ถวายสัตย์6เม.ย. โปรดเกล้าฯ‘ครม.หนู2’35คน40เก้าอี้แถลงนโยบาย9-10เมษา
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ “ครม.อนุทิน 2” 35 คน 40 ตำแหน่งตามโผ “นายกฯ” เตรียมนำเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ฯ 6 เม.ย. ลั่นทุกคนจะทำงานเต็มความสามารถรับใช้ประชาชน ขยับไทม์ไลน์แถลงนโยบายรัฐบาล 9-10 เม.ย.นี้ “ภท.” ติวเข้มแนวทางทำงาน สส.ใหม่-รมต.ป้ายแดง “ยศชนัน” ยันไม่มีปัญหาช่องว่างระหว่างพรรคการเมืองแก้ปัญหา ปชช. “มาร์ค” เล็งใช้เวทีชำแหละนโยบายปฏิบัติได้จริงหรือไม่ “สว.” เอาด้วยซื้อข้าวกินเอง
เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 19 มี.ค. พุทธศักราช 2569 แล้วนั้น
บัดนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เลือกผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินสืบต่อไปแล้ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้ 1.นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม 2.นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี 3.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง 4.นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การต่างประเทศ 5.นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ 6.นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี 7.นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
8.น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 9.นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 10.นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 11.นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 12.พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม 13.นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา 14.นายนิกร โสมกลาง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 15.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ 16.นายวัชรพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์ 17.น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ 18.นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม 19.นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม 20.นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม 21.นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 22.น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 23.นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 24.นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน
25.นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย 26.นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย 27.นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย 28.นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย 29.พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม 30.นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน 31.น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม 32.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ 33.นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ 34.นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข และ 35.นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 30 มี.ค.2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
6เม.ย.ครม.ใหม่ถวายสัตย์ฯ
