โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แสนคนด่า…แต่ว่าล้านคนรัก

ไทยโพสต์

อัพเดต 02 พ.ค. เวลา 20.20 น. • เผยแพร่ 02 พ.ค. เวลา 17.04 น.

เมื่อนักการเมืองคนหนึ่งทำตัวชั่วร้ายแบบมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนจนกลายเป็นคดีความและผ่านการไต่สวนของศาล จนถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงต้องติดคุกติดตาราง แต่เขาก็ใช้อำนาจทางการเมืองและทางการเงินเอาชนะกระบวนการยุติธรรมของไทย ทำให้กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คำตัดสินของศาลไร้ความหมาย ประชาชนผู้รักความยุติธรรม และอยากเห็นกระบวนการยุติธรรมของไทยเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ก็จะก่นด่าการกระทำของเขาที่ไม่เคารพกฎหมาย ทำผิดไม่ยอมรับผิด ทำตัวเหนือกฎหมาย พอมีคนด่ามากๆ เข้า คนที่รักเขาแบบ

ไม่ลืมหูลืมตา ไม่สนใจว่าเขาจะทำตัวชั่วร้ายเพียงใด ก็จะออกมาด่าคนที่ด่านักการเมืองคนเลวว่า “จะด่าอะไรคนคนนี้ ต้องคิดดูบ้างว่ามีคนรักเขาเป็นล้านๆ คน” พูดแบบนี้ก็หมายความว่าคนที่ด่านักการเมืองเลวเป็นคนที่ไม่เคารพคนจำนวนมากที่รักนักการเมืองคนเลวคนนี้

ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ คนที่รักนักการเมืองชั่วๆ คนนี้ ยังเรียกคนที่ด่านักการเมืองคนนี้ว่าเป็นพวกนิยมเผด็จการบ้าง เป็นคนไม่เคารพประชาธิปไตย ไปด่าคนที่ได้ตำแหน่งมาจากการเลือกตั้งตามครรลองของประชาธิปไตย และพวกเขายังประณามคนที่ด่านักการเมืองเลวๆ ว่าเป็นพวกที่คอยหาเรื่องด่านักการเมืองคนที่พวกเขารัก และยังเรียกคนที่รักความยุติธรรมและให้ความสำคัญกับกฎหมายว่าเป็นพวก “จารีตนิยม” บ้าง หรือบางทีก็เรียกว่า “อนุรักษนิยมบ้าง” แม้คำที่พวกเขาเรียกคนที่ชังนักการเมืองเลวจะฟังดูเป็นคำที่ไพเราะ แต่คนพูดไม่ได้มีเจตนาที่จะชม เขาใช้คำเหล่านี้ในเชิงลบ เขาหมายถึงคนที่โบราณ ไม่ยอมรับความก้าวหน้า ปฏิเสธความเจริญ (ที่พวกเขาคิดว่านักการเมืองเลวคนนั้นสร้างความเจริญให้กับประเทศชาติ) เขาไม่สนใจว่านักการเมืองคนนั้นจะเลวแค่ไหน จะทำชั่วอะไร แต่เขามองว่านักการเมืองคนนั้นสร้างความเจริญให้แก่ประเทศชาติมากกว่านักการเมืองคนอื่นๆ

สิ่งที่น่าเศร้าใจก็คือ มีคนจำนวนมากที่ไม่ต้องการให้ใครด่านักการเมืองชั่วๆ คนนั้น มองว่าเขาคือผู้นำที่ดีที่สุดของประเทศไทย พวกเขายอมรับการทำชั่วด้วยการโกงประเทศชาติได้ พวกเขามองว่าถึงนักการเมืองคนนั้นจะชั่วแค่ไหนอย่างไร แต่เขาก็ทำให้ประชาชนมีกินมีใช้ มีชีวิตที่ดีขึ้น บางคนถึงกับพูดว่า “โกงไม่เป็นไร ขอให้เอามาแบ่งให้ประชาชนบ้างก็พอ” ถ้าหากคนไทยจำนวนมากคิดเช่นนี้ แล้วประเทศไทยจะปราศจากการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้อย่างไร ในเมื่อประชาชนยอมรับคนโกงได้ และมองว่าการโกงประเทศชาติไม่มีความผิด และบางคนก็มองว่าคดีต่างๆ ที่นักการเมืองสุดที่รักและแสนดีของเขาโดนนั้นเป็นการกลั่นแกล้ง เป็นการยัดเยียดคดี เป็นความอิจฉา เป็นความต้องการกำจัดนักการเมืองที่แสนดีของเขา นอกจากประชาชนจำนวนหนึ่งชื่นชมนักการเมืองขี้โกง และมองว่านักการเมืองขี้โกงเป็นผู้นำที่ดีที่สุดแล้ว ยังมีนักวิชาการบางคนที่พูดจาแบบยอมจำนนว่า “การโกงบ้านโกงเมืองนั้น เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสังคมไทย” พูดแบบนี้ก็หมายความว่าพวกเราต้องยอมรับว่าเราหนีการโกงของนักการเมืองไม่พ้น เราต้องยอมรับการโกงของนักการเมืองต่อไป

