โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“จุดสิ้นสุดของโลก” ต้นกำเนิดไวรัสฮันตา ? เพราะทฤษฎีสมคบคิดเรื่อง “หนู”

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ทฤษฎีสมคบคิด “จุดสิ้นสุดของโลก” อาจเป็นต้นกำเนิดการระบาดของ “ไวรัสฮันตา” ? ก่อนแพร่กระจายหนักบนเรือสำราญกลางมหาสมุทรแอตแลนติก โดยมี “ผู้ติดเชื้อรายที่ศูนย์” เป็นคู่สามีภรรยาชาวดัตซ์ แต่ทางการท้องถิ่นปฏิเสธ เพราะที่นั่นไม่มี “หนู” ที่เป็นพาหะนำเชื้อ แล้วเชื้อไวรัสนี้มาจากที่ไหนกันแน่?

เมืองทางใต้สุดของอาร์เจนตินาอย่าง “เมืองอูซัวยา” (Ushuaia) ที่มีชื่อเสียงมายาวนานในฐานะ “จุดสิ้นสุดของโลก” หรือ “The end of the world” และเป็นประตูสู่การเดินทางไปยังทวีปแอนตาร์กติกา รวมถึงจุดหมายสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของปาตาโกเนีย

แต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เมืองแห่งนี้กำลังเผชิญกับข่าวฉาวที่สร้างความกังวลให้กับธุรกิจและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น นั่นคือข้อกล่าวหาว่า เมืองอูซัวยาอาจเป็น “จุดเริ่มต้น” ของการแพร่ระบาดของ “ไวรัสฮันตา” ที่กำลังระบาดอย่างหนักบนเรือสำราญ “เอ็มวี ฮอนดิอุส” (MV Hondius) ระหว่างที่เรือลำนี้กำลังแล่นอยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติกจนมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 3 คน ในขณะที่ผู้โดยสารอีกกว่า 150 คนบนเรือตกอยู่ในความเสี่ยง

ขณะนี้เรือสำราญลำดังกล่าวได้จอดทอดสมออยู่ที่เกาะเตเนรีเฟ ในหมู่เกาะคานารีของสเปน ส่วนผู้โดยสารที่เหลือก็กำลังถูกอพยพออกจากเรือและส่งตัวกลับประเทศเพื่อเข้าสู่กระบวนการกักกันโรคต่อไป

แล้วเหตุใด “จุดสิ้นสุดของโลก” ถึงเข้ามาพัวพันในสมการนี้ได้ ?

เรือสำราญ “เอ็มวี ฮอนดิอุส” ออกเดินทางเมื่อวันที่ 1 เมษายน จากเมืองอูซัวยาแห่งนี้ ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 9,000 กิโลเมตร ในจังหวัดเตียร์ราเดลฟวยโก ของอาร์เจนตินา แม้จะเชื่อกันว่าไวรัสฮันตาน่าจะมาบนเรือตั้งแต่ออกเดินทางจากเมืองนี้ แต่ต้นตอที่แท้จริงและผู้ที่นำเชื้อขึ้นเรือยังไม่ชัดเจน ซึ่งความไม่แน่นอนนี้ทำให้เกิดกระแสคาดเดาอย่างหนักในหน้าสื่อ

หนึ่งในทฤษฎีระบุว่า ผู้โดยสารอาจติดเชื้อจากพื้นที่ฝังกลบขยะนอกเมืองอูซัวยา ซึ่งนักท่องเที่ยวมักเดินทางไปดูนก ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก หากพื้นที่ฝังกลบขยะจะมี “หนู” สัตว์พาหะของไวรัสฮันตาจำนวนมาก โดยเจ้าหน้าที่ของอาร์เจนตินาบางรายที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อพร้อมระบุว่า “นี่คือสมมติฐานหลักของพวกเขา”

