โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อรรถสิทธิ์ พานแก้ว : แก้ปัญหาสวมสิทธิถิ่นกำเนิด มากกว่า ‘ปรับ’ คือ ต้อง ‘รื้อและคิดใหม่’

MATICHON ONLINE

อัพเดต 26 เม.ย. 2568 เวลา 10.24 น. • เผยแพร่ 26 เม.ย. 2568 เวลา 10.24 น.

อรรถสิทธิ์ พานแก้ว : แก้ปัญหาสวมสิทธิถิ่นกำเนิด มากกว่า ‘ปรับ’ คือ ต้อง ‘รื้อและคิดใหม่’

กว่าขวบเดือนที่รัฐบาลไทยนำโดยคณะทำงานนโยบายการค้าสหรัฐฯและรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้องมีการติดตามและเสนอท่าทีในการเจรจาเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกยุคใหม่ที่นำโดยสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้

ความขึ้นๆ ลงๆ ของนโยบายทางการค้าและการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา สร้างความผันผวนให้กับหลายประเทศทั่วโลกที่จะต้องเดินทางไปเจรจาการค้าและปรับท่าที่ของตัวเองเพื่อให้สอดรับกับท่าทีของอเมริกา หากดูแล้วสถานการณ์เช่นนี้บีบให้ประเทศขนาดกลาง ขนาดเล็ก ต้องทำประดุจเหมือนการถวายจิ้มก้องในอดีต อย่างไรก็อย่างนั้น

เมื่อเทียบดูท่าทีของรัฐบาลไทยที่ได้ผลิตชุดแนวทางออกมาเบื้องต้นแล้วนั้นว่าจะดำเนินการในแนวทาง 5 เรื่องด้วยกัน คือ การพิจารณานำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ (มากขึ้น) โดยพิจารณาไปแนวทางของกลุ่มสินค้าเกษตรอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตลอดจนกลุ่มสินค้าเชื้อเพลิงต่างๆ

ขณะเดียวกันก็จะพิจารณาในการผ่อนคลายมาตรการทางด้านภาษีและไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barrier) การเป็นพันธมิตรและหุ้นส่วนเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมที่ไทยและสหรัฐมีความได้เปรียบในการแข่งขัน เช่น อุตสาหกรรมเกษตร-อาหาร และเทคโนโลยี ตลอดถึงการพิจารณาเพิ่มการลงทุนของไทยในสหรัฐฯ การแก้ไขปัญหาการสวมสิทธิโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องถิ่นกำเนิดสินค้า

มาถึงบทความนี้ผมจะขอขยายความในประเด็นการแก้ไขปัญหาการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า ที่เรียกกันเฉพาะว่า สิ่งที่ออกรับรองถิ่นกำเนิดว่าเป็น Made in Thailand แท้จริงแล้วอาจไม่ได้เป็นการผลิตในประเทศอย่างที่คิด แต่เป็นสินค้าที่เข้ามาเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการส่งออก โดยปัจจุบันมีลักษณะปัญหาอยู่ 3 ลักษณะ คือ

1.การสวมสิทธิเพื่อหลีกหนีการตอบโต้มาตรการทางการค้าทั้งการทุ่มตลาดและการอุดหนุน (Anti -Circumvention หรือ AC)

ประเภทนี้จะเห็นได้ในกลุ่มสินค้าประเภทเหล็ก อะลูมิเนียม ที่เกิดปัญหาการหลีกหนี หลบเลี่ยง มาตรการทางการค้าอยู่บ่อยครั้ง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีการดำเนินการตอบโต้การทุ่มตลาด มีการเรียกเก็บอากรกับกลุ่มสินค้าเหล็กในพิกัดภาษีศุลกากรที่จัดแบ่งไว้ทางการค้า ปรากฏว่า ผู้ผลิตหรือผู้ส่งออก มีการเปลี่ยนสภาพของสินค้าเพียงเล็กน้อย เช่น การเติมสารโบรอนหรือเจือสารหรือธาตุอื่นๆ เพื่อให้พิกัดศุลกากร ที่เคยเรียกเก็บอากรการทุ่มตลาดนั้นเปลี่ยนไป ทำให้การส่งออกและการดำเนินการเพื่อพิสูจน์ เปิดไต่สวน และการดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องจำต้องอาศัยระยะเวลาพอสมควร

