โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

EIC วิเคราะห์แนวโน้มอุตสาหกรรมกุ้งปี2568 การฟื้นตัวอยู่ในภาวะเปราะบาง ส่งออกยังหดตัว

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 12 มี.ค. 2568 เวลา 15.01 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. 2568 เวลา 14.58 น.

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)วิเคราะห์แนวโน้มอุตสาหกรรมกุ้ง
……
ภาพรวมอุตสาหกรรมกุ้งของไทยในปีที่ผ่านมาอยู่ในภาวะซบเซาต่อเนื่อง โดยมูลค่าการส่งออกกุ้งในปี 2024 อยู่ที่ 1,134.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว -7.4%YOY ทั้งนี้ปัจจัยหลักมาจากราคาส่งออกกุ้งที่หดตัวจากการแข่งขันด้านราคา (Price war) ที่ค่อนข้างรุนแรง ท่ามกลางภาพรวมความต้องการบริโภคกุ้งที่ยังคงอยู่ในภาวะซบเซา ขณะที่ปริมาณส่งออกกุ้งหดตัวเล็กน้อย ซึ่งนอกจากจะเป็นผลจากการชะลอการผลิตตามอุปสงค์ในตลาดโลกที่ซบเซาแล้ว ยังเป็นผลจากปริมาณผลผลิตกุ้งในประเทศที่ปรับตัวลดลง ทั้งจากปัญหาโรคระบาดต่าง ๆ ที่รุมเร้าอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสภาพอากาศที่แปรปรวนอีกด้วย ส่งผลให้อัตราการรอดของกุ้งอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้น เกษตรกรบางส่วนจึงตัดสินใจชะลอการลงลูกกุ้งเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว

ทิศทางอุตสาหกรรมกุ้งในปี 2025 ยังคงมีแนวโน้มหดตัว ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยง (Downside risks) รอบด้าน ทั้งเรื่องโรคระบาดสะสมต่าง ๆ ในกุ้งที่ยังพบอย่างต่อเนื่องในไทย ซึ่งประเด็นนี้เป็นปัจจัยหลักที่กดดันการฟื้นฟูผลผลิตกุ้งในประเทศ รวมไปถึงประเด็นความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical risks) และสงครามการค้ารอบใหม่ที่มีแนวโน้มยกระดับความรุนแรงขึ้นอีกครั้งภายใต้นโยบาย Trump 2.0 ซึ่งประเด็นดังกล่าวจะส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อภาพรวมเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก รวมถึงอาจซ้ำเติมแนวโน้มเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลักของไทยอย่างสหรัฐฯ และจีนให้ฟื้นตัวได้ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งประเด็นความเสี่ยงต่าง ๆ เหล่านี้ ส่งผลให้ภาพรวมการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมกุ้งไทยในปีนี้อยู่ในภาวะเปราะบาง โดย SCB EIC คาดการณ์ว่ามูลค่าการส่งออกกุ้งในปี 2025 จะหดตัวที่ -2.3%YOY ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

ในระยะต่อไป ความท้าทายหลักที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมกุ้งจำเป็นต้องจับตาอย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือ ได้แก่ ปัญหาความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานกุ้งในตลาดโลกท่ามกลางกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังคงมีแนวโน้มเปราะบาง รวมไปถึงกฎระเบียบการค้าโลกรวมทั้งมาตรการกีดกันทางการค้าด้านภาษีและไม่ใช่ภาษี (NTBs) ที่มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมกุ้งจะต้องให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่การผลิตและตอบโจทย์การเลี้ยงกุ้งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตและการแข่งขัน รวมทั้งต้องปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจเพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการแข่งขันของสินค้านวัตกรรมทางเลือกใหม่ ๆ ในตลาดอาหารทะเล

…….

อุตสาหกรรมกุ้งไทยมีห่วงโซ่มูลค่าเพิ่ม (Value chain) ที่ค่อนข้างครบวงจร เริ่มต้นตั้งแต่การผลิตอาหารกุ้ง การเพาะพันธุ์ลูกกุ้ง การเพาะเลี้ยงในฟาร์ม การรวบรวมวัตถุดิบเพื่อป้อนโรงงาน การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ เรื่อยไปจนถึงการทำการตลาด การขนส่งและกระจายสินค้าต่อไปยังผู้บริโภคขั้นสุดท้าย โดยเป็นการผลิตเพื่อป้อนตลาดส่งออกเป็นหลัก (Export-oriented industry) สัดส่วนการส่งออกอยู่ที่ราว 90% ของปริมาณผลผลิตกุ้งทั้งหมดในประเทศ สินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง กุ้งแปรรูป และกุ้งกระป๋อง ซึ่งมีสัดส่วนราว 51%, 30% และ 19% ของมูลค่าการส่งออกกุ้งทั้งหมด ตามลำดับ ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ, จีน และญี่ปุ่น ส่วนที่เหลืออีกราว 10% พึ่งพาอุปสงค์จากตลาดภายในประเทศ