แต่ข้อกล่าวหานี้ไม่ได้รับการตอบรับที่ดีจากคนในพื้นที่…

ฮวน ฟากุนโด เปตรีนา ผู้อำนวยการด้านระบาดวิทยาและสุขภาพสิ่งแวดล้อมของจังหวัดเตียร์ราเดลฟวยโก กล่าวว่า ในจังหวัดของเขา “ไม่เคยมีประวัติผู้ป่วยไวรัสฮันตามาก่อน” โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 1996 ซึ่งเป็นปีที่ระบบเฝ้าระวังแห่งชาติบรรจุโรคนี้เป็นโรคที่จำเป็นต้องมีการรายงาน แต่จังหวัดของเขาก็ไม่เคยมีผู้ป่วยแม้แต่รายเดียว

เปตรีนา เข้ารับตำแหน่ง ผู้อำนวยการด้านระบาดวิทยาเมื่องปี 2021 ในช่วงการระบาดของโควิด-19 เขาย้ำประเด็นนี้ในการแถลงข่าวและการให้สัมภาษณ์หลายครั้งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าจังหวัดของเขาไม่น่าใช่ต้นกำเนิดของเชื้อและพื้นที่ระบาดหลักของไวรัสฮันตาอยู่ห่างออกไปทางเหนือมากกว่า 1,500 กิโลเมตร

เขากล่าวด้วยว่า ในจังหวัดเตียร์ราเดลฟวยโก ไม่มีหนูหางยาวสายพันธุ์ที่เป็นพาหะของโรคนี้ และสภาพอากาศของเราก็ไม่เหมือนปาตาโกเนียตอนเหนือทั้งในเรื่องความชื้นและอุณหภูมิที่เหมาะต่อการแพร่พันธุ์ แต่หากหนูชนิดดังกล่าวมีการเคลื่อนย้ายเข้าสู่จังหวัดของเขาจริงก็ต้องไม่ลืมว่าพื้นที่ของจังหวัดเตียร์ราเดลฟวยโก “เป็นเกาะ” พวกหนูต้องข้ามช่องแคบแมกเจลแลนก่อน จึงจะสามารถแพร่เชื้อสู่สัตว์ท้องถิ่นได้ นั่นจึงเป็นอุปสรรคเพิ่มเติมนอกเหนือจากเรื่องสภาพอากาศ

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเห็นด้วยกับเปตรีนาว่า การติดเชื้อในเตียร์ราเดลฟวยโกเป็นไปได้น้อย แต่รัฐบาลกลางอาร์เจนตินาก็ประกาศส่งทีมผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดลงพื้นที่ในจังหวัดนี้เพื่อตรวจสอบว่ามีร่องรอยของไวรัสฮันตาหรือมีหนูหางยาวเข้าสู่ภูมิภาคนี้หรือไม่

ทีมผู้เชี่ยวชาญของรัฐบาลประกาศจะร่วมมือกับนักชีววิทยาท้องถิ่นในการจับหนูจากพื้นที่ฝังกลบขยะเพื่อตรวจหาเชื้อ แต่สองวันหลังการประกาศ ทีมผู้เชี่ยวชาญก็ยังเดินทางมาไม่ถึง และเมื่อผู้สื่อข่าวของ BBC ลงพื้นที่ ก็พบเพียงนกจำนวนมากบินวนเหนือกองขยะโดยไม่มีสัญญาณของการสอบสวนใด ๆ

ด้าน เอดูอาร์โด โลเปซ นักระบาดวิทยาของโรงพยาบาลในกรุงบัวโนสไอเรส เมืองหลวงของอาร์เจนตินา กล่าวว่า ยังต้องมีการสอบสวนเพิ่มเติมเพราะระบบนิเวศกำลังเปลี่ยนแปลงไป หนูหางยาวซึ่งเดิมอาศัยอยู่ในเทือกเขาแอนดีสและทางตะวันตกเฉียงเหนือของอาร์เจนตินา แต่ปัจจุบันพวกมันก็พบได้ในกรุงบัวโนสไอเรสเช่นกัน

และเพราะความเร่งด่วนของเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ส่งผลกระทบในด้านวิทยาศาสตร์ แต่ยังกระทบไปถึงเศรษฐกิจของจังหวัดเตียร์ราเดลฟวยโกซึ่งเป็นจังหวัดที่มีประชากรน้อยที่สุดและก่อตั้งใหม่ที่สุดของอาร์เจนตินา ที่อุตสาหกรรมหลัก คือ การสำรวจพลังงาน การประมง รวมถึงการท่องเที่ยว เพราะจนถึงตอนนี้ แม้จะมีคำถามมากมายจากผู้ประกอบการต่างชาติเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่มีการยกเลิกเรือสำราญที่เดินทางเข้าเทียบท่าที่จังหวัดเตียร์ราเดลฟวยโก แต่เนื่องจากฤดูกาลเรือสำราญสิ้นสุดลง ตั้งแต่กลางเดือนเมษายน ผลกระทบระยะยาวอาจต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนจึงจะเห็นชัด

