รู้จัก “สถาปัตยกรรมเพื่อชุมชน” : เมื่อบ้านคือรากฐานชีวิตที่ยั่งยืน
บ่อยครั้งที่วิสัยทัศน์จากสถาปนิก จากแปลนบนกระดาษสู่การก่อสร้างจริง มักจะขัดแย้งกับประสบการณ์จริงของผู้อยู่อาศัย ดังนั้นการดึงชุมชนหรือผู้ใช้งานในอนาคตเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบโครงการโดยตรงตั้งแต่ต้น จึงเป็นการเพิ่มมิติให้หลากหลายแก่วิสัยทัศน์เดิมของสถาปนิก เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ทั้งสองฝ่าย
นั่นจึงเป็นที่มาของแนวคิดหนึ่งในการออกแบบที่เรียกว่า “การออกแบบโดยการมีส่วนร่วม” (Participatory Design) ซึ่งเป็นกระบวนการที่สามารถนำไปใช้ได้กับสถาปัตยกรรมทุกขนาด ตั้งแต่บ้าน สำนักงาน ไปจนถึงพื้นที่สาธารณะ และยังเป็นการขยายกรอบการออกแบบให้กว้างออกไป ทำให้ข้อมูลจากผู้ใช้ในอนาคตกลายมาเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาโครงการที่เหมาะสมต่อการใช้งานอย่างแท้จริง
ด้วยการแสวงหาความรู้ ทักษะ และการตัดสินใจของคนในชุมชน หลายโครงการจึงได้รับการออกแบบให้เหมาะกับความต้องการและบริบทท้องถิ่นของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นแพลตฟอร์มสำหรับแลกเปลี่ยนเทคนิคและทักษะพื้นถิ่น และที่สำคัญคือการสร้าง “ความรู้สึกเป็นเจ้าของ” ในชุมชนร่วมกัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ตามความเห็นของสถาปนิกชาวเวเนซูเอลาอย่าง โฆเซ่ นาซา โรดริเกซ (José Naza Rodríguez) ที่เชื่อว่า เป้าหมายปลายทางของการสร้างอาคารหรือพื้นที่สาธารณะก็คือการสร้าง “พลเมือง”
“ชุมชนไม่ได้เป็นแค่ ‘ตัวเอก’ ของงานเพียงเพราะพวกเขามีส่วนร่วมด้วยการส่งอาสาสมัคร คนหนุ่มสาวที่อาจจะหลุดออกจากระบบ หรือคนไร้โอกาส มาช่วยก่อสร้าง แต่ชุมชนเป็นตัวเอก เพราะพวกเขามีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบและพัฒนาโครงการ พวกเขาได้ร่วมถกเถียง แลกเปลี่ยนความคิด จินตนาการถึงพื้นที่ ขนาด และสีสันต่าง ๆ นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ นั่นคือการที่พวกเขาได้ตระหนักว่า ตัวเองมีส่วนรับผิดชอบในการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของตัวเอง” สถาปนิกชาวเวเนซูเอลากล่าว
“คิด” ฉบับ Co-Now ขอพาทุกคนไปทำความรู้จัก 3 โปรเจ็กต์จาก 3 สถาปนิก ที่แสดงให้เห็นว่า สถาปัตยกรรมที่มีส่วนร่วมกับชุมชน สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันของผู้คนที่มีส่วนร่วม และมอบข้อมูลเชิงลึกอันมีค่าให้กับสถาปนิกได้อย่างไร
(Jaime Navarro Soto)
1. Social Housing in Pinotepa Nacional, Mexico โดย HDA: Hector Delmar Arquitectura และ M+N Diseño
การสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนที่สำคัญและเป็นหนึ่งในแกนหลักของการออกแบบโดยการมีส่วนร่วมก็คือ การเข้าไปพูดคุยกับคนในชุมชนโดยตรง เช่นเดียวกับโปรเจ็กต์นี้ที่กลุ่มสถาปนิกจาก HDA: Hector Delmar Arquitectura และ M+N Diseño ได้รับโจทย์ให้สร้างบ้านสำหรับชุมชนเกษตรกรที่อาศัยกันอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองปิโนเตปา นาซิโอนัล รัฐวาฮากา ประเทศเม็กซิโก ไปประมาณ 5 กิโลเมตร
สถาปนิกได้เข้าไปนั่งคุยกับคนในชุมชน โดยเรียกทั้ง 38 ครัวเรือนมาประชุมกัน และให้แต่ละบ้านวาดรูปบ้านในฝันของตัวเอง พร้อมกับสอบถามถึงวิถีชีวิตและมุมมองของแต่ละคนเกี่ยวกับบ้านในอุดมคติของพวกเขา เพราะด้วยพื้นที่ตั้ง ภูมิภาค และลักษณะภูมิประเทศของพื้นที่ที่มีความเฉพาะตัว ความต้องการเฉพาะของแต่ละครอบครัวจึงกลายเป็นคุณลักษณะสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาในการออกแบบ
แบบบ้านประกอบด้วยอาคารหลังคาจั่วสองหลังเชื่อมติดกัน สถาปนิกได้อธิบายถึงผลลัพธ์ของการออกแบบว่า “รูปทรงของหลังคาอ้างอิงมาจากบ้านเรือนพื้นถิ่นของภูมิภาค และปรับให้เข้ากับลักษณะภูมิอากาศของพื้นที่ ซึ่งความลาดเอียงช่วยในการระบายอากาศร้อนและหลีกเลี่ยงความรู้สึกอับชื้น ลานภายในที่เกิดขึ้นระหว่างอาคารสองหลัง เป็นพื้นที่เปลี่ยนผ่านแบบเปิดโล่งและกึ่งส่วนตัวในเวลาเดียวกัน เนื่องจากเป็นพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมประจำวัน มีพื้นที่หลังคาคลุมสำหรับห้องครัวและห้องรับประทานอาหาร ห้องน้ำสำหรับใช้งานร่วมกัน และพื้นที่ว่างสำหรับปลูกพืชผักสวนครัวหรือเลี้ยงสัตว์”
สิ่งที่ทำให้โครงการบ้านเพื่อสังคมโครงการนี้ต่างจากโครงการอื่นก็คือ บ้านเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นบนที่ดินที่เป็นของผู้ใช้อยู่แล้ว แทรกตัวเข้าไปในโครงสร้างชนบทที่มีอยู่เดิม ดังนั้นจึงก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของให้กับผู้อยู่อาศัยโดยตรง
(Vastushilpa Foundation)
2. Aranya Low-Cost Housing โดย B. V. Doshi
โครงการ Aranya Low-Cost Housing ตั้งอยู่ในเมืองอินดอร์ โดยได้รับมอบหมายจากหน่วยงานพัฒนาเมืองอินดอร์ และได้รับทุนสนับสนุนร่วมกันจากธนาคารโลกและบริษัทที่อยู่อาศัยและพัฒนาเมืองของอินเดีย (India’s Housing and Urban Development Corporation หรือ HUDCO) เพื่อจัดหาที่อยู่อาศัยให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยในสังคม (Economically Weaker Sections หรือ EWS)
โครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้การทำงานของ บัลกฤษณะ วิธาลดาส โดชิ (Balkrishna Vithaldas Doshi) หรือที่รู้จักกันในชื่อ บี.วี. โดชิ (B. V. Doshi) สถาปนิกชาวอินเดียผู้เป็นศิษย์ของสองสถาปนิกชื่อก้องโลกอย่าง เลอ กอร์บูซีเย (Le Corbusier) และ หลุยส์ คาน (Louis Kahn) และยังเป็นเจ้าของรางวัล Pritzker Architecture Prize หนึ่งในรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดในวงการสถาปัตยกรรมโลกในปี 2018
ผลงานบ้านจัดสรร Aranya ที่ครอบคลุมพื้นที่ 86 เฮกตาร์ (หรือราว 86,000 ตารางเมตร) เป็นหนึ่งในผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับ บี.วี. โดชิอย่างมาก เขากล่าวว่า “การสร้างบ้านไม่ใช่แค่การก่ออิฐถือปูน แต่คือการสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ เป็นเรื่องของการมีส่วนร่วม และเป็นการแสดงออกถึงความฝัน สายสัมพันธ์ และความปรารถนาของผู้อยู่อาศัย” อย่างที่กล่าวไปว่า โครงการนี้มุ่งเป้าไปที่ผู้มีรายได้น้อย แปลงที่ดินขนาดเล็กที่สุดในโครงการ Aranya จึงมีพื้นที่เพียง 35 ตารางเมตร ประกอบด้วยฐานรากที่ก่อด้วยอิฐ ส่วนบริการหลัก (ห้องส้วมพร้อมก๊อกน้ำหรืออ่างอาบน้ำ) และสามารถเลือกสร้างห้องครัว ตกแต่งบันได ประตู ขอบหน้าต่างเพิ่มเติมได้ตามกำลังของตัวเอง พร้อมการเชื่อมต่อกับระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอย่างน้ำประปาและไฟฟ้าไว้เรียบร้อย