นายอนุทินให้สัมภาษณ์ว่า เป็นพระมหากรุณาธิคุณ พวกเราทุกคนก็ยังทำงานอย่างเต็มความสามารถรับใช้พี่น้องประชาชน เมื่อถามถึงร่างแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ร่างเสร็จเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เตรียมในสาระสำคัญก็เกือบจะครบถ้วนแล้ว เรายังมีเวลาอีกประมาณ 1 สัปดาห์ ถ้าจะเพิ่มหรือทำให้มันมีความสมบูรณ์มากกว่านี้ เมื่อถามอีกว่าสาระสำคัญของร่างแถลงนโยบายฯ รวมของพรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ด้วยใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เรารวมข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน
ซักว่าจะต้องมีการเชิญพรรคร่วมรัฐบาลมาพูดคุยก่อนแถลงนโยบายใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า คุยแล้ว ระหว่างการจัดทำร่างเราก็มีการเชิญมาพูดคุยกันแล้ว เดี๋ยวจะส่งให้พรรคร่วมรัฐบาล ถ้าไม่มีอะไรแก้ไขในสาระสำคัญก็จะส่งให้สภาด้วย เพื่อให้ สส.ได้ไปอ่านและไปศึกษา เพื่อเตรียมพร้อมในการอภิปราย ซึ่งตนเชื่อว่าในการอภิปรายจะต้องมีข้อแนะนำและข้อเสนอแนะดีๆ นอกเหนือจากการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งรัฐบาลก็จะรับมาดำเนินการ รัฐบาลนี้ฟังประชาชนอยู่แล้ว
ถามว่า จะมีการตั้งทีมเพื่อรับฟังการอภิปรายหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า มีอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกใหม่ เมื่อถามว่าคำแถลงนโยบายจะมีการเพิ่มอะไรเป็นพิเศษอีกหรือไม่ นอกจาก 4 ด้านสาระสำคัญที่เขียนไว้ นายอนุทิน กล่าวว่า เราก็นำเสนอเข้าไป และรับฟังการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา เพราะเราแถลงต่อสมาชิกรัฐสภา ไม่ใช่สภาผู้แทนราษฎรอย่างเดียว ฉะนั้นเชื่อว่าเราจะได้รับข้อเสนอแนะ แนวคิด แนวทางดีๆ จากคนที่เป็นตัวแทนของประชาชน
“เรื่องของพลังงาน เรื่องของสิ่งแวดล้อม ในเรื่องของการที่ไทยจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน การปราบปรามยาเสพติด เป็นสิ่งที่เราต้องทำ เพราะเราจะเข้าไปเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) เพื่อบอกชาวโลกว่าเราเป็นประเทศที่เชื่อถือได้ เป็นประเทศที่มีธรรมาภิบาล มีคุณธรรมในการบริหารราชการแผ่นดิน เราก็ต้องมีความสะอาด ไม่ใช่เข้าไปเปื้อนไปหมดแบบนี้ แบบเปื้อนไปหมดแบบนี้เข้าไปก็เท่ากับเป็นการประจานตัวเอง ไม่ได้หรอก” นายอนุทินกล่าว
เมื่อถามว่า ได้วันเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณแล้วหรือยัง นายกฯ กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการว่าน่าจะเป็นวันที่ 6 เมษายน อันนี้สุดแล้วแต่ทางสำนักพระราชวังแจ้งมา ตรงนี้เรากำหนดไม่ได้ ก็รอแจ้งอย่างเป็นทางการมา แต่เบื้องต้นได้รับการประสานมาว่าให้เตรียมตัวไว้ ตั้งแต่จากนี้เป็นต้นไป คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทุกคนก็ได้รับการแจ้งว่าต้องมีความพร้อมตลอดเวลาที่จะไปเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ แต่ว่าวันไหนเวลาไหนที่แน่นอน เดี๋ยวจะประสาน เรากำหนดไม่ได้
ถามว่า ภายหลังการเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณเสร็จ จะเรียกประชุม ครม.เลยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ทันทีครับ และจากนั้นก็เป็นการแถลงนโยบาย
แถลงนโยบาย 9-10 เม.ย.