อนึ่ง ปัจจุบัน การพิจารณาสำหรับการตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตราการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti -Circumvention หรือ AC) มีการพิจารณาเป็นรายกรณี รายบริษัทไป ไม่สามารถตอบโต้หรือเรียกเก็บอากรเป็นรายประเทศสำหรับกลุ่มสินค้าที่โดนมาตรการตอบโต้การอุดหนุนหรือทุ่มตลาดได้ (countervailing Measures /Anti-Dumping)

ซึ่งกระบวนการดังกล่าวทั้งการยื่นคำขอ การพิจารณาไต่สวนเฉพาะบริษัทที่ถูกกล่าวหา กินระยะเวลาอยู่มาก บางรายกว่า 9 เดือนก็มีให้เห็นมาแล้ว ฉะนั้นแล้วกว่าจะโดนตอบโต้กลับในการใช้กฎหมายสำหรับกรณี AC สินค้าที่ทะลักเข้ามาในระหว่างยังไม่ได้ใช้มาตรการจึงก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและการส่งออกอย่างมาก

ยิ่งการดำเนินการโดยการแยกพิจารณาเฉพาะบริษัทที่ถูกกล่าวหาแล้ว ยิ่งเป็นช่องว่างให้เกิดการหลบเลี่ยงเปลี่ยนบริษัท เช่น การเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการ เปลี่ยนแปลงชื่อบริษัท จดจัดตั้งบริษัทใหม่เพื่อดำเนินการแทนในลักษณะเดียวกัน และต้องนำเข้ามาพิจารณาไต่สวน เริ่มต้นระยะเวลานับหนึ่งใหม่อีกครั้ง เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายยิ่งสำหรับการดำเนินกระบวนการทางกฎหมายเพื่อให้สอดรับกับรูปแบบการค้า พฤติกรรมของผู้ผลิตและผู้ส่งออก ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน

ซึ่งนี่ยังไม่รวมถึงการอุดหนุนในรูปแบบใหม่ที่จะท้าทายสำหรับการส่งออกในประเทศที่ประเทศขาเข้าจะพิจารณาอีก คือ การกระทำที่เข้าข่ายที่สหรัฐฯ ใช้คำว่า transnational subsidy ขณะที่ Eu ใช้คำว่า Cross-border subsidy ซึ่งเป็นการอุดหนุนข้ามพรมแดน ที่ประเทศที่สามผู้อุดหนุน อุดหนุนข้ามแดน ให้กับนักลงทุนชาติตนที่มีการลงทุนในต่างประเทศให้ได้รับสิทธิทางด้านราคา ต้นทุน การจัดหาสินค้าที่ใช้ในการผลิตเพื่อให้สามารถแข่งขันได้

“ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่ทางสหรัฐอเมริกาเองมีความกังวลอยู่เช่นเดียวกัน แต่ผมเองยังไม่เห็นการออกมาพูดถึงเรื่องนี้เท่าไหร่นักว่าจะแก้ไข และจัดการกันอย่างไรต่อไป”

ส่วนสำหรับประเทศไทยเองอีกมาตรการที่ยังไม่ได้ใช้และผมเสนอว่าอาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่จำเป็นต้องใช้หากมีการนำเข้าของสินค้าที่ทะลักเข้ามาอย่างผิดกฎหมายและพบว่าอุตสาหกรรมภายในเสียหาย คณะกรรมการฯชุดที่เกี่ยวข้อง (ปัจจุบันใช้ชื่อว่า คณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย) อาจพิจารณาเสนอใช้มาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard Measure: SG) ตามความเหมาะสมซึ่งเป้นมาตรการที่ไม่แยกการปกป้องเพียงเฉพาะรายประเทศ แต่เน้นปกป้องอุตสาหกรรมที่เสียหาย โดยอาจจะใช้ชั่วคราวครั้งละไม่เกิน 200 วัน หรือทั่วไปไม่เกิน 4 ปี ก็อาจพิจารณาในการ Merge การทำงานระหว่างเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้เช่นกัน