นอกจากพื้นที่อยู่อาศัยส่วนตัวขนาดเล็กและมุมพักผ่อนส่วนตัวแล้ว ยังมีการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางให้เชื่อมโยงกับพื้นที่เปิดโล่งขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถปลูกต้นไม้ได้ เพื่อส่งเสริมให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้อยู่อาศัย และสร้างชีวิตชีวาให้กับชุมชน
มานอน มอลลาร์ด (Manon Mollard) บรรณาธิการนิตยสาร The Architectural Review เขียนถึงโครงการบ้านจัดสรร Aranya ไว้ว่า “สถาปนิกได้ร่างเพียงชุดขององค์ประกอบพื้นฐานเพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถนำไปปรับใช้และต่อยอด เสมือนเป็นการมอบภาษาและพื้นที่ให้พวกเขาได้ ‘ยกระดับชีวิต’ ด้วยตัวพวกเขาเอง การเติบโตของชุมชนถูกกำหนดไว้ในแผนแม่บทก็จริง แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนาในแบบที่ไม่เป็นทางการ (หรือพัฒนาด้วยตัวเอง) ภายใต้กรอบและลำดับชั้นของรูปแบบอาคารและพื้นที่เปิดโล่ง ซึ่งเชื่อมโยงกันด้วยโครงข่ายของโครงสร้างพื้นฐาน”
สองสิ่งที่สถาปนิกชาวอินเดียแสดงให้เห็นในโครงการนี้ก็คือ ความสำคัญของการได้เป็นเจ้าของ และการได้เป็นส่วนหนึ่งของบ้าน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของชีวิต บี.วี.โดชิ กล่าวว่า “ถึงแม้การซื้อบ้านจะไม่ได้ทำให้บ้านนั้นเป็นของคุณโดยอัตโนมัติ แต่เมื่อคุณมอบกรรมสิทธิ์ให้พวกเขา คุณก็ได้มอบรากฐานของบ้านให้พวกเขา ทั้งทางกายภาพ ทางการเงิน และทางสติปัญญา: มันเป็นของพวกเขา”
(Vastushilpa Foundation)
และมุมมองที่ว่า บ้านไม่ควรจะเป็นสิ่งที่หยุดนิ่ง “ถึงแม้บ้านจะสร้างจากอิฐ แต่ที่อยู่อาศัยก็ไม่ควรถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ถาวร และสิ่งสำคัญที่สุดคือการคิดถึงโครงการในระยะยาว เพราะที่อยู่อาศัยไม่ใช่สิ่งที่เฉื่อยชา แต่มันมีชีวิต” บี.วี.โดชิ กล่าว
น่าเสียดายว่า เพียง 2 ปีหลังจากที่บ้านตัวอย่าง 80 หลังของโครงการบ้านจัดสรร Aranya แล้วเสร็จ อินเดียก็ได้เปิดเสรีทางเศรษฐกิจ เปิดรับตลาดโลก และปรับเปลี่ยนนโยบายการเคหะใหม่ โดยให้รัฐบาลมีบทบาทลดลงและหันไปสนับสนุนภาคเอกชนมากขึ้น ตามนโยบายที่อยู่อาศัยแห่งชาติปี 2005 โดยรัฐบาลหันมาส่งเสริมสิ่งจูงใจทางการเงินเพื่อให้เอกชนเข้ามามีบทบาทในการสร้างบ้านมากขึ้น รวมถึงส่งเสริมเทคโนโลยีบ้านราคาถูกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ผลลัพธ์ก็คือ โครงการของรัฐเริ่มเหือดแห้งลงอย่างรวดเร็ว และถูกแทนที่ด้วยค่าคอมมิชชันจากลูกค้าภาคเอกชนที่ต้องการเลียนแบบอาคารจาก "ที่อื่น" และการอภิปรายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยก็ถูกลดทอนลงโดยเน้นที่ตัวเลขและปริมาณเช่นจำนวนห้องและราคา มากกว่าที่จะคำนึงถึงหลักการออกแบบที่ดี
"เราไม่ได้พูดถึง ‘ครอบครัว’ เราพูดถึง ‘ห้อง’ จากนั้นเราพูดถึงความสามารถในการจ่ายและต้นทุน ทำให้เราสร้างที่อยู่อาศัยโดยไม่เข้าใจโครงสร้างของสังคม" คำกล่าวนี้ของ บี.วี. โดชิ ยังคงดังก้องเตือนใจเราถึงคุณค่าที่แท้จริงของที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นเสาหลักของชีวิต ในโลกที่คนไร้บ้านมีจำนวนมากกว่า 150 ล้านคน สถานการณ์ในอินเดียครั้งอดีต คือบทเรียนสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยอย่างเท่าเทียม ซึ่งทุกประเทศควรตระหนักและนำมาปรับใช้เพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน
(Insitu Project)
3. House of Dreams โดย Kuo Jze Yi และ Peter Hasdel