มีรายงานว่า สำหรับการแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภา จากเดิมที่วางไทม์ไลน์ไว้วันที่ 7-9 เม.ย. แต่เมื่อนายอนุทินมีกำหนดการนำ ครม.ชุดใหม่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณวันที่ 6 เม.ย. และจะมีการประชุม ครม.นัดพิเศษ เพื่อให้ความเห็นชอบร่างนโยบายในวันดังกล่าว แต่ด้วยข้อบังคับว่า ครม. ต้องส่งร่างแถลงนโยบายให้ประธานรัฐสภา เพื่อส่งต่อไปยังสมาชิกรัฐสภาศึกษาร่างนโยบายเป็นเวลา 3 วัน ก่อนที่จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาได้ ทำให้ไทม์ไลน์แถลงนโยบายเปลี่ยนเป็นวันที่ 9-10 เม.ย. ซึ่งวางกรอบเวลาไว้ประมาณ 2 วัน โดยร่างคำแถลงนโยบายจะมีเนื้อหาประมาณกว่า 20 หน้า
ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เวลา 16.40 น. น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรค ภท. แถลงภายหลังการประชุมพรรคประจำสัปดาห์ว่า ที่ประชุมมีการหารือปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนทุกเรื่อง ซึ่งเป็นวิกฤตของโลกที่เกี่ยวพันกันหมด เบื้องต้นฝ่ายบริหารหรือว่าที่ ครม.และ สส.จะมีการประสานกันเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างเร่งด่วน ซึ่งการทำงานเราจะไม่รับแต่เสียงชมเพียงอย่างเดียว เพราะเป็นนักการเมืองต้องรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่มาพร้อมคำแนะนำ พวกเราก็น้อมรับและพยายามสะท้อนปัญหาให้ถึงผู้บริหารอย่างเร็วที่สุด
“การเตรียมความพร้อมในส่วนของงานสภา พรรคได้แบ่งสัดส่วน สส.ในการทำงานด้านต่างๆ ทั้งเรื่องกฎหมาย หรือผู้ที่มีความสนใจหรือเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ซึ่งจะต้องมีการพูดคุยถึงคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญในอนาคต ซึ่งสัปดาห์นี้เป็นการเตรียมความพร้อมทั้ง สส.ใหม่ ที่จะต้องร่วมประชุมการแถลงนโยบายรัฐบาล ซึ่งจะทำงานควบคู่กันไประหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร รวมถึงการเตรียมความพร้อมวันครบรอบพรรค ภท.ในวันที่ 6 เม.ย.” น.ส.แนนกล่าว
ถามว่า ในที่ประชุมพรรคนายกฯ ได้ให้แนวทางในการทำงานอย่างไร เนื่องจากวันนี้มีการโปรดเกล้าฯ แล้ว โฆษกพรรค ภท.กล่าวว่า เป็นการพูดคุยเบื้องต้นในการประสานงานให้ สส.แก้ปัญหาต่างๆ ให้คลี่คลายเร็วที่สุด รวมถึงงานในกระทรวงที่คล้ายคลึงกัน เพราะ สส.มีหน้าที่นำปัญหาของประชาชนมาประสานกับโดยตรง ส่วนว่าที่รัฐมนตรี ถ้ามีประเด็นอะไรสามารถบอกปัญหาได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเป็นวาระหรือรอชี้แจง
“สำหรับวันครบรอบพรรค ภท.วันที่ 6 เม.ย.นี้ จะมีการทำบุญตามปกติ ซึ่งพรรคจะไปวางพวงมาลาที่พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ร.1 ขอให้รอกำหนดการอย่างเป็นทางการ จากนั้น สส.พรรคจะกลับมาที่ทำการพรรค เพื่อมาทำบุญตามกำหนดการ และมีการประชุมพรรคเพื่อเตรียมความพร้อมในสัปดาห์หน้า” โฆษกพรรค ภท.กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่พรรค ภท.ประชุมประจำสัปดาห์ เวลา 16.25 น. พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ได้เดินทางเข้าที่ทำการพรรค คาดการณ์ว่าจะมีการหารือถึง MOU 2544 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นแหล่งน้ำมัน และการยกเลิก MOU 2544 ถือเป็นหนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลภูมิใจไทยใช้หาเสียงมาโดยตลอด รวมไปถึงอาจจะมีการหารือถึงสถานการณ์ชายแดนด้วย
ขณะที่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งว่า ดีใจที่คนไว้วางใจ และจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แน่นอนว่าเรื่องตำแหน่งในการทำงานต่างๆ มาพร้อมกับหน้าที่ความรับผิดชอบ และความเดือดร้อนของประชาชน ในฐานะที่ดูแลกระทรวงการอุดมศึกษาฯ มีหลายเรื่องที่เราพูดคุยแล้ว เรื่องวิกฤตพลังงาน พลังงานทดแทนต่างๆ เรื่องไบโอดีเซล การที่เราพยายามทำเกี่ยวกับเรื่องเครื่องจักรเครื่องยนต์ โดยใช้เรื่องของโซลาต่างๆ แปลงให้เป็นสิ่งที่ทดแทนน้ำมัน ตรงนี้เราได้มีการเตรียมความพร้อมเอาไว้แล้ว การที่เราจะให้ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องอยู่อย่างปลอดภัย จากปัญหาฝุ่น PM 2.5 ซึ่งขณะนี้ภาคเหนือเดือดร้อนพอสมควร การที่จะมอนิเตอร์ข้อมูลเรื่องไฟป่า หรือการใช้ข้อมูลเรื่องภาพถ่ายจากดาวเทียม