รูปที่ 1 : ห่วงโซ่มูลค่าเพิ่ม (Value chain) ของอุตสาหกรรมกุ้งในไทย ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์, สมาคมกุ้งไทย, กรมประมง และแหล่งข่าวทั่วไป

อนึ่ง จากข้อมูลล่าสุดของศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรม (Food Intelligence Center : FIC) และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่าปัจจุบันมีฟาร์มเลี้ยงกุ้งมาตรฐานในไทยจำนวนทั้งสิ้นราว 26,700 ฟาร์ม กระจายตัวอยู่ในแหล่งเพาะเลี้ยงกุ้งสำคัญในพื้นที่ภาคตะวันออก, ภาคกลาง และภาคใต้ โดยจังหวัดที่เป็นแหล่งเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลสำคัญ ได้แก่ ฉะเชิงเทรา, สมุทรปราการ, จันทบุรี, ปราจีนบุรี, สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ซึ่งผลผลิตกุ้งเกือบทั้งหมดราว 95% เป็นสายพันธุ์กุ้งขาวแวนนาไม (Vannamei shrimp) เนื่องจากเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงกุ้งทั่วโลกเพราะเลี้ยงง่ายและโตไว ส่วนอีกราว 5% เป็นสายพันธุ์กุ้งกุลาดำ (Black tiger prawn) ขณะที่ในส่วนของโรงงานแปรรูปนั้น พบว่ามีโรงงานแปรรูปกุ้งในไทยจำนวนทั้งสิ้น 190 ราย ประกอบด้วยโรงงานขนาดกลาง 66 ราย และโรงงานขนาดใหญ่อีก 124 ราย ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ใกล้ฟาร์มกุ้งซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบสำหรับป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิต

ในอดีต ไทยเคยเป็นผู้ผลิตและส่งออกกุ้งเบอร์ 1 ของโลก แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดจากการระบาดของโรคตายด่วน หรือ Early Mortality Syndrome (EMS) ในช่วงปลายปี 2012 ที่สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อผลผลิตกุ้งในประเทศ ปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลให้เกษตรกรบางส่วนหยุดพักการเลี้ยงกุ้งชั่วคราว รวมทั้งมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเลี้ยงกุ้งเพื่อลดความเสี่ยงจากโรคระบาด อาทิ ลดจำนวนรอบการเลี้ยง ลดจำนวนบ่อในแต่ละรอบการผลิต ปล่อยลูกพันธุ์กุ้งในอัตราความหนาแน่นต่ำ เป็นต้น ซึ่งการปรับตัวดังกล่าวล้วนมีส่วนทำให้ผลผลิตกุ้งในไทยลดลงมากจากช่วงก่อนเกิดโรค EMS จนกระทบต่อการส่งออกกุ้งและเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับคู่แข่งสำคัญอย่างเอกวาดอร์ อินเดีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งนับจากนั้นเป็นต้นมา ไทยก็ยังไม่สามารถฟื้นฟูผลผลิตกุ้งให้กลับไปอยู่ที่จุดเดิมได้ โดยพบว่าผลผลิตกุ้งของไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา (2013-2024) อยู่ในระดับค่อนข้างทรงตัวที่ราว 3-4 แสนตันมาโดยตลอด สะท้อนว่าการฟื้นฟูอุตสาหกรรมกุ้งของไทยยังเผชิญกับอุปสรรคหลายประการ ทั้งการบริหารจัดการและควบคุมโรคระบาดในกุ้งที่ไม่มีประสิทธิภาพ ขาดการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาปรับใช้ รวมไปถึงปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมอีกด้วย อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิและระดับความเค็มของน้ำในมหาสมุทร โรคอุบัติใหม่ในกุ้ง เป็นต้น

รูปที่ 2 : ปริมาณผลผลิตกุ้งจากการเพาะเลี้ยงของไทยและประเทศผู้ผลิตสำคัญของโลก ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ (MOC) และ Trade map

