินกฎหมาย’
“คือการนำกฎหมายที่ล้าสมัยที่มีปัญหาอย่างกฎหมายไข่กฎหมายโรงแรมกฎหมายอะไรสารพัดไปจัดการทบทวนเลิกและปรับปรุงปรากฏว่าเกิดขึ้นกะปริบกะปรอยไม่ได้เกิดขึ้นขนานใหญ่ถ้าปรับโครงสร้างจริงๆไทยจะกลับมาเป็นแบบเกาหลีได้เพราะคนไทยนักธุรกิจไทยจำนวนหนึ่งมีความสามารถคนไทยแรงงานไทยถ้าปรับสถาบันการศึกษาปรับอะไรต่างๆให้พอเหมาะคนจะมีวิธีหาทางไปในจุดที่ดีได้ถ้าไม่มีอะไรเกะกะ”
ดร.สมเกียรติบอกว่า TDRI ประเมินว่า ถ้ามีการทบทวนกฎระเบียบ โดยเฉพาะการขออนุญาตอนุมัติต่างๆ ประมาณ 1,000 เรื่อง เศรษฐกิจไทยจะเติบโตขึ้นประมาณปีละ 100,000 ล้านบาท หรือประมาณ 0.8% ของ GDP เช่น หากเศรษฐกิจจะเติบโต 3% แต่ถ้าแก้กฎหมายต่างๆ ก็จะเติบโต 3.8%
ความเคยชิน ผลประโยชน์ ทำให้ไทยถูก ‘แช่แข็ง’
ดร.สมเกียรติอธิบายว่า การแก้ไขกฎหมายต่างๆ ของไทยเป็นไปได้ช้า เนื่องจากเป็นเรื่องที่ต้องใช้พลังในการต่อสู้กับคนที่ไม่อยากเปลี่ยน
“ความไม่อยากเปลี่ยนบางครั้งเป็นเรื่องความเคยชินเฉยๆบางเรื่องเป็นเรื่องของผลประโยชน์บางเรื่องเป็นความเคยชินถ้าเป็นเรื่องผลประโยชน์อาจจะยากนิดนึงแปลว่าผู้นำทางการเมืองก็จะต้องทุบโต๊ะต้องบอกว่าต้องเอาไม่งั้นประเทศไปไม่ได้”
ดร.สมเกียรติกล่าวว่า ในยุคที่รัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จไม่ได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด “สมัยที่รัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จจะออกมาตราอะไรขึ้นมาใช้รัฐธรรมนูญที่ตัวเองร่างขึ้นมามีอาญาสิทธิ์ทั้งหมดแต่ไม่ได้ใช้ดาบอาญาสิทธิ์เพราะใจไม่ถึงและโตมาจากระบบราชการคิดเหมือนระบบราชการจึงไม่ได้ทำอะไรจึงไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง”
ขณะเดียวกัน บางเรื่องก็เป็นความเคยชิน เช่น ปัจจุบัน การเข้าออกประเทศไม่จำเป็นต้องกรอกเอกสารตรวจคนเข้าเมืองแบบกระดาษ (ตม.6) เนื่องจากพาสปอร์ตอิเล็กทรอนิกส์มีข้อมูลทุกอย่าง ส่วนข้อมูลเที่ยวบินสามารถดูได้จาก Boarding Pass
“เมื่อ4-5 ปีที่แล้วอยากจะยกเลิกเรื่องการกรอกเอกสารกระดาษถูกค้านจาก2 กระทรวงคือกระทรวงมหาดไทยที่ค้านบอกว่าถ้าไม่ให้กรอกใบตม.6 จะเสียเรื่องความมั่นคงประเทศไทยจะเสี่ยงจากความมั่นคงมากยิ่งขึ้นกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาบอกว่าถ้าไม่กรอกกระดาษจะเก็บสถิตินักท่องเที่ยวไม่ได้ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดตอนนั้นสภาอุตฯและสภาหอการค้าฯต้องการให้ยกเลิกกับคนไทยก่อนซึ่งคนไทยมีกี่คนที่เป็นนักท่องเที่ยวและไปเกี่ยวอะไรกับการเก็บสถิติท่องเที่ยวคุณอยากเก็บสถิติท่องเที่ยวก็ไปสำรวจท่องเที่ยวคนไทยส่วนใหญ่ไม่ใช่นักท่องเที่ยวอยู่แล้ว”