ถามว่า นโยบายเร่งด่วนที่จะบรรจุในกระทรวงการอุดมศึกษาฯ และจะมีการแถลงต่อสภาจะมีเรื่องใดบ้าง นายยศชนันกล่าวว่า มี 2 เรื่อง 1. คือเรื่องความเหลื่อมล้ำ การปรับโครงสร้างต่างๆ ให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก หลายประเทศมองประเทศไทยเป็นหมุดหมายที่เขาอยากจะมา เรามีทักษะของคน ทักษะแรงงานต่างๆ พร้อมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกหรือไม่ และ 2.การวางโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว แน่นอนว่าทุกคนมองว่าประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลง เรามีความจำเป็นต้องลงทุนเรื่องนี้ในการวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าได้
“เราไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ในกระทรวงเท่านั้น ต้องดูเรื่องเกี่ยวกับนโยบายงบประมาณของกระทรวงการคลัง โดยในส่วนนี้ต้องมีการทำงานร่วมกันในทุกรูปแบบทุกมิติ เราสามารถดูเรื่องมิติเศรษฐกิจหรือมิติปากท้อง ที่เป็นมิติเรื่องที่เกี่ยวกับการศึกษา การพัฒนาและทุนมนุษย์” นายยศชนันกล่าว
มีรายงานว่า สำหรับตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาคนใหม่ แทนนายปกรณ์ ที่ไปดำรงตำแหน่งรองนายกฯ นั้น นายนพดล เภรีฤกษ์ รองเลขาธิการกฤษฎีกา ที่มีความอาวุโสสูงสุด จะรักษาราชการแทนไปก่อน หลังจาก ครม.ชุดใหม่เข้าถวายสัตย์ฯ และมีการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น มีอำนาจเต็มจะมีการแต่งตั้งนายนพดลขึ้นมาเป็นเลขาธิการกฤษฎีกาต่อไป
สว.เอาด้วยซื้อข้าวเอง
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึง ครม.ชุดใหม่ว่า ไม่มีอะไรที่เหนือความคาดหมาย ซึ่งการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาฝ่ายค้านจะใช้เวทีดังกล่าวนำเสนอในแง่ความเป็นไปได้ต่อการปฏิบัติ ซึ่งจะต้องหารือกันอีกครั้งถึงการจัดสรรเวลา เบื้องต้นคาดว่าพรรคฝ่ายค้านจะได้รับเวลาอภิปราย 14-15 ชั่วโมง แต่พรรค ปชป.อาจได้เวลาอภิปรายเพียง 1 ชั่วโมง ดังนั้นจึงถือว่าเป็นโอกาสที่จะสอบถามนายกฯ และรัฐบาลใหม่ ถึงแนวทางแก้ปัญหาให้สอดคล้องกับวันข้างหน้า ทั้งในระยะสั้น กลาง และระยะยาว
“ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทำมาตรการหรือแนวทางที่ชัดเจนต่อการแก้ปัญหาของประชาชน เพราะจากการขึ้นราคาน้ำมัน พบว่ามีผลกระทบหลายด้าน ทั้งเม็ดพลาสติก ปุ๋ย สินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งขณะนี้ยังไม่เห็นมาตรการที่ชัดเจนจากรัฐบาล โดยเฉพาะความรับผิดชอบของโรงกลั่นต้องมีส่วนร่วมรับภาระที่เกิดขึ้นประชาชน เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนชีวิตได้ นอกจากนั้นในส่วนของราคารัฐบาลจะช่วยเหลือด้านการเงินการคลังหรือปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด” นายอภิสิทธิ์กล่าว
ที่รัฐสภา เวลา 08.50 น. นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดการสัมมนาเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับ สส.ที่ได้รับเลือกตั้ง โดยมี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯ คนที่สอง และคณะผู้บริหารของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เข้าร่วมโครงการสัมมนา