“เอกวาดอร์” คือคู่แข่งที่มีศักยภาพและน่าจับตามองมากที่สุด เนื่องจากมีความได้เปรียบทั้งในเรื่องพื้นที่เพาะเลี้ยงกุ้งที่มีศักยภาพจำนวนมาก รวมทั้งมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเพาะเลี้ยงที่ทันสมัยมาปรับใช้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับการผลิตอาหารกุ้งคุณภาพสูง ยิ่งไปกว่านั้น ระบบการเลี้ยงกุ้งของเอกวาดอร์ยังเป็นการเลี้ยงแบบธรรมชาติที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของกุ้งพันธุ์พื้นถิ่น ส่งผลให้อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงกุ้งในเอกวาดอร์เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นผู้ส่งออกกุ้งรายใหญ่ที่สุดของโลกในปัจจุบัน และยังเป็นคู่แข่งสำคัญของไทยในสินค้ากุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งที่ส่งออกไปยังตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ และจีนอีกด้วย สะท้อนได้จากส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

รูปที่ 3 : ปริมาณการนำเข้ากุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งของสหรัฐฯ และจีน จำแนกตามประเทศซัพพลายเออร์สำคัญ หน่วย : ตัน, % ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ Trademap (HS code: 030617 กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง)

ปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯ กำลังเร่งเดินหน้าผลักดันให้การแก้ปัญหากุ้งทะเลเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการแก้ไขปัญหาร่วมกันแบบบูรณาการตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมกุ้งไทย โดยมาตรการสำคัญและแผนปฏิบัติการที่เตรียมนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี อาทิ การพัฒนาลูกพันธุ์กุ้งคุณภาพสูง, การควบคุมคุณภาพอาหารกุ้ง, การจัดการฟาร์มเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืน, การจัดการโรคและป้องกันโรคในกุ้ง, การพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตและแปรรูปกุ้ง, การสร้างแบรนด์และเพิ่มช่องทางการตลาด และการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม เป็นต้น โดยตั้งเป้าแก้ปัญหาของอุตสาหกรรมกุ้งทั้งระบบให้เป็นรูปธรรมภายใน 3 ปี เพื่อยกระดับการผลิตกุ้งสู่การผลิตอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของกุ้งไทยในตลาดโลก

อีกหนึ่งแนวทางฟื้นฟูอุตสาหกรรมกุ้งที่ภาครัฐกำลังดำเนินงานอยู่ คือการวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยง “กุ้งกุลาดำสายพันธุ์ใหม่” เพื่อขยายโอกาสให้กับกุ้งไทย ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างไบโอเทค (สวทช.) กับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กุ้งกุลาดำและทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำที่มีคุณภาพภายใต้ระบบการเลี้ยงที่ปลอดโรค โดยได้จัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กุ้ง (ศวพก.) ขึ้นในพื้นที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี จนล่าสุดในปีที่ผ่านมา (2024) โครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จจนได้ “กุ้งกุลาดำสายพันธุ์ใหม่” ที่มีลักษณะเด่น คือปลอดโรคและโตเร็ว อีกทั้ง ยังให้ผลผลิตกุ้งตัวใหญ่ เนื้อแน่น และมีรสชาติดี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างทดสอบการเลี้ยงในสภาพแวดล้อมจริงร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง โดยคาดว่าจะสามารถขยายการผลิตพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำพันธุ์ใหม่ในเชิงพาณิชย์ได้ภายในปีนี้ SCB EIC มองว่าความสำเร็จดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งความหวังในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมกุ้งไทย เพราะนอกจากจะเป็นการสร้างตลาดสินค้ากุ้งใหม่แล้ว ยังเพิ่มโอกาสในการส่งออกพ่อแม่พันธุ์กุ้งไปขายยังต่างประเทศได้อีกด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดอินเดีย ซึ่งปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำและมีความต้องการพ่อแม่พันธุ์กุ้งคุณภาพสูงจำนวนมากในแต่ละปี

……

ในปีที่ผ่านมา (2024) มูลค่าการส่งออกกุ้งของไทยอยู่ที่ 1,135 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว -7.4%YOY โดยสาเหตุหลักมาจากราคาส่งออกกุ้งที่หดตัวท่ามกลางอุปสงค์ในตลาดโลกที่ซบเซา ขณะที่ปริมาณส่งออกหดตัวเล็กน้อยจากปัญหาโรคระบาดในกุ้งที่รุมเร้าอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ หากวิเคราะห์ลงไปในรายละเอียดจะพบว่า เป็นการหดตัวแบบ Broad-based ในทุกกลุ่มสินค้าและในทุกตลาดส่งออกหลักของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งไปจีนที่หดตัวสูงถึง -15.8%YOY หลังจากขยายตัวในปีก่อนหน้า สะท้อนถึงภาพรวมการบริโภคในจีนที่อ่อนแอลงท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มรายได้ในอนาคตและการจ้างงาน ส่งผลให้ผู้บริโภคชาวจีนส่วนใหญ่ยังระมัดระวังการใช้จ่ายในสินค้าฟุ่มเฟือยต่าง ๆ ซึ่งรวมถึง Luxury food อย่างอาหารทะเลและกุ้ง

