ทำความรู้จักและลิสต์ 5 เพลงฮิตของ “Yellow Claw” ก่อนได้เจอในงาน ‘SIAM Songkran Music Festival 2025’
LSA Thailand
อัพเดต 19 มี.ค. 2568 เวลา 11.43 น. • เผยแพร่ 22 มี.ค. 2568 เวลา 10.00 น. • Lifestyle Asia Thailandเทศกาลดนตรี “SIAM Songkran Music Festival 2025″ กำลังจะกลับมาพร้อมกับความมันส์แบบจัดเต็ม และหนึ่งในศิลปินต่างชาติที่หลายคนตั้งตารอคอยมากที่สุดคือคู่ดูโอ้ดีเจชื่อดังจากเนเธอร์แลนด์อย่าง “Yellow Claw” เตรียมตัวพบกับประสบการณ์ทางดนตรีสุดเหวี่ยงที่จะทำให้สงกรานต์ปีนี้ของคุณร้อนระอุยิ่งกว่าเดิม! วันนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับสองหนุ่มให้มากขึ้นอีกนิด ตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงเส้นทางสู่โลก EDM และพลาดไม่ได้กับ 5 ลิสต์เพลงฮิตไว้ซ้อมเต้นก่อนไปสนุกกับพวกเขา
Relate article
S2O Songkran Music Festival 2025 ไปมันส์กันกับครั้งประวัติศาสตร์ที่ราชมังฯ
ทำความรู้จักและลิสต์เพลงฮิตของ DJ SNAKE ก่อนได้เจอตัวจริงในงาน S2O Songkran Music Festival 2025
FIRST NEW RECORD OF THE YEAR! #newmusic #newmusicfriday #yellowclaw #trap #bass
สองคู่หูจากเนเธอร์แลนด์ กับซาวด์สุดดิบที่เขย่าโลก!
Yellow Claw คือคู่ดูโอ้ดีเจและโปรดิวเซอร์เพลงอิเล็กทรอนิกส์แดนซ์จากอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ สมาชิกปัจจุบันประกอบด้วย Jim Taihuttu (หรือที่รู้จักกันในชื่อ Jim Aasgier) เกิดเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 1981 และ Nils Rondhuis (หรือ Nizzle) เกิดเมื่อวันที่ 6 กันยายน 1987 ทั้งสองเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์ของวง อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกของการก่อตั้งวงในปี 2010 ยังมีสมาชิกอีกหนึ่งคนคือ Bizzey (ชื่อจริง Leonardo Roelandschap) ซึ่งเป็นแร็ปเปอร์ แต่เขาได้ตัดสินใจออกจากวงไปในปี 2016
พวกเขาไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่กลุ่มดนตรีธรรมดา แต่พวกเขาเริ่มต้นจากการเป็นเหมือน “คอนเซ็ปต์ปาร์ตี้” ที่เน้นการสร้างบรรยากาศและความสนุกให้กับผู้คน แนวคิดนี้อาจเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้การแสดงสดของพวกเขามีพลังและดึงดูดผู้ชมได้อย่างมาก
เมื่อ Trap Kings ออกขย้ำวงการ EDM
เส้นทางในวงการเพลง EDM ของพวกเขาเริ่มต้นอย่างน่าสนใจจากการจัดปาร์ตี้ประจำคืนที่โด่งดังในคลับ Jimmy Woo ที่อัมสเตอร์ดัมในช่วงกลางปี 2010 ในช่วงแรกนั้น พวกเขาเปิดเพลงหลากหลายแนว ตั้งแต่เพลงแดนซ์ ฮิปฮอป อาร์แอนด์บี ไปจนถึงดนตรีแคริบเบียน ความหลากหลายทางดนตรีในช่วงเริ่มต้นนี้เองที่อาจเป็นส่วนสำคัญในการหล่อหลอมให้พวกเขามีสไตล์ที่ผสมผสานหลากหลายแนวในปัจจุบัน