ดร.สมเกียรติชี้ว่า กรณีตัวอย่างเสียงค้านจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คือ ‘ความเคยชิน’ ส่วนกรณีของกระทรวงมหาดไทยที่บอกว่า หากไม่กรอกเอกสารกระดาษจะมีปัญหาเรื่องความมั่นคง เช่น หากมีผู้ก่อการร้ายเข้ามาประเทศไทย ซึ่ง ดร.สมเกียรติมองว่า คงไม่มีผู้ก่อการร้ายคนไหนกรอกข้อมูลตามความเป็นจริง
อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องใหญ่ ซึ่ง ดร.สมเกียรติหยิบยกมาเล่าคือ หลักสูตรการศึกษาไทยที่ใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ขณะที่ iPhone ออกมาเกิน 16 รุ่นแล้ว แต่ไทยยังไม่เปลี่ยนหลักสูตรการศึกษา
“พอจะเปลี่ยนพอจะมีของใหม่ความเคยชินผลประโยชน์จะต่อต้านการเปลี่ยนแปลงมีคำถามเอ๊ะขึ้นมาตลอดแปลว่าฝั่งที่อยากจะปรับปรุงอยากจะเอาของใหม่เข้ามามีภาระในการพิสูจน์มีภาระในการอธิบายมหาศาลฝั่งที่ไม่อยากจะเปลี่ยนก็จะเอ๊ะไปเรื่อยๆเช่นถ้าปรับหลักสูตรใหม่รู้ยังไงว่าหลักสูตรใหม่จะดีกว่าหลักสูตรเดิมถ้าปรับหลักสูตรใหม่จะรู้ได้ยังไงว่าถ้าเกิดเรียน2 หลักสูตรพร้อมกันจะเทียบโอนจากโรงเรียนนึงไปอีกโรงเรียนนึงได้ยังไงก็จะหาเรื่องเอ๊ะไปเรื่อยๆและสุดท้ายการเปลี่ยนแปลงก็จะไม่เกิด”
ดร.สมเกียรติมองว่า “หากฝ่ายการเมืองผู้มีอำนาจไม่ทุบโต๊ะบอกว่านี่คือเรื่องจำเป็นถ้าไม่ปรับเรื่องนี้โครงสร้างประเทศมันปรับไม่ได้และประเทศเราจะถูกแช่แข็งแบบนี้ถ้าไม่ทุบโต๊ะเพราะฉะนั้นจึงต้องมีแรงกดดันว่าถึงไม่แก้เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้เราตายวันนี้แต่ในอนาคตเราจะถอยลงๆทำให้เกิดความรู้สึกมีUrgency มีความเร่งด่วนเป็นเรื่องที่ต้องทำ”
ดร.สมเกียรติบอกว่า จะไม่โยนโจทย์ให้รัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว เพราะทุกภาคส่วนต่างได้รับความเดือดร้อน ทั้งภาคธุรกิจ ประชาชน นักวิชาการ และแรงงาน
“ดังนั้นคนต้องรวมตัวกันและบอกการเมืองว่าแก้ปัญหาสักทีลูกบอลอยู่ในมือคุณอย่าไปปล่อยว่าปล่อยไปแล้วมันจะอยู่ต่อไปได้มันเคยอยู่ได้แต่มันจะอยู่ยากขึ้นเรื่อยๆ”
ภาครัฐทุบโต๊ะ จัดการปัญหาโครงสร้างไทย
เมื่อถูกถามว่า อะไรคือสิ่งแรกที่ฝ่ายการเมืองควรทำ และสามารถทำได้ทันทีในการทุบโต๊ะเพื่อจัดการปัญหาเชิงโครงสร้าง ดร.สมเกียรติตอบว่า มีสารพัดสิ่งที่ภาคการเมืองสามารถทำได้ แต่หากต้องการ Quick Win ในเชิงที่ต้องออกแรงพอสมควรเพื่อต่อสู้กับคนที่คัดค้าน ดร.สมเกียรติแนะนำว่า “เรื่องแรกคือการแก้กฎระเบียบการขออนุมัติขออนุญาตซึ่งศึกษาไว้หมดเรียบร้อยแล้วถกเถียงกันในชั้นปฏิบัติเรียบร้อยแล้วภาคธุรกิจบอกว่าควรทำภาคราชการบอกว่าอาจจะติดปัญหาคุยกันมานานจนตกผลึกเรียบร้อยสามารถชงเซ็นทุบลุยได้ต้องอาศัยใจถึงการเมืองต้องใจถึงถ้าจะผลักดันประเทศต่อไปต้องกล้าตัดสินใจเรื่องนี้เป็นหนึ่งในหลายๆเรื่องที่ทำได้ทันที”
