Acoustic Energy AE300 Compact Standmount Speaker / เครื่องเสียง : พิพัฒน์ คคะนาท
เครื่องเสียง
พิพัฒน์ คคะนาท
pipat.cacanaat@gmail.com
Acoustic Energy AE300
Compact Standmount Speaker
นี้เป็นหนึ่งของลำโพงในอนุกรม 300-Series ที่ได้รับการชื่นชมในน้ำเสียงมาอย่างต่อเนื่อง เป็นที่นิยมในระดับ Best Buy ทั้งทางแถบยุโรปและในบ้านเรา เป็นลำโพงวางหิ้งที่ใช้งานประกอบเข้าขาตั้ง (Speaker Stand) ซึ่งผู้ผลิตบอกว่าพัฒนาขึ้นมาโดยนำความสำเร็จของ Model AE100 มาต่อยอดให้โดดเด่นยิ่งขึ้นไปอีก ทั้งในแง่ของคุณภาพเสียง วัสดุที่ใช้ และโครงสร้างตู้ ที่ล้วนกล่าวได้ว่าก้าวล้ำขึ้นไปอีกระดับ
โดยมีราคาสูงกว่า Model AE100 ซึ่งเป็นลำโพงสำหรับมือใหม่ที่จัดอยู่ในกลุ่ม Entry Level กว่าเท่าตัว โดยวางตำแหน่งให้เป็นลำโพงสำหรับคนเล่นเครื่องเสียงที่เริ่มสั่งสมทักษะการฟังขึ้นไปอีกขีดขั้น
Acoustic Energy 300-Series ประกอบได้ด้วยลำโพงทั้งหมด 5 รุ่น ดังที่เห็นในภาพ เป็นแบบวางพื้น หรือ Floorstanding Speaker สองรุ่น คือ Model AE320 และ Model AE309 ลำโพงเซ็นเตอร์ แชนเนล หนึ่งตู้ คือ Model AE307 ลำโพงให้เสียงในย่านความถี่ต่ำพิเศษ หรือที่คุ้นกันในชื่อสับ-วูฟเฟอร์ประเภทผนวกแอมป์ในตัวที่เรียกว่า Active (หรือ Powered) Sub-Woofer อีกหนึ่งตู้ คือ Model AE308 และมีลำโพงวางขาตั้งหนึ่งคู่ คือ Model AE300 ที่หากนำไปใช้เป็นชุดลำโพงในระบบโฮม เธียเตอร์ ร่วมกับลำโพงในอนุกรมเดียวกัน ก็จะทำหน้าที่เป็นลำโพงให้เสียงบรรยากาศรายรอบ (Surround Speaker)
ขณะเดียวกันหากนำไปใช้งานเพื่อการฟังเพลงในระบบสเตอริโอ 2 แชนเนล ก็สามารถทำหน้าที่นั้นได้อย่างน่าชื่นชม ดังที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังนี่แหละครับ
Model AE300 ใช้ชุดตัวขับเสียงแบบพิเศษที่เป็นวิวัฒน์ของเทคโนโลยีอันสืบทอดมาจาก Model AE1 ซึ่งเป็นลำโพงระดับตำนานของค่าย โดยเฉพาะกับ Mid-Bass Driver ขนาด 130 มิลลิเมตร ที่ใช้การขึ้นรูปกรวยแบบ Cone ด้วยวัสดุและเทคโนโลยีล่าสุด ที่เป็นการใช้อะลูมิเนียมเคลือบเซรามิกขึ้นรูปอัดซ้อนกันสองชั้น (Ceramic Aluminum Sandwich Cone) ซึ่งช่วยเสริมรายละเอียดและเพิ่มพลังเสียงได้มากขึ้น กอปรกับการออกแบบการทำงานของมอเตอร์ในระบบขับกรวย ที่ช่วยให้ได้ช่วงชักลึกกว่าเดิมด้วยแล้ว
ทำให้นอกจากจะให้การกระจายเสียงได้ดีกว่าเดิม ยังสัมผัสได้ถึงพลังเสียงในย่านความถี่ต่ำๆ ที่เพิ่มมากขึ้น และรองรับกำลังขับได้มากขึ้นด้วย
