โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

“พาร์กินสัน” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ผู้ป่วยไทยสูงสุดในเอเชีย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 09 เม.ย. เวลา 10.57 น. • เผยแพร่ 09 เม.ย. เวลา 03.57 น.

นพ.สิทธิ เพชรรัชตะชาติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาและโรคพาร์กินสัน โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า โรคพาร์กินสันเกิดจากการเสื่อมของเซลล์ประสาทบริเวณก้านสมอง ส่งผลให้การผลิตสารโดปามีนลดลง ทำให้การเคลื่อนไหวช้าลง และอาจมีอาการมือสั่นร่วมด้วย หากไม่ได้รับการรักษา อาการจะค่อย ๆ รุนแรงขึ้นจนกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน

สาเหตุสำคัญของโรคเกี่ยวข้องกับการสะสมของโปรตีน alpha-synuclein ที่ผิดปกติ ซึ่งในหลายกรณีเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรม เมื่อร่างกายไม่สามารถกำจัดโปรตีนชนิดนี้ได้ โปรตีนจะสะสมจนกลายเป็น “โปรตีนขยะ” โดยมีข้อสันนิษฐานว่าจุดเริ่มต้นอาจเกิดขึ้นที่ลำไส้ ก่อนส่งผ่านเส้นประสาทเข้าสู่ก้านสมองและสมองส่วนอื่น ๆ ผู้ป่วยจำนวนมากจึงเริ่มมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องผูก แน่นท้อง หรือเรอบ่อย ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงปัญหาระบบย่อยอาหาร ทั้งที่อาจเป็นสัญญาณระยะเริ่มต้นของโรคได้

นอกจากนี้ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การสัมผัสสารเคมีกลุ่มยาฆ่าแมลง มลพิษทางอากาศ PM2.5 การสะสมของไมโครพลาสติก และสารเคมีจากบรรจุภัณฑ์อาหาร อาจมีส่วนกระตุ้นให้เกิดโรคได้

สำหรับสัญญาณเตือนที่หลายคนมักมองข้าม ได้แก่ การนอนละเมอ ท้องผูกเรื้อรัง ภาวะซึมเศร้า หรือความวิตกกังวลที่ไม่มีสาเหตุชัดเจน อาการเหล่านี้อาจเป็น “เสียงเตือน” จากสมอง และอาจเกิดขึ้นก่อนอาการสั่นถึง 10–20 ปี หมายความว่า เมื่อเริ่มมีอาการเคลื่อนไหวผิดปกติ เช่น เคลื่อนไหวช้า มือสั่น หรือเดินสะดุด อาจเป็นช่วงที่เซลล์สมองสูญเสียไปแล้วมากกว่าร้อยละ 60

นพ.สิทธิ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า จากสถิติเดิมที่พบผู้ป่วย 1 คนต่อประชากร 1,000 คน ปัจจุบันเพิ่มเป็น 1 คนต่อ 400 คน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 250 ภายใน 10 ปี โดยประเทศไทยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยสูงเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย ขณะที่ภาพรวมของเอเชียถือเป็นภูมิภาคที่มีการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยเร็วที่สุดในโลก สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อน “ความเร่งของโรคในระดับประชากร” อย่างชัดเจน

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น คือ อายุของผู้ป่วยที่ลดลง จากเดิมที่มักพบในวัยประมาณ 60 ปี ปัจจุบันอายุเฉลี่ยของผู้ป่วยรายใหม่อยู่ที่ราว 50 ปี และเริ่มพบมากขึ้นในกลุ่มอายุ 40 ปี บางรายที่มีปัจจัยทางพันธุกรรมอาจเริ่มแสดงอาการตั้งแต่อายุ 30 ปีเศษ สะท้อนว่าโรคนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของผู้สูงอายุหลังเกษียณอีกต่อไป แต่กำลังกระทบประชากรวัยทำงานโดยตรง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของระบบสาธารณสุขไทยที่สามารถวินิจฉัยโรคได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น

หัวใจสำคัญของการรับมือโรคพาร์กินสันคือแนวคิด “รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้” เพราะโรคไม่ได้เริ่มต้นด้วยอาการมือสั่นเสมอไป ระยะแรกอาจแสดงอาการที่ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว เช่น ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวลที่รุนแรงขึ้น การนอนผิดปกติ หรือท้องผูกเรื้อรัง หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกันควรรีบปรึกษาแพทย์ โดยการ รู้เร็วมีสองมิติ คือ รู้ว่าเป็นโรคเร็วเพื่อเริ่มรักษาได้ทันเวลา และรู้วิธีดูแลเร็วเพื่อชะลอความเสื่อมของสมอง

นพ.สิทธิ กล่าวปิดท้ายว่า แม้ปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาให้หายขาดหรือหยุดการเสื่อมของเซลล์ประสาทได้โดยตรง แต่การดูแลแบบองค์รวมสามารถช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติได้ถึง 80–90 เปอร์เซ็นต์ หากได้รับการรักษาและดูแลอย่างเหมาะสม

สำหรับขั้นตอนการรักษาโรคพาร์กินสัน มีตั้งแต่การใช้ยาเพิ่มระดับสารโดปามีนในสมอง การผ่าตัดฝังอิเล็กโทรดในสมองด้วยเทคโนโลยี Deep Brain Stimulation (DBS) ซึ่งช่วยลดอาการสั่น เคลื่อนไหวช้า และลดการพึ่งพายาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีอัลตราซาวด์ความเข้มสูง (Focused Ultrasound) เป็นการรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด โดยใช้คลื่นเสียงยิงเข้าไปในสมองเฉพาะจุดเพื่อหยุดวงจรที่ผิดปกติ และมีแนวโน้มว่าเทคโนโลยีนี้จะขยายผลได้ดีในกลุ่มผู้ป่วยระยะแรก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...