---------------------------
“การเมืองต้องใจถึง ถ้าจะผลักดันประเทศต่อไป ต้องกล้าตัดสินใจ”
---------------------------
ดร.สมเกียรติบอกว่า อาจจะมีหน่วยราชการที่ไม่ค่อยพอใจบ้าง เพราะต้องเปลี่ยนวิธี แต่คนมีความเคยชิน อยากทำแบบเดิม เพราะไม่ต้องปรับตัวอะไร ซึ่งในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ปรับตัว จะอยู่ไม่ได้ และประเทศจะอยู่ไม่ได้ สำหรับภาคราชการอาจไม่เจ๊ง แต่คนที่เจ๊งคือ ประชาชน และธุรกิจ ดังนั้น ธุรกิจและประชาชนจะต้องส่งเสียงบอกภาคการเมือง
‘พลังประชาชน’ ในการเปลี่ยนแปลงประเทศ
แม้ว่าจะเป็นคนตัวเล็กๆ ในสังคม แต่ทุกคนต่างมีพลังในการสร้างการเปลี่ยนแปลงประเทศได้เช่นกัน โดย ดร.สมเกียรติบอกว่า ประชาชนสามารถ ‘ออกเสียง’ ที่ไม่ใช่แค่การออกเสียงในวันเลือกตั้งเท่านั้น แต่ต้องออกเสียงมากกว่านั้น
“แน่นอนว่ามันไม่ได้สบายเหมือน4 ปีหย่อนบัตรทีนึงหย่อนบัตรต้องไปอยู่แล้วประเทศไทยต้องเป็นประชาธิปไตยอย่ากลับไปกลับมาอย่าวอกแวกแต่ไม่ใช่หย่อนบัตรแล้วจบกันต้องเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง”
ดร.สมเกียรติพูดกระตุ้นว่า “ลองนึกดูดีๆสมมติเจอปัญหาสักเรื่องหนึ่งติดสักเรื่องนึงมีเพื่อนนักเรียนที่รู้จักไหมที่สามารถไปคุยกับผู้มีอำนาจได้หรือถึงแม้ไม่รู้จักใครเลยแต่เห็นว่าระบบการศึกษาไทยมันแย่แล้วเขียนจดหมายหารัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการสมมติว่ารัฐมนตรีได้จดหมาย100 ฉบับมาทุกวี่ทุกวันบ่นเรื่องคุณภาพการศึกษารัฐมนตรีจะนั่งอยู่เฉยๆได้ไหมก็ไม่ได้”
---------------------------
“ต้องช่วยกัน Voice ออกมา Voice ออกเสียง มีปากมีเสียง อย่าอยู่เฉยๆ นี่คือหน้าที่ที่คนไทยจะต้องขับเคลื่อนประเทศไทย”
---------------------------
เมื่อสมมติว่า หากนับ 1 ในวันนี้ ที่ทุกคนร่วมกัน Voice ออกมา เราจะสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศเมื่อไหร่นั้น ดร.สมเกียรติมองว่า “ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความพยายามเพราะของพวกนี้บอกไม่ได้ว่าทำวันนี้เกิดผลวันนี้” พร้อมบอกว่า ในชีวิตของตัวเอง ก็มีบางครั้งที่พูดไป ยังไม่เกิดผลทันที แต่ก็มีบางเรื่องที่โชคดี พูดแล้วมีคนเข้าใจทันที และนำไปปฏิบัติทันที