นายโสภณบรรยายในหัวข้อ “เรื่องเล่าของรัฐสภาไทย” ตอนหนึ่งระบุว่า อยากเห็นสภานิติบัญญัติแห่งนี้เป็นสถาบันที่ประชาชนให้ความศรัทธาและเป็นที่พึ่งของประชาชน ซึ่งถือเป็นเรื่องยาก เพราะไม่มีใครคนใดคนหนึ่งทำสำเร็จได้ แต่ต้องอาศัยความสามัคคีของสมาชิก ดังนั้นสิ่งที่อยากเห็นคือสมาชิกจะต้องไม่ลืมคำมั่นสัญญาที่ไว้กับประชาชน ปฏิบัติหน้าที่สมกับที่ได้รับความไว้วางใจ
“การขับเคลื่อนประเทศไม่ได้หวังเพียงแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ในโลกที่กำลังเกิดวิกฤตหลายเรื่อง สภาจะต้องสร้างเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารไปแก้ไขวิกฤตตั้งแต่ให้คำปรึกษาการหารือ การตั้งกระทู้ การเสนอญัตติจนถึงการออกกฎหมาย ซึ่งมีส่วนน้อยมากที่ออกมาจากสภา เพราะยังไม่สามารถก้าวข้ามฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านได้ และยังยืนยันว่าส่วนตัวกับรองประธานคนที่หนึ่งและคนที่สองจะทำงานอย่างสามัคคี เพื่อเป็นตัวอย่างในเรื่องความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งในวิกฤตโลกความขัดแย้งในครั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย จึงอยากฝากไปยังประชาชนว่า ต้องอยู่ในโลกความเป็นจริง เข้าใจว่ามีฝ่ายมีกองเชียร์มีพรรคการเมือง แต่จะต้องสร้างสังคมแห่งความรัก คือให้อภัย แม้จะถูกใจหรือไม่ ทั้งนี้ หมดยุคฮีโร่หรืออัศวินม้าขาวแล้ว แต่ทุกคนจะต้องมาร่วมมือกัน” ประธานสภาฯ กล่าว
ส่วนนายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชป. ในฐานะอดีตนายกฯ และอดีตประธานรัฐสภา บรรยายในงานสัมมนาเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับ สส.ที่ได้รับเลือกตั้งในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ว่า อยากบอกทุกท่านว่าสมัยแรกได้มาเป็น สส.ยากแค่ไหน แต่การเป็น สส.สมัยที่ 2 ยากกว่า ตนได้บอกเพื่อนผู้ร่วมพรรคอยู่เสมอว่าอย่าเป็นนักการเมืองที่ใช้เงิน ถือเป็นเรื่องหนึ่งของการการเมืองแบบสุจริต การที่พวกเราเป็น สส.ใหม่ในสมัยนี้ หากเริ่มจากการใช้เงินจะไม่มีลดลง มีแต่เพิ่มขึ้น อยากให้ทำการเมืองแบบสุจริต ไม่เช่นนั้นในอนาคตก็จะมีแต่การเตรียมเงิน เพราะถือเป็นการเมืองแบบธุรกิจ เอาเงินส่วนนั้นมาเป็นกำไรซื้อเสียงเพื่อให้กลับมาเป็นรัฐมนตรี และหาเงินกลับไปซื้อเสียงถือเป็นวงจรอุบาทว์ทางการเมือง
ช่วงท้ายนายชวนกล่าวว่า วันนี้ตนได้ถอดสายน้ำเกลือจากโรงพยาบาล เนื่องจากติดเชื้อตั้งแต่เดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่น และเมื่อกลับมาถึงประเทศไทยก็เข้าโรงพยาบาลเลย แต่งานนี้ได้มีการรับปากไว้ล่วงหน้าจึงต้องมา และหลังจบจากการบรรยายก็ต้องกลับไปที่โรงพยาบาลเพื่อให้ยาฆ่าเชื้อและนอนพักรักษาตัวตามที่หมอสั่ง
วันเดียวกัน นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในการแถลงนโยบายรัฐบาลว่า หากมีการประชุมร่วมเราก็พร้อมที่จะประชุม ซึ่งจะมีการส่งผู้แทนไปคุยกับฝั่งสภาผู้แทนราษฎร เพื่อหารือถึงจำนวนชั่วโมงในการอภิปราย
ถามถึงกรณี สส.มีมติให้ สส.จ่ายค่าอาหารเอง ฝั่ง สว.จะร่วมมือด้วยหรือไม่ ประธานวุฒิสภากล่าวว่า ร่วมมืออยู่แล้วเรื่องนี้ เพราะในภาวะที่พวกเราตกอยู่ในวิกฤตพลังงาน ทางวุฒิสภาเองเราก็คุยกันว่าเราพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการประหยัดงบประมาณให้ได้มากที่สุด เช่น การงดเดินทางไปต่างประเทศโดยไม่มีความจำเป็น มีมติออกไปชัดเจนแล้วในเรื่องของการงดใช้พลังงาน เราต้องประหยัด เช่น อาหาร ซึ่งทุกคนพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ เราเชื่อว่าเรื่องนี้วุฒิสภาไม่มีปัญหา พร้อมที่จะทำตามแบบอย่างให้เหมือนๆ กัน อย่างน้อยเราประหยัดงบประมาณได้ ว่าอย่างไรก็ว่าตามกัน.