ส่วนทวีตเตอร์ขนาด 28 มิลลิเมตร ที่ขึ้นรูปด้วยอะลูมิเนียมนั้น ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้กับลำโพงในอนุกรม 300 Series นี้โดยเฉพาะ ซึ่งนอกจากจะสามารถทานกำลังขับได้สูง และต่ำด้วยค่าเรโซแนนซ์แล้ว ยังให้การทำงานที่ปลอดค่าความพร่าเพี้ยนอีกด้วย
นอกจากนี้ ยังใช้เทคโนโลยีการกระจายเสียงแบบพิเศษที่เรียกว่า Wide Dispersion Technology Waveguide ซึ่งเป็นสิทธิบัตรเฉพาะ นอกจากจะช่วยให้ได้การกระจายเสียงที่ดีขึ้น และกว้างขึ้นแล้ว ยังสามารถหลอมรวมเข้ากับการกระจายเสียงของ Mid-Bass Driver ได้อย่างกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวแบบไร้รอยต่ออย่างสิ้นเชิง ทำให้นอกจากสามารถสัมผัสความสุนทรีย์ของเสียงดนตรีได้อย่างเป็นธรรมชาติอันสมจริงแล้ว ยังให้รู้สึกแบบรับรู้ได้ว่าตำแหน่ง Sweet-Spot ในห้องฟังนั้นกว้างมากขึ้นกว่าเดิมด้วย
พูดง่ายๆ ก็คือแทบจะทุกตำแหน่งที่นั่งฟังในห้องนั้น ได้อรรถรสของเสียงดนตรีอย่างเท่าเทียมกัน ทำนองนั่งฟังอยู่ใกล้กัน ติดกัน หรือเยื้องๆ กัน ก็สามารถสัมผัสได้ถึงความสมบูรณ์ของเสียงในระดับเดียวกันนั่นเอง
สําหรับโครงสร้างตู้ขึ้นรูปด้วย MDF : Medium-density Fibreboard ขนาดความหนา 18 มิลลิเมตร มีความหนาแน่นสูง โครงสร้างภายในใช้เทคโนโลยีการคาดดามแบบเดียวกับที่ใช้ในลำโพงอนุกรม Reference Series ที่ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย เป็นโครงสร้างตู้ที่มีความเสถียรสูง ปลอดการก้องสะท้อนภายใน ไม่ก่อให้เกิดอาการเสียงก้องซ้อนแต่อย่างใด เป็นการช่วยให้ไดรเวอร์แต่ละตัวทำงานได้อย่างเป็นอิสระและเต็มประสิทธิภาพ ไร้ผลกระทบจากโครงสร้างต่างๆ ภายในตู้อย่างสิ้นเชิง เสียงที่หลุดออกมาจากลำโพงจึงเป็นคลื่นเสียงที่แปลงมาจากสัญญาณไฟฟ้าของชุดไดรเวอร์ล้วนๆ เสียงที่ได้ยินจึงมีความถูกต้องเที่ยงตรงอย่างถึงที่สุด อันนำมาซึ่งความเป็นเสียงดนตรีที่น่าฟังอันเสมอด้วยการฟัง Live Music อย่างแท้จริง
ส่วนคุณสมบัติด้านเทคนิคระบุว่าให้การตอบสนองความถี่ 45Hz-30kHz วัดค่าความไวได้ 86dB/W/m ทำงานในระบบ 2 ทาง แบบตู้เปิดที่มักคุ้นกันชื่อ Bass Reflex System ซึ่งมีท่ออากาศช่วยเสริมการทำงานของเสียงในย่านความถี่ต่ำๆ โดยมีจุดตัดความถี่ที่ 2.8kHz อิมพีแดนซ์ปกติ 6 Ohm ทานกำลังขับได้ถึง 100 Wrms ขณะที่ให้ระดับความดันเสียงออกมาได้สูงสุด (Peak SPL : Sound Pressure Level) ที่ 112 dB