ดร.สมเกียรติยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดว่า “เมื่อ5 ปีก่อนคนคงนึกไม่ออกว่าจะเกิดสมรสเท่าเทียมในประเทศไทยได้หรือเคยคิดไหมว่าไปติดต่อราชการไม่ต้องเอาสำเนาทะเบียนบ้านไปแล้วมันก็เกิดขึ้นได้การเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นได้”
ดร.สมเกียรติชี้ว่า “เมืองไทยไม่ใช่ไม่มีพื้นฐานแต่เป็นประเทศที่มีพื้นฐานแต่ต้องปลดปล่อยอย่าให้ถูกกักขัง…ต้องใช้พลังต่างๆพลังของทุนเล็กทุนที่มีนวัตกรรมพลังของแรงงานและพลังของการสร้างของใหม่ๆอย่าให้กฎระเบียบอย่าให้นโยบายอย่าให้โครงสร้างเป็นปัญหา”
ฝากบอก…คนที่หมดหวังใน ‘ประเทศไทย’
สำหรับคนที่อาจจะหมดหวังใน ‘ประเทศไทย’ และหลายคนได้ตัดสินใจย้ายประเทศ หรืออยากย้ายประเทศนั้น ดร.สมเกียรติบอกว่า การอยากย้ายประเทศเป็นเรื่องจริง โดยมีข้อมูลยืนยันคือผลสำรวจจาก Gallup Poll ที่นิตยสาร The Economist นำไปวิเคราะห์และได้ผลที่น่าสนใจ
“สักประมาณ10 กว่าปีก่อนสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์คนไทยที่อยากย้ายออกไปนอกประเทศเอาเฉพาะคนที่มีการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไปว่าไม่อยากอยู่เมืองไทยถ้าเลือกได้อยากไปทำงานต่างประเทศกับคนต่างประเทศที่อยากเข้ามาทำงานในประเทศไทยตอนนั้นสูสีกันประมาณ4-5 แสนคนสูสีกันเรียกว่าคนอยากออกมากกว่าคนอยากเข้านิดนึง”
จากนั้นในยุครัฐบาลประยุทธ์ต่อรัฐบาลเศรษฐาในช่วงไม่กี่ปีก่อนนี้ ดร.สมเกียรติบอกว่า “ผลที่ออกมาน่าตกใจมากคนอยากจะออกประมาณ1.5 ล้านคนคนอยากจะเข้าประมาณ5 แสนกว่าๆเทียบไปแล้วคนอยากจะออกคนไทยที่มีการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไปอยากจะออกไปทำงานต่างประเทศมากกว่าคนต่างประเทศที่อยากจะเข้ามาประมาณสัก9 แสนคนซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ”
ดร.สมเกียรติอธิบายเรื่องนี้ โดยให้คนลองคิดว่า การเป็นพลเมืองของประเทศในมุมหนึ่งเหมือนการเป็นลูกค้าของสินค้า
“สมมติเราเป็นลูกค้าของร้านกาแฟเราไปร้านกาแฟแล้วพบว่าวันนี้บริการไม่ดีเราจะทำยังไง1. เราVoice เราออกเสียงเราบอกผู้จัดการว่าวันนี้ทำไมบริการไม่ดีทำไมช้าจังถ้าเราบอกมากๆเค้าไม่แก้เราก็เปลี่ยนร้านเราก็ไปดื่มร้านอื่นแต่ประเทศถ้าเราไม่ลองVoice เลยหรือไม่Voice เต็มๆแล้วเราบอกว่าย้ายประเทศเราจะเสียโอกาสเยอะ”
ดร.สมเกียรติแนะนำว่า “เราจึงควรมีความมุ่งมั่นมีความภักดีว่านี่คือแผ่นดินที่เราคุ้นเคยที่เราเกิดเราจะทำแผ่นดินทำประเทศไทยให้ทำมาหากินง่ายให้เศรษฐกิจดีให้สังคมมีความเป็นธรรมมากขึ้นและทุกอย่างประเทศไหนก็แล้วแต่ถูกกำหนดโดยพลังของพลเมืองพลังของประชาชนทั้งสิ้น”
https://youtu.be/zbGhTAAakrI?si=qFHZlwlrh7mPPyff