ถ้าหากพรรคการเมืองใดมีนโยบาย มีโครงการที่แจกเงิน แจกของให้ประชาชนมากๆ ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ถึงพวกเขาจะโกงก็จะเลือกต่อไป และยังมีการพูดกันอีกเป็นจำนวนมากว่า “รัฐบาลไหนมันก็โกงทั้งนั้นแหละ” เมื่อคิดกันแบบนี้ก็เลยเลือกนักการเมืองที่มีโครงการ “แจกมากที่สุด” และยกย่องนักการเมืองคนที่แจกมากที่สุดว่า “ดีที่สุด” ยอมรับการโกงบ้านโกงเมืองที่เป็นความชั่วได้โดยไม่คิดจะเปลี่ยนใจ เมื่อประชาชนจำนวนมากคิดเช่นนี้ เลือกนักการเมืองเช่นนี้ ประเทศเราจะหนีการฉ้อราษฎร์บังหลวงไม่ได้ งบประมาณของเราจะไม่ถูกนำมาใช้ในการพัฒนาบ้านเมืองเพื่อประชาชนเต็ม 100% แต่จะเข้ากระเป๋านักการเมืองขี้โกง เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งไม่มีกำลังใจที่จะเสียภาษี เพราะไม่ต้องการเสียภาษีให้นักการเมืองโกงเอาไปสร้างความร่ำรวยให้ตัวเองมากกว่าเอามาใช้ในการพัฒนาประเทศ

ปัจจุบันมี social media ประชาชนจำนวนหนึ่งทำตัวเป็นนักรบ cyber กดดันนักการเมืองและผู้มีอำนาจในการใช้กฎหมาย จัดการกับนักการเมืองชั่ว จนพวกเขาไม่อาจจะทำตัวเหนือกฎหมายต่อไป ต้องยอมจำนนรับผิดตามครรลองของกฎหมาย แต่นักการเมืองขี้โกงไม่ได้มีคนเดียว พอคนหนึ่งทำตามกฎหมาย นักรบ cyber ก็หยุดด่านักการเมืองคนนั้น แต่เมื่อมีนักการเมืองชั่วโผล่ขึ้นมาอีกคน นักรบ cyber ก็หันกระบอกข่าวยิงไปที่นักการเมืองชั่วที่ความชั่วปรากฏขึ้นใหม่ ประชาชนที่นิยมนักการเมืองชั่ว ก็มีด่าว่านักรบ cyber ผู้รักความยุติธรรมอีกว่าเป็นพวกชอบปลุกผีขึ้นมาด่า พอผีตัวหนึ่งยอมเข้ากระบวนการยุติธรรม ไม่มีเรื่องด่าแล้ว ก็ปลุกผีตัวใหม่ขึ้นมาด่าอีก แบบไม่ยอมให้นักการเมืองพรรคที่เขารักได้ผุดได้เกิด พวกเขาไม่มองว่านักการเมืองที่ถูกด่านั้นชั่วอย่างไร พวกเขากลับมองว่าคนที่ด่านักการเมืองชั่วนั้นเป็นคนที่ปลุกผีขึ้นมาด่าเพื่อช่วยให้พวก “จารีตนิยม” หรือ “อนุรักษนิยม” ได้ดำรงอำนาจและความเป็นอภิสิทธิ์ชนต่อไป เขาใช้คำพูดที่สร้างความชอบธรรมให้พวกเขาและนักการเมืองที่เขารักว่า “จะด่านักการเมืองคนไหน ให้คิดด้วยว่านักการเมืองคนนั้นมีคนรักเป็นล้านๆ” ตกลงเราจะมองการเมืองเชิง “ปริมาณ” ไม่มองเชิง “คุณภาพ” กันเลยใช่ไหม แบบนี้ก็น่าสงสารประเทศไทย และสงสารคนไทยที่ไม่อาจรับนักการเมืองชั่วๆ ได้

“โกงแล้วเอามาแจกให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ไม่เป็นไร การโกงบ้านโกงเมืองเป็นโครงสร้างของสังคมไทย รัฐบาลไหนก็โกงทั้งนั้น ต้องเลือกคนที่โกงแล้วแจก ใครแจกเยอะ คนนั้นแหละดี คนที่แจกก็คือนักการเมืองที่ดีที่สุดที่พวกเราจะเลือกต่อไป” ความคิดแบบนี้แหละที่เซาะกร่อนความเจริญของประเทศไทยนะ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...