โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ส่อง KMI ธุรกิจพลังงานสหรัฐฯ ทำไมโบรกฯ ยกให้เป็นหุ้น “น่าซื้อ” ในปี 68

Wealthy Thai

อัพเดต 08 ก.ย 2568 เวลา 22.00 น. • เผยแพร่ 22 เม.ย. 2568 เวลา 02.05 น.

Kinder Morgan หรือ KMI เป็นบริษัทขนส่งและจัดเก็บน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของสหรัฐฯ ที่นักวิเคราะห์มองว่ามีแนวโน้มที่ดีแม้จะอยู่ในช่วงที่มีสงครามการค้าอย่างเช่นในปัจจุบัน โดยในโพสต์นี้ Wealthy Thai จะพาทุกท่านมาสำรวจว่าทำไมหุ้น KMI ถึงถูกนักวิเคราะห์หลายแห่งยกให้เป็นหุ้นน่าซื้อของปี 2568
สำหรับผลการดำเนินงานล่าสุดในไตรมาส 1/68 KMI ทำรายได้รวม 4.24 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 10.39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 717 ล้านดอลลาร์ ลดลงเกือบ 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยบริษัทเผยว่ากำไรที่ลดลงในไตรมาสนี้ มาจากการปิดปรับปรุงโรงงานแปลรูปก๊าซให้เป็นของเหลว (condensate processing facility) ที่จะมีขึ้นในทุกๆ 10 ปี รวมกับค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตามผลการดำเนินการในธุรกิจท่อขนส่งก๊าซธรรมชาติ, ธุรกิจ CO2, และธุรกิจจัดเก็บน้ำมันและก๊าซธรรมชาติยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งช่วยกลบผลเสียข้างต้นได้บ้าง
ด้านแนวโน้มในอนาคต บริษัทมองว่าปริมาณความต้องการก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ จะเติบโตขึ้นราว 20-28 พันล้านลูกบาศก์ฟุต (Bcf) ต่อวัน ภายในปี 2573 โดยมีปัจจัยสนับสนุนคือการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น, ความต้องการพลังงานไฟฟ้าในอุตสาหกรรม AI และ ศูนย์ข้อมูล, และความต้องการใช้ไฟฟ้าของประชาชน ทั้งในการทำธุรกิจและในชีวิตประจำวัน
สำหรับปี 2568 คาดว่ากำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้น 8% แตะ 2.8 พันล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้น (EPS) จะเพิ่มขึ้น 10% มาอยู่ที่ 1.27 ดอลลาร์ เมื่อเทียบกับปีก่อน ในขณะที่เงินปันผล มองว่าจะอยู่ที่ 1.17 ดอลลาร์/หุ้น เพิ่มขึ้นราว 2% จากปีก่อน และกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (Adjusted EBITDA) มองว่าจะอยู่ที่ 8.3 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จาก http://Investing.com มองว่า KMI มีแนวโน้มที่ดีจากหลายปัจจัย เช่น (1) การที่ความต้องการก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยในไตรมาส 1/68 ที่ผ่านมา ความต้องการก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ได้แตะระดับสูงสุดใหม่ไปแล้วตามรายงานจาก IEA (2) การซื้อระบบรวบรวมและแปรรูปก๊าซธรรมชาติมาจากบริษัท Outrigger Energy II ที่ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตให้กับบริษัท
และ (3) กระแสเงินสดอิสระ (FCF) ของบริษัทที่อยู่ในระดับสูง เพียงพอสำหรับการลงทุน การขยายกำลังการผลิต รวมถึงจ่ายการเงินปันผล โดยไม่ต้องก่อหนี้เยอะ โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา บริษัทมี FCF ราว 2.94 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 26.2% จากปีก่อนหน้า
ในด้านความเสี่ยงจากอัตราภาษีนำเข้าที่สูงขึ้น โดยเฉพาะสำหรับเหล็ก บริษัทได้มีมาตรการลดความเสี่ยงด้วยการสั่งซื้อเหล็กล่วงหน้า ทำสัญญาเพื่อล็อกราคาต้นทุน และจัดหาโรงงานเหล็กภายในประเทศ นอกจากนี้ ความเสี่ยงที่ยอดสั่งซื้อจากจีนจะลดลง ก็มองว่าจะถูกทดแทนโดยยอดสั่งซื้อจากประเทศอื่นๆ ในยุโรปและเอเซีย
โดยนักวิเคราะห์คาดว่า หุ้น KMI จะแตะระดับสูงสุดใหม่ได้ภายใน 12-18 เดือนข้างหน้า จากความมั่นใจของตลาดที่ทำให้โบรกฯ หลายเจ้ามีการปรับราคาเป้าหมายหุ้นขึ้น รวมถึงการซื้อหุ้นนี้โดยนักลงทุนสถาบัน ที่ส่วนใหญ่มักจะซื้อหุ้น KMI เป็นประจำในทุกไตรมาส ทั้งนี้ ราคาเป้าหมายโดยเฉลี่ยของหุ้นอยู่ที่ 30.86 ดอลลาร์ ซึ่งมี upside ราว 10% จากราคาปัจจุบัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...