2.การผลิตในไทยมีกระบวนการผลิตอย่างน้อยและส่งออกไปยังต่างประเทศ

การผลิตเพื่อให้ได้ถิ่นกำเนินสินค้าโดยปกติแล้วก็จะมีสิ่งที่ยอมรับเป็นหลักสากลของกฎเกณฑ์การค้าสินค้าระหว่างประเทศ เราเรียกสิ่งนี้ว่า Rule of Origins หรือ ROOs ซึ่งมีหลักการพื้นฐานอยู่ 3 หลักการ

หลักการแรก คือ หลักการใช้วัตถุดิบในประเทศทั้งหมด เราเรียกว่า Wholly Obtain หรือ WO คือผลิตมาจากประเทศแบบแท้ๆ ดั้งเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงส่วนผสมอะไรเลย โดยหลักจะเป็นพวกสินค้าเกษตร เช่น ผลไม้ ยางพารา มันสำปะหลัง เป็นต้น

หลักการต่อมา หลักการใช้วัตุดิบในประเทศภาคีสมาชิก เช่น อาเซียน รวมตัวกัน แลกเปลี่ยนสินค้ากันเพื่อมาผลิตเป็นสินค้าขั้นสุดท้ายในประเทศใดประเทศหนึ่ง เขาเรียกสิ่งนี้ว่า Produced Entirely หรือ PE

หลักการที่สาม คือ เรื่องของการแปรสภาพในสาระสำคัญอย่างเพียงพอ (Substantial Transformation : ST ) คือเอาวัตถุดิบมาจากที่ไหนก็ได้เลยแล้วนำมาผลิตในประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยมีเกณฑ์ย่อยที่มีการกำหนดในแต่ละกลุ่มสินค้ารายนั้นๆ จำแนกได้ 3 รูปแบบ คือ การเปลี่ยนพิกัดศุลกากร Change of Tariff Classifications หรือ CTC

การเปลี่ยนแปลงเฉพาะเกณฑ์ขบวนการผลิตที่เฉพาะจง (Specific Process : SP) ซึ่งพิจารณาจากกระบวนการผลิตส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนแปลงในทางเคมี เช่น การทำให้บริสุทธิ์ การหลอมละลาย เป็นต้น

การปรับเปลี่ยนสัดส่วนมูลค่าการผลิตที่เพิ่มขึ้น (Regional Value Content : RVC) หมายถึงการผลิตโดยเปรียบเทียบมูลค่าสัดส่วนสินค้าที่ผลิตในประเทศและมูลค่าสัดส่วนสินค้าที่ไม่ได้ถิ่นกำเนิด โดยมากแล้วมักกำหนดว่าสินค้าต้องมีสัดส่วนมูลค่าการผลิตภายในประเทศ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 จึงจะได้ถิ่นกำเนิดประเทศนั้นไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเงื่อนไขขึ้นอยู่กับสินค้าแต่ละรายการ โดยการคำนวนในความตกลงบางครั้งก็จะเป็นการคำนวณโดยมองไปที่ต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้นสำหรับผู้ส่งออกมองไปที่การขึ้นกระบวนการทั้งหมดในประเภท FOB การขนส่ง การบรรจุ ค่าแรง เป็นต้น

รวมเป็นเกณฑ์ในการคำนวณวัตถุดิบในประเทศ ซึ่งบางครั้งไม่ได้สะท้อนที่มาและต้นทุนของวัตถุดิบนั้นอย่างแท้จริง ซึ่งความตกลง EFTA ที่กระทรวงพาณิชย์เพิ่งลงนามไปเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ไม่ได้ใช้การคำนวณดังกล่าว แต่ใช้การคำนวณราคาหน้าโรงงาน Ex Works prices ซึ่งสามารถสะท้อนความเป็นจริงได้มากกว่า