ในช่วงแรกสองคู่ซี้ได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ Boaz van de Beatz เพื่อสร้างสรรค์ซาวด์ดนตรีที่พวกเขาต้องการ การร่วมมือนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันในการพัฒนาแนวเพลงที่เป็นเอกลักษณ์ของพวกเขา ในปี 2012 และ 2013 พวกเขาเริ่มมีซิงเกิลฮิตที่ติดชาร์ตในเนเธอร์แลนด์และเบลเยียม เช่น “Krokobil”, “Nooit Meer Slapen”, “Thunder” และ “Last Night Ever” นอกจากนี้ มิวสิกวิดีโอของเพลงเหล่านี้ยังได้รับความนิยมอย่างมากบน YouTube โดยมียอดวิวสูงถึงหลายล้านครั้ง ความสำเร็จในช่วงแรกนี้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของฐานแฟนเพลงและความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานที่โดนใจผู้คน
Yellow Claw ยังได้เข้าร่วมแสดงในเทศกาลดนตรีต่าง ๆ ในเนเธอร์แลนด์ เช่น DirtyDutch Festival, Sneakerz Festival, Latin Village Festival และ Solar Festival การปรากฏตัวในเทศกาลเหล่านี้ช่วยให้พวกเขาได้แสดงดนตรีต่อหน้าผู้ชมจำนวนมากขึ้นและสร้างชื่อเสียงในวงการ EDM ได้อย่างรวดเร็ว จุดเปลี่ยนสำคัญในเส้นทางดนตรีของพวกเขาเกิดขึ้นในปี 2013 เมื่อพวกเขาเซ็นสัญญากับค่าย Mad Decent ของ Diplo และปล่อยอีพีแรกในระดับนานาชาติที่มีชื่อว่า Amsterdam Trap Music นอกจากนี้ พวกเขายังได้ไปแสดงในรายการ Diplo and Friends ทาง BBC Radio 1 และเทศกาล Tomorrowland ในปีเดียวกัน การร่วมงานกับค่ายเพลงที่มีอิทธิพลอย่าง Mad Decent และการได้แสดงในเวทีระดับโลกอย่าง Tomorrowland ถือเป็นก้าวสำคัญที่ยกระดับชื่อเสียงของพวกเขาในระดับสากล
ในเดือนพฤศจิกายน 2013 หลังจากเซ็นสัญญากับ Spinnin’ Records พวกเขาได้ปล่อยซิงเกิลระดับนานาชาติเพลงแรกคือ “Shotgun” ซึ่งมีนักร้องชาวดัตช์ Rochelle มาร่วมร้อง เพลงนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยขึ้นไปถึงอันดับ 10 ในเนเธอร์แลนด์และอันดับ 20 ในเบลเยียม “Shotgun” ถือเป็นเพลงที่ทำให้ พวกเขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นในระดับนานาชาติ
การเติบโตจากปาร์ตี้เล็ก ๆ ในคลับไปสู่การมีซิงเกิลติดชาร์ต การได้แสดงในเทศกาลดนตรีใหญ่ ๆ และการเซ็นสัญญากับค่ายเพลงชั้นนำอย่าง Mad Decent และ Spinnin’ แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างมีแบบแผนและเป็นธรรมชาติในเส้นทางอาชีพของพวกเขา การที่พวกเขาเริ่มต้นจากการสร้างประสบการณ์สดใหม่ให้กับผู้คนในคลับ อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้พวกเขาประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในวงการ EDM
ลิสต์ 5 เพลงฮิต ซ้อมแดนซ์ก่อนสงกรานต์
แม้ว่า Yellow Claw จะมีผลงานเพลงมากมาย แต่มี 5 เพลงฮิตที่คุณไม่ควรพลาดที่จะฟังก่อนไปชมการแสดงสดของพวกเขา:
1. DJ Turn It Up
เพลงนี้ปล่อยออกมาเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2013 อยู่ในอีพี Amsterdam Twerk Music “DJ Turn It Up” เป็นเพลงที่เต็มไปด้วยพลังงานสูง ซึ่งเป็นตัวแทนของซาวด์ “Amsterdam trap” ในช่วงแรกของพวกเขา ด้วยเบสหนัก ๆ และตัวอย่างเสียงร้องที่ติดหู ทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงฮิตในคลับและเทศกาลต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว เพลงนี้ยังเป็นหนึ่งในเพลงที่มียอดสตรีมสูงที่สุดของพวกเขาบน Spotify ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความนิยมที่ไม่เสื่อมคลาย หากคุณกำลังมองหาเพลงที่จะปลุกความมันส์ในตัวคุณ นี่คือเพลงที่คุณต้องฟัง! “DJ Turn It Up” ถือเป็นเพลงที่เป็นเอกลักษณ์ในช่วงแรกของพวกเขา ซึ่งสร้างชื่อเสียงและแรงผลักดันให้กับพวกเขาอย่างมาก ยอดสตรีมที่สูงและการเป็นเพลงฮิตในคลับต่าง ๆ ยืนยันถึงอิทธิพลของเพลงนี้
2. In My Room (feat. Ty Dolla $ign & Tyga)
เพลงนี้ปล่อยออกมาเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2015 อยู่ในอัลบั้ม Blood for Mercy “In My Room” แสดงให้เห็นถึงซาวด์ที่ขัดเกลาและประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์มากขึ้น โดยได้ร่วมงานกับศิลปินฮิปฮอปชื่อดังจากอเมริกา เพลงนี้ผสมผสานบีทหนัก ๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของพวกเขาเข้ากับเสียงร้องแร็ป ทำให้เข้าถึงผู้ฟังได้ในวงกว้างมากขึ้น อัลบั้ม Blood for Mercy ขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ต US Dance และเพลง “In My Room” ก็กลายเป็นเพลงฮิตระดับเมกา โดยมียอดสตรีมบน Spotify สูงกว่า 104 ล้านครั้งในแหล่งข้อมูลหนึ่ง และสูงกว่า 166 ล้านครั้งในอีกแหล่งข้อมูลหนึ่ง เพลงนี้เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของการผสมผสานระหว่าง EDM และอิทธิพลของฮิปฮอป “In My Room” ถือเป็นก้าวสำคัญสู่ความสำเร็จในกระแสหลัก ด้วยการร่วมงานกับศิลปินที่มีชื่อเสียงและการติดชาร์ต ความสำเร็จบนชาร์ต US Dance และยอดสตรีมที่สูงบ่งบอกถึงความนิยมอย่างแพร่หลาย
3. Love & War (feat. Yade Lauren)
เพลงนี้อยู่ในอัลบั้ม Los Amsterdam ซึ่งปล่อยออกมาเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2017 แต่มีเวอร์ชันซิงเกิลออกมาในปี 2016 และมีการรีมิกซ์ในภายหลัง “Love & War” มีองค์ประกอบของเมโลดี้และเสียงร้องของ Yade Lauren ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอีกด้านหนึ่งของสไตล์การผลิตเพลงของพวกเขา ที่ผสมผสาน future bass เข้ากับพลังงานอันเป็นเอกลักษณ์ของพวกเขา นอกจากนี้ เวอร์ชัน G-Funk remix ก็ได้รับความนิยมอย่างมากเช่นกัน ทั้งเวอร์ชันต้นฉบับและ G-Funk remix มียอดสตรีมบน Spotify สูง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความนิยมของเพลงนี้ในหลากหลายสไตล์ เตรียมตัวพบกับการผสมผสานระหว่างดรอปที่ทรงพลังและเสียงร้องที่เต็มไปด้วยอารมณ์ “Love & War” แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการผสมผสานองค์ประกอบที่เน้นเมโลดี้และเสียงร้องมากขึ้นในเพลงของพวกเขา โดยยังคงรักษาพลังงานอันเป็นเอกลักษณ์ไว้ได้ ความนิยมของเวอร์ชันรีมิกซ์ยิ่งเน้นย้ำถึงความน่าดึงดูดของเพลงนี้ การมีอยู่และความนิยมของเพลงในหลากหลายเวอร์ชันบ่งบอกถึงความแข็งแกร่งของทำนองหลักและความสามารถในการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับแนวเพลงย่อยต่าง ๆ
4. Till It Hurts (feat. Ayden)