ขณะที่ท่าเรืออูซัวยา การดำเนินชีวิตยังดูเหมือนยังดำเนินไปตามปกติ นักท่องเที่ยวเดินเล่นริมชายฝั่ง และเข้าร่วมทัวร์ระยะสั้นไปยังเกาะ Isla de los Estados ซึ่งเป็นที่ตั้งของประภาคารชื่อดังที่รู้จักกันว่ามันคือ “จุดสิ้นสุดของโลก” หรือท่องเที่ยวตามช่องแคบบีเกิล

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สาธารณสุขยังคงพยายามหาต้นตอของการติดเชื้อ โดยเชื่อว่าหนึ่งในคู่สามีภรรยาชาวดัตช์ที่ติดเชื้อและเสียชีวิต น่าจะเป็น “ผู้ป่วยรายที่ศูนย์” หรือผู้แพร่เชื้อรายแรกเข้าสู่เรือสำราญ เอ็มวี ฮอนดิอุส ซึ่งเจ้าหน้าที่พยายามย้อนรอยเส้นทางการเดินทางของทั้งคู่ผ่านอาร์เจนตินา ชิลี และอุรุกวัย ก่อนขึ้นเรือที่อูซัวยา โดยอาศัยข้อมูลการผ่านแดนเป็นหลัก แต่ทางการชิลีและอุรุกวัยระบุว่า ทั้งคู่ไม่น่าติดเชื้อในประเทศของตน โดยอ้างอิงจากระยะฟักตัวของโรคที่องค์การอนามัยโลกประเมินไว้ระหว่าง 1-8 สัปดาห์

โดยที่ เปตรีนา ผู้อำนวยการด้านระบาดวิทยา เห็นด้วยว่าทั้งคู่น่าจะติดเชื้อในอาร์เจนตินาแต่เชื่อว่าน่าจะเกิดขึ้น 2-4 สัปดาห์ก่อนขึ้นเรือและเชื้อนี้อาจอยู่ในพื้นที่ภูเขาของปาตาโกเนีย เช่น จังหวัดชูบุต เนวเกน หรือริโอเนโกร แต่จนถึงตอนนี้กระทรวงสาธารณสุขแห่งชาติอาร์เจนตินาก็ยังไม่สรุปทฤษฎีที่แน่ชัด

เปตรีนา กล่าเพิ่มเติมว่า ยังไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ที่การติดเชื้ออาจเกิดขึ้นในเตียร์ราเดลฟวยโก แต่มีข้อเท็จจริงสำคัญกว่าคือ นับตั้งแต่ไวรัสฮันตาถูกกำหนดให้เป็นโรคที่ต้องรายงาน ก็ไม่เคยมีผู้ป่วยในจังหวัดนี้เลย

ดังนั้นแล้ว ความหวังที่จะหาต้นตอของเชื้อจึงหันไปทางสเปน ซึ่งกำลังมีการอพยพผู้โดยสารและลูกเรือจาก เอ็มวี ฮอนดิอุส ที่เกาะเตเนรีเฟ และที่นั่นอาจช่วยให้พบเบาะแสบางอย่างเพิ่มเติมได้แต่ในตอนนี้ เมื่อคู่สามีภรรยาชาวดัตช์ที่เชื่อว่าคือผู้แพร่เชื้อได้เสียชีวิตไปแล้ว และเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถย้อนรอยการเดินทางทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์ คำถามมากมายเกี่ยวกับต้นตอของการระบาดครั้งนี้ยังคงไร้คำตอบ ในขณะที่หลายประเทศเฝ้าระวังพร้อมตั้งทฤษฎีสมคบคิดว่าหรือนี่อาจเป็นยุคของ “โควิด2.0”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...