“เนื่องจากบางครั้งการใช้ Terms แบบเดิม ผู้ส่งออกใช้การคำนวณแบบเติมสัดส่วนหนักไปที่ใดที่หนึ่งที่ไม่ใช่ตัวสินค้าโดยตรง อย่าง กล่องบรรจุ ค่าแรง ค่าขนส่ง แค่นี้ก็ทำให้ RVCเปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งนี่เองก็เป็นรายละเอียดมากๆ อีกเช่นกัน”

3.กระบวนการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origins)

เรื่องนี้เป็นเรื่องร้อนแรงยอดฮิตที่ถูกพูดถึงจากกรณีสหรัฐอเมริกา เพราะหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดประเภททั่วไป (Non- preferential C/O) ซึ่งส่งไปรับรองสหรัฐอเมริการวมถึงประเทศอื่นๆ ที่ไม่ได้มีข้อตกลงทางภาษีโดยเฉพาะนั้น มีการกระจายอำนาจให้กับเอกชน 2 ราย อย่าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้สามารถออกหนังสือรับรองฯ โดยเหตุที่ต้องการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ

ปัญหาคือ แต่ละที่ต่างมีกระบวนการออกฯ และกฎเกณฑ์ที่แตกต่างกันไป การรับรองว่า Origin from Thailand ดังกล่าวมีอยู่จริง จึงต้องกลับกลับมาอยู่ภายใต้ความดูแลของภาครัฐเพื่อต้องการสร้างความมั่นให้กับผู้นำเข้าว่ามีการควบคุมเรื่องการตรวจสอบถิ่นกำเนิดก่อนส่งออกสินค้าอย่างจริงจัง ซึ่งเวียดนามก็มีกระบวนการทำเรื่องลักษณะทำนองนี้เช่นเดียวกัน

ปัญหาของผมคือ เราจะใช้อะไรเป็นเกณฑ์ว่าสินค้านี้ผลิตจากประเทศไทยตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิด มีกฎระเบียบหรือกฎหมายอย่างจริงจังในแต่ละรายสินค้าหรือไม่ หรือเพียงแค่รับรองสินค้าฯ ที่ระบุในคำขอรับหนังสือรับรองฯ ให้ผ่านไปและจบไป แต่เพียงอย่างเดียวเพราะไม่ได้ใช้ลดหย่อนทางภาษีศุลกากรเหมือนกับหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบพิเศษ (Preferential C/O)

“ความเชื่อมั่นในการคืนอำนาจกลับมายังภาครัฐอย่างที่เสนอมาในแง่การออกหนังสือรับรองฯ C/O ทั่วไป จึงยังไม่เพียงพอในทัศนะของผม”

ร้อยเรียงกันมาทั้งหมดนี้ คงอรรถาธิบายกันไม่ได้หมดถึงความสลับซับซ้อนในรายละเอียดของถิ่นกำเนิดสินค้า เพราะการค้าเปลี่ยนไป การกีดกันทางการค้ามากขึ้น กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าก็ปรับตาม แต่ถ้ารัฐบาลจะเอาจริงเอาจังเรื่องการสวมสิทธิ โดยมุ่งเน้นที่ประเด็นนี้

ผมมองว่าเป็นวิสัยทัศน์ที่ดี แต่ต้องทำต่อเนื่องในระยะยาว และสร้างความเชื่อมั่น เรียกความชัดเจนในกระบวนการต่างๆ ให้คืนกลับมา หากทำได้ก็จะเป็นผลดีต่อภาพลักษณ์การส่งออกของบ้านเรา ถือโอกาสเติมน้ำมัน ซ่อม รื้อเครื่องยนต์นี้สักที หลังจากที่มันทำงานหนักมานาน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อรรถสิทธิ์ พานแก้ว : แก้ปัญหาสวมสิทธิถิ่นกำเนิด มากกว่า ‘ปรับ’ คือ ต้อง ‘รื้อและคิดใหม่’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...