เพลงนี้ปล่อยออกมาเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2014 ในตอนแรกเป็นซิงเกิลที่ไม่รวมอยู่ในอัลบั้ม “Till It Hurts” ผสมผสานองค์ประกอบของ trap และ hip-hop เข้ากับเสียงร้องของ Ayden สร้างสรรค์เป็นเพลงที่ทรงพลัง ติดหู และกลายเป็นอีกหนึ่งเพลงฮิตในช่วงแรกของวง เพลงนี้ติดชาร์ตในเนเธอร์แลนด์และเบลเยียม และมียอดสตรีมจำนวนมากบน Spotify เตรียมตัวพบกับบีทที่หนักหน่วงและเสียงร้องที่น่าจดจำ “Till It Hurts” ตอกย้ำสถานะของพวกเขาในฐานะผู้เล่นหลักในวงการ trap และ EDM ที่กำลังเติบโต โดยแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างเพลงที่ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ด้วยการร่วมงานกับนักร้อง ความสำเร็จในการติดชาร์ตและยอดสตรีมที่ยังคงสูงยืนยันถึงผลกระทบสำคัญต่ออาชีพในช่วงแรกของพวกเขา
5. Shotgun (feat. Rochelle)
เพลงนี้ปล่อยออกมาเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2013 ในตอนแรกเป็นซิงเกิลที่ไม่รวมอยู่ในอัลบั้ม “Shotgun” ถือเป็นหนึ่งในเพลงที่ทำให้พวกเขาเป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยมีเสียงร้องของ Rochelle บนดนตรีที่ผสมผสานระหว่าง trap และ electro house แสดงให้เห็นถึงสไตล์ที่เต็มไปด้วยพลังและผสมผสานแนวเพลง ซึ่งทำให้พวกเขาได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เพลงนี้ติดชาร์ตในเนเธอร์แลนด์และเบลเยียม และมักถูกกล่าวถึงว่าเป็นหนึ่งในเพลงฮิตแรก ๆ ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของพวกเขา นี่คือเพลงคลาสสิกของ Yellow Claw ที่แสดงให้เห็นถึงซาวด์อันเป็นเอกลักษณ์ของพวกเขา “Shotgun” เป็นเพลงสำคัญในช่วงแรกที่ผลักดันให้พวกเขาเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ และสร้างรากฐานให้กับแนวเพลงที่ผสมผสานของพวกเขา การถูกกล่าวถึงซ้ำ ๆ ว่าเป็นเพลงฮิตแรก ๆ ที่สำคัญและความสำเร็จในการติดชาร์ตเน้นย้ำถึงความสำคัญของเพลงนี้ในเส้นทางอาชีพของพวกเขา
สองคู่หู Yellow Claw ได้สร้างชื่อเสียงและมีอิทธิพลอย่างมากในวงการ EDM ด้วยการแสดงที่เต็มไปด้วยพลังและสไตล์ดนตรีที่ผสมผสานหลากหลายแนว การได้เห็นพวกเขาแสดงสดในงาน SIAM Songkran Music Festival 2025 จะเป็นประสบการณ์ที่คุณไม่ควรพลาด เตรียมตัวให้พร้อมและอย่าลืมฟัง 5 เพลงฮิตที่แนะนำไป เพื่อให้คุณได้สนุกไปกับการแสดงของพวกเขาได้อย่างเต็มที่ แล้วพบกันในสงกรานต์ปีนี้! ซึ่งจะโชว์แบบ B2B กับ ‘Flosstradamus’ วันแรกเปิดงานวันที่ 11 เมษาฯ สถานที่ Bravo BKK, Arena Area, Rca, พระราม 9 อย่าลืมไปเจอกันให้ได้นะ
อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ ไลฟ์สไตล์คนเมือง ร้านอาหารเด็ดดัง แฟชั่นล่าสุด สุขภาพ และความงาม พร้อมกับ เรื่องราวทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ได้ที่ Lifestyle Asia
Main, Hero and Featured images: by Yellow Claw via Facebook
Note : The information in this article is accurate as of the date of publication.