House of Dreams เป็นโครงการล่าสุดที่สร้างเสร็จในปี 2020 ภายใต้โครงการใหญ่ที่ชื่อ Insitu Project ซึ่งดูแลโดย ปีเตอร์ แฮสเดลล์ (Peter Hasdell) และ กัว จื่อ อี้ (Kuo Jze Yi) จากสถาบันการออกแบบของมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคฮ่องกง (PolyU Design) โดยโครงการนี้ยังได้รับรางวัลเหรียญทองจาก Taipei International Design Award 2021
โครงการนี้ประกอบด้วยการฟื้นฟูและออกแบบใหม่ของถ้ำ 19 แห่ง เพื่อเชิดชูสปิริตคนในชุมชน เนื่องจากบรรพบุรุษของคนในชุมชนนี้เคยอาศัยอยู่ในถ้ำมาก่อน นอกจากนั้นยังมีการออกแบบลานกว้าง 4 แห่ง เกสต์เฮาส์สำหรับชุมชน ห้องครัวและห้องรับประทานอาหาร พื้นที่ทำกิจกรรม และสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ ๆ เพื่อให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการพัฒนาพื้นที่ชนบทที่ครอบคลุม
ความน่าสนใจอีกอย่างก็คือ การฝึกอบรมชาวบ้านสูงอายุ (ที่ไม่มีประสบการณ์ด้านการก่อสร้างและความรู้ด้านการรีไซเคิล) ในเรื่องการก่อสร้างเชิงทดลองโดยใช้วัสดุเหลือใช้ พวกเขาถูกสอนตั้งแต่ขั้นตอนการเก็บรวบรวม การออกแบบ และการก่อสร้าง ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือการได้เห็นขวดพลาสติกและขยะเหลือใช้ต่าง ๆ ถูกนำมารีไซเคิลและตกแต่งเข้ากับผนังของอาคาร ไม่เพียงแค่สร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนกับการออกแบบ แต่ยังสร้างความสามัคคี และทำให้มุมมองของชุมชนเปลี่ยนไป โดยเฉพาะการมองว่าขยะเป็นสิ่งที่ต้องฝังกลบ ไปสู่ความเข้าใจว่าขยะยังคงมีคุณค่า ซึ่งได้เปลี่ยนเศรษฐกิจในหมู่บ้านไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและการปฏิบัติที่ยั่งยืนต่อไป
จาก 3 กรณีศึกษาดังที่กล่าวมา ได้สะท้อนให้เห็นถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของการออกแบบโดยการมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นแนวทางที่ส่งเสริมให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ มีส่วนร่วม และการตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลและชุมชนอย่างแท้จริง โครงการเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนเท่านั้น แต่ยังเป็นแบบอย่างที่แสดงให้เห็นว่า สถาปัตยกรรมสามารถเป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน สร้างความยั่งยืน และเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับอนาคตได้อย่างไร
ที่มา : บทความ “Designing With Users: 7 Projects Where Architects Collaborated With Communities” โดย Paul Yakubu
บทความ “The House of Dreams sustains local communities with social innovation and research by design” โดย The Hong Kong Polytechnic University
บทความ “Aranya Housing Project by B V Doshi: A Masterpiece of Affordable Urban Living” จาก re-thinkingthefuture.com
บทความ “Revisit: Aranya low-cost housing, Indore, Balkrishna Doshi” โดย Manon Mollard
บทความ “Participatory Architecture: Community Involvement in Project Development” โดย Victor Delaqua
บทความ “Social Housing in Pinotepa Nacional / HDA: Hector Delmar Arquitectura + M+N Diseño” โดย HDA: Hector Delmar Arquitectura, M+N Diseño
บทความ “Aranya Low-cost Housing by B.V Doshi Low-cost urban housing” โดย Madhuli Awasarkar
เรื่อง : คณิศร สันติไชยกุล