มิติโครงสร้างตู้ (กว้าง x สูง x ลึก) 175 x 300 x 260 มิลลิเมตร น้ำหนัก 6.5 กิโลกรัม/ตู้
สนนราคาค่าตัวต่อคู่อยู่ที่สองหมื่นมีทอนกว่าสองพันบาทครับ โดยมี Finished หรือผิวตู้ให้เลือกสามแบบ คือ ลายไม้วอลนัท กับสีดำและสีขาวแบบ Glossy Black กับ Glossy White ที่เป็นมันแวววาวเหมือนเปียนโน
Acoustic Energy AE300 มีขนาดที่ค่อนข้างเล็กกะทัดรัดกว่าลำโพงวางหิ้งส่วนใหญ่ สมกับชื่อ Compact Speaker โดยมีความสูงกว่าคืบไม่มากนัก หน้าค่อนข้างแคบ และลึกเกือบเท่าความสูง แต่ภาพรวมของโครงสร้างภาพลักษณ์ที่เห็น ก็ไม่ได้ให้รู้สึกว่าเป็นลำโพงที่มีลักษณะเพรียวบาง (เหมือนอย่างที่ผู้ผลิตบอกว่ามี Dimensions แบบ Slim) แต่อย่างใด แผงด้านหน้าเรียงชุดไดรเวอร์ในแนวดิ่ง ตัวขับเสียงแต่ละตัวติดตั้งอยู่ในโครงสร้างเฉพาะที่แยกจากกันอย่างชัดเจน
ที่แผงหลังของตู้ตอนบนเป็นท่ออากาศมีลักษณะเป็นช่องแบบ Slot-Shaped Bass Reflex Port ที่ยาวเกือบเต็มความกว้างของแผงตู้ ขั้วต่อสายลำโพงวางอยู่ประมาณกึ่งกลางตู้ มีให้ชุดเดียวแบบ Single-Wire Binding-Post
โครงสร้างตู้มีลักษณะโค้งมนเล็กน้อยแบบลบเหลี่ยมมุมเกือบทุกด้าน ยกเว้นด้านข้างของแผงหน้า/หลังที่ปาดเรียบเป็นเส้นตรง โดยแผงหน้านั้นมีแผ่นตะแกรงหน้ากากแบบผ้ายืดขึงเต็มกรอบปิดแผงหน้าลำโพงเต็มสามด้าน ยกเว้นด้านล่างปิดลงมาเพียงแค่ส่วนโค้งมนเท่านั้น โดยแผ่นตะแกรงนี้ปิดแผงหน้าตู้โดยยึดเข้ากันด้วยแป้นแม่เหล็ก
จากคุณสมบัติด้านเทคนิคที่เห็นข้างต้น บางคนอาจจะคิดว่าลำโพงคู่นี้แม้จะเป็นลำโพงขนาดเล็ก แต่คงจะหาแอมป์มาเล่นด้วยในความหมายที่ว่า ‘ขับ’ มันออกจะยากสักหน่อย ด้วยมีตัวเลขของค่าความไวค้ำอยู่ที่ 86 dB/W/m แต่ในความเป็นจริงหากพิจารณาไปถึงว่าเป็นลำโพงตู้เปิด และมีค่าอิมพีแดนซ์ปกติอยู่ที่ 6 Ohm นั้น, ก็เป็นสิ่งที่บ่งบอกให้รู้ได้อยู่ในทีเหมือนกัน ว่ามันไม่น่าจะเป็นลำโพง ‘ขี้จุกจิก’ แต่อย่างใด
สำหรับแอมป์ที่ผมเลือกมาทำงานด้วยมีกำลังขับอยู่ที่ 50 Wrms ครับ
และเพราะเป็นลำโพงที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว จึงเพียงแค่แทร็กแรกที่เคยคุ้นจากอัลบั้มแรกที่หยิบมาเปิดลองฟัง คือ Swingin’ on a Camel จาก Super Analog Sound of Three Blind Mice ก็บอกให้รู้ได้ในทันที ว่าลำโพงหน้าตาธรรมดาๆ คู่นี้ มันให้สุ้มเสียงที่ไม่ธรรมดาเอาเลยจริงๆ
ไม่ธรรมดาอย่างไร, เที่ยวหน้าจะมาเล่าสู่กันฟังต่อครับ