รูปที่ 4 : โครงสร้างการส่งออกกุ้งของไทย จำแนกตามรายสินค้าและตลาดส่งออกหลัก หน่วย : ล้านดอลลาร์สหรัฐ, % ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด, %YOY growth ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ (MOC)

สำหรับในปี 2025 อุตสาหกรรมกุ้งของไทยมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าภาพรวมการฟื้นตัวยังคงเปราะบางจากปัจจัยเสี่ยง (Downside risks) รอบด้าน ท่ามกลางความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก รวมทั้งความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical risks) และสงครามการค้ารอบใหม่ที่มีแนวโน้มยกระดับความรุนแรงขึ้นอีกครั้งจากนโยบาย Trump 2.0 ส่งผลให้ภาพรวมอุปสงค์กุ้งในตลาดโลกมีความเสี่ยงสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทที่ผันผวนและต้นทุนการผลิตกุ้งของไทยที่อยู่ในระดับสูงกว่าคู่แข่งยังเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญสำหรับการแข่งขันในตลาดโลกท่ามกลางภาพรวมกำลังซื้อที่อ่อนแอ เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่น่าจะยังมีความต้องการสินค้ากุ้งที่มีราคาไม่สูงมากนัก ซึ่งจะทำให้ไทยเสียเปรียบคู่แข่งที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ โดย SCB EIC คาดการณ์ว่ามูลค่าการส่งออกกุ้งในปีนี้จะอยู่ที่ราว 1,109 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว -2.3%YOY ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

จับตาการส่งออกกุ้งไปยังตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ และจีน ที่อาจฟื้นตัวล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ SCB EIC คาดว่าความต้องการบริโภคกุ้งในสหรัฐฯ จะได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีอากรขาเข้า (Import tariff) ซึ่งแรงกดดันดังกล่าวจะส่งผลให้ผู้บริโภคในสหรัฐฯ มีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่ายและให้ความสำคัญกับ Value for money มากขึ้น รวมทั้งอาจปรับลดการบริโภคอาหารฟุ่มเฟือย (Luxury food) ต่าง ๆ ลง รวมถึงการนำเข้ากุ้งแปรรูป ซึ่งไทยพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ มากเป็นอันดับ 1 ในขณะที่อุปสงค์จากจีนก็มีแนวโน้มชะลอลงเช่นเดียวกันจากผลพวงของสงครามการค้ารอบใหม่ ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงอีกและฟื้นตัวได้ล่าช้ากว่าที่คาดไว้ ดังนั้น ไทยจึงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าวด้วยการมองหาโอกาสในการขยายการส่งออกกุ้งไปยังตลาดใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพ เช่น ตลาดตะวันออกกลาง หรือตลาดอื่น ๆ ในเอเชีย เช่น มาเลเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดส่งออกหลักดั้งเดิมอย่างเดียว

……

ในระยะต่อไป ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมกุ้งไทยต้องปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจเพื่อเตรียมรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากความไม่สมดุลของอุปสงค์และอุปทานกุ้งโลก การแข่งขันที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น ปัญหาการสะสมโรคจากการเลี้ยงกุ้งในพื้นที่เดิมเป็นระยะเวลานาน ต้นทุนค่าแรงในประเทศที่มีแนวโน้มสูงขึ้น รวมถึงต้นทุนในการปรับมาตรฐานการเลี้ยงกุ้งและมาตรฐานการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพสอดคล้องกับข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า และที่สำคัญที่สุดคือความท้าทายจากการยกระดับอุตสาหกรรมกุ้งไทยสู่การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่การผลิต

ทั้งนี้ SCB EIC มองว่า ภาครัฐต้องมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาของอุตสาหกรรมกุ้งทั้งระบบ เพื่อปลดล็อกอุปสรรคต่าง ๆ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของกุ้งไทยในเวทีโลก ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการผลิตร่วมกับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ทั้งในเรื่องขนาด ปริมาณ และคุณภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานและความต้องการของตลาดปลายทางที่แตกต่างกัน รวมทั้งต้องเน้นให้ความช่วยเหลือเรื่องการลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นทุนด้านพลังงาน อาหารกุ้ง พันธุ์กุ้ง และปัจจัยการผลิตอื่น ๆ รวมถึงต้นทุนแฝงจากการเกิดโรคสะสมในกุ้ง เช่น การส่งเสริมการผลิตลูกกุ้งคุณภาพสูง การให้บริการด้านสุขภาพสัตว์น้ำ และสร้างเครือข่ายห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์โรคกุ้ง เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของกุ้งไทยในตลาดโลกตั้งแต่ต้นทาง พร้อม ๆ ไปกับการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาการผลิตและแปรรูปกุ้งที่มีคุณภาพสูงและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เพื่อหลีกหนีการแข่งขันด้านราคาร่วมด้วย

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมกุ้งจะต้องหันมาให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่การผลิตและตอบโจทย์การเลี้ยงกุ้งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เริ่มตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบ (Sustainable and responsible sourcing) ตัวอย่างเช่น ฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งต้องไม่บุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนหรือปล่อยน้ำเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตอาหารกุ้ง เช่น ปลาป่น ต้องได้มาจากการทำประมงที่ถูกกฎหมาย มีการปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเป็นธรรม เป็นต้น รวมถึงอาจพิจารณานำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและนวัตกรรมต่าง ๆ เช่น พลังงานสะอาด เทคโนโลยีการผลิตและแปรรูปที่ลดการปล่อยคาร์บอน มาปรับใช้ในฟาร์มเพาะเลี้ยงหรือ

โรงงานแปรรูป เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าและเพิ่มแต้มต่อให้กับผู้เล่นไทยท่ามกลางกระแสการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนทั่วโลก
นอกจากนี้ การปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากสินค้านวัตกรรมทางเลือกใหม่ ๆ ในตลาดอาหารทะเลก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม อาทิ การพัฒนาและคัดเลือกสายพันธุ์กุ้งที่มีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิน้ำและระดับความเค็ม การเลี้ยงกุ้งหลากหลายสายพันธุ์เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มความยืดหยุ่นต่อภัยคุกคามด้านต่าง ๆ และเพิ่มความสามารถในการฟื้นตัวต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate resilience) หรือการเลี้ยงสัตว์น้ำแบบผสมผสาน เช่น กุ้ง ปลา สาหร่ายทะเล ไว้ในระบบการเลี้ยงเดียวกันเลียนแบบระบบนิเวศทางธรรมชาติเพื่อปรับความสมดุลและฟื้นฟูระบบนิเวศโดยรวม รวมทั้งต้องเตรียมรับมือกับการแข่งขันในตลาดอาหารทะเลที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นจากสินค้านวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น โปรตีนทางเลือก (Alternative protein) หรืออาหารทะเลที่ทำจากพืช (Plant-based seafood) ซึ่งกำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในตลาดโลกมากขึ้น โดยพบว่าปัจจุบันเริ่มมีผลิตภัณฑ์ทดแทนทูน่าและกุ้งที่ทำจากพืช (สาหร่าย) วางจำหน่ายมากขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว

รูปที่ 4 : โครงสร้างการส่งออกกุ้งของไทย จำแนกตามรายสินค้าและตลาดส่งออกหลัก หน่วย : ล้านดอลลาร์สหรัฐ, % ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด, %YOY growth ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ (MOC)

ข้อสงวนสิทธิ์ : บทความนี้จัดทำขึ้นโดยธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคาร”) เพื่อวัตถุประสงค์ในการนำเสนอข้อมูลและบทวิเคราะห์เท่านั้น ข้อมูลและบทวิเคราะห์ใด ๆ ที่ปรากฏในบทความนี้ได้ถูกรวบรวมและอ้างอิงมาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะ ซึ่งอาจรวมถึงข้อมูลทางเศรษฐกิจ ข้อมูลทางการตลาด หรือข้อมูลอื่น ๆ ที่มีความน่าเชื่อถือก่อนวันที่บทความนี้ได้ถูกจัดทำขึ้น ธนาคารไม่รับประกันหรือรับรองว่าข้อมูลดังกล่าวมีความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน รวมถึงธนาคารไม่มีหน้าที่ในการตรวจสอบข้อมูลหรือดำเนินการใด ๆ ให้ข้อมูลถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันไม่ว่าในกรณีใด ๆ ทั้งนี้ บทความนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คำแนะนำทางกฎหมาย ทางการเงิน ทางภาษี หรือคำแนะนำอื่นใด และไม่ควรใช้เป็นเอกสารอ้างอิงในการดำเนินการใด ๆ นอกจากนี้ ธนาคารไม่ต้องรับผิดในความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลในเอกสารนี้ ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